ยินดีต้อนรับ
คลังข้อมูลและความรู้ระบบสุขภาพ (Knowledge Bank)
- เว็บไซต์ที่รวบรวมองค์ความรู้ ด้านระบบสุขภาพ ประกอบด้วย งานวิจัย บทความวิชาการ เอกสารเผยแพร่ และอื่นๆ ซึ่งเป็นผลงานที่ ได้รับการสนับสนุนโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สมัครสมาชิกก่อนดาวน์โหลด Full Text โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ติดต่อสอบถาม 0 2027 9701 ต่อ 9038 หรือ email: library@hsri.or.th

Communities in DSpace
Select a community to browse its collections.
- ผลงานวิชาการของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
- ผลงานวิชาการของหน่วยงานเครือข่าย สวรส.
Recently Added
- Research Reportsการศึกษาในระดับจีโนมของเชื้อ Pseudomonas aeruginosa ดื้อยา(สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข, 2026-10) ธันวา วงษ์สุก; Thanwa Wongsuk; ศิริพรรณ บุญศิลป์; Siriphan Boonsilp; วรพจน์ อุณอนันต์; Worrapoj Oonanant; Seng, Rathanin; อัญชลี หอมแก้ว; Anchalee Homkaew; ดารณี นุตาลัย; Daranee NutalaiPseudomonas aeruginosa เป็นเชื้อแบคทีเรียที่พบว่ามีอัตราการดื้อยาสูงขึ้นในปัจจุบัน โดยเชื้อนี้มีความสำคัญคือในปี ค.ศ. 2017 World Health Organization (WHO) ได้จัดกลุ่มเชื้อในระบบ "global priority list of pathogens" ให้ P. aeruginosa (สายพันธุ์ที่ดื้อต่อยา Carbapenem) อยู่ในกลุ่ม "Priority 1: CRITICAL" และในปี ค.ศ. 2024 ยังคงจัดอยู่ในกลุ่ม "High priority" ของ WHO bacterial priority pathogens list โดยในประเทศไทย มักเป็นสาเหตุสำคัญของโรคติดเชื้อในคนที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดเชื้อในโรงพยาบาล ซึ่งเชื้อมักเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล ผิวหนัง การหายใจ การใส่สายสวนต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกาย ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อลุกลามเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตเป็นการติดเชื้อในกระแสเลือดตามมาได้ โดยในปัจจุบันพบเชื้อ P. aeruginosa ที่ดื้อต่อยาหลายขนาน (Multidrug-resistant Pseudomonas aeruginosa; MDR-PA) ในอัตราที่สูง งานวิจัยนี้ทำการศึกษาความหลากหลายและความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมในระดับโมเลกุลของเชื้อ P. aeruginosa ดื้อยา (MDR-PA) โดยการทำ whole genome sequencing ของ P. aeruginosa ดื้อยาจำนวน 42 isolates ที่เก็บจากสิ่งส่งตรวจของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในช่วงระยะเวลา 1 มีนาคม – 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567 เป็นสิ่งส่งตรวจชนิดเสมหะ (sputum) 37 ตัวอย่าง และปัสสาวะ (urine) 5 ตัวอย่าง มาจากเพศชาย 22 ราย เพศหญิง 20 ราย เป็นผู้ป่วยใน 41 ราย ผู้ป่วยนอก 1 ราย วิเคราะห์ Multilocus Sequence Typing (MLST) โครงสร้างประชากรด้วย goeBURST/PHYLOViZ การจัดทำ serotype ด้วย PAst การตรวจหา Antimicrobial resistance genes (ARGs) ด้วย ResFinder และปัจจัยส่งเสริมการก่อโรค (virulence factors) ด้วยฐานข้อมูล Virulence Factors of Pathogenic Bacteria (VFDB) การวิเคราะห์ MLST พบ sequence types ที่หลากหลาย รวม 22 known STs และ 4 Novel STs พบ ST309 (homogeneous serotype O11) มากที่สุด ทั้งหมด 8 isolates ซึ่ง ST นี้พบระบาดอยู่แถบ USA, Mexico และ Brazil ส่วนสายพันธุ์ที่พบรองลงมาคือ ST110 และ ST235 (อย่างละ 3 isolates) ถือว่ามีความหลากหลายในเชื้อที่ศึกษากลุ่มนี้ จากการสำรวจ antimicrobial resistance genes พบว่าส่วนใหญ่มี blaOXA-50,blaPAO, aph(3')-IIb, fosA และ catB7 ตามมาด้วยยีน crpP ทำให้เกิดการดื้อต่อยาในกลุ่ม β-lactam, aminoglycoside, fosfomycin, chloramphenicol และ ciprofloxacin ตามลำดับ การวิเคราะห์ virulence factors ครอบคลุม 11 กลุ่ม ได้แก่ adherence, antimicrobial activity, antiphagocytosis, biosurfactant, enzyme, iron uptake, protease, quorum sensing, regulation, secretion system และ toxin จุดที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ isolate PS13 และ PS34 (ST2165, serotype O13) มีลักษณะ genomic profile ที่สอดคล้องกับกลุ่ม P. aeruginosa PA7-like outlier clade คือขาดยีน Type III secretion system (TTSS) และ exotoxin A (toxA) แต่มียีน exolysin (exlA, exlB) การศึกษาครั้งนี้เป็นโครงการวิจัยนำร่องในระดับจีโนมของ MDR-PA ในประเทศไทย ที่ให้ข้อมูลพื้นฐานสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางระบาดวิทยาเชิงโมเลกุล กลไกการดื้อยา และปัจจัยส่งเสริมการก่อโรคของเชื้อ ข้อมูลที่ได้สามารถนำไปต่อยอดในการพัฒนาระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาในระดับโมเลกุล การวางแผนการสอบสวนการระบาด และการเลือกใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสมในผู้ป่วยติดเชื้อ MDR-PA ในประเทศไทยต่อไป
- Research Reportsระบาดวิทยาระดับโมเลกุลและลักษณะลำดับพันธุกรรมตลอดจีโนมของเชื้อ Acinetobacter baumannii ที่ดื้อต่อยา colistin(สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข, 2026-09) ศิริพรรณ บุญศิลป์; Siriphan Boonsilp; ธันวา วงษ์สุก; Thanwa Wongsuk; วรพจน์ อุณอนันต์; Worrapoj Oonanant; อัญชลี หอมแก้ว; Anchalee Homkaew; ธิดาทิพย์ วงศ์สุรวัฒน์; Thidathip Wongsurawat; พิรุณ เจนเจริญพันธ์; Piroon JenjaroenpunAcinetobacter baumannii เป็นเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในโรงพยาบาลที่มีแนวโน้มการดื้อยาต้านจุลชีพเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเชื้อดื้อยาหลายขนาน (MDR) และดื้อยา colistin ซึ่งเป็นยาทางเลือกสุดท้ายในการรักษา การได้รับยา colistin เป็นเวลานานมีความสัมพันธ์กับการเกิดการดื้อยาอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลลักษณะสายพันธุ์ กลไกการดื้อยา และปัจจัยก่อโรคของ A. baumannii ที่ดื้อยา colistin ในประเทศไทยยังมีอยู่อย่างจำกัด ทีมวิจัยเก็บตัวอย่างเชื้อ A. baumannii จากผู้ป่วยในแผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ระหว่างปี พ.ศ. 2566–2568 รวม 18 ไอโซเลต ทดสอบความไวต่อยาต้านจุลชีพ 11 ชนิด วิเคราะห์ค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งเชื้อ colistin (MIC) ตรวจสอบจีโนมด้วยเทคนิค short-read และ long-read sequencing วิเคราะห์สายพันธุ์ด้วย MLST และ cgMLST ระบุยีนดื้อยาและยีนความรุนแรง พร้อมศึกษาการกลายพันธุ์ของโปรตีน PmrCAB, LpxA, LpxC และ LpxD ซึ่งเป็นโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการดื้อ colistin ผลการศึกษาพบว่าเชื้อทั้งหมดมาจากผู้ป่วยหญิงเป็นส่วนใหญ่ และแยกได้จากสิ่งส่งตรวจระบบทางเดินหายใจ ผล AST พบว่าเชื้อดื้อยาหลายกลุ่มรวมถึง colistin แต่ยังไวต่อ tigecycline เชื้อทุกไอโซเลตจัดอยู่ในกลุ่ม ST2 (MLST) และ cgMLST รหัส 906 โดยมีความหลากหลายใน K-locus เป็น KL49, KL10 และ KL2 ส่วน OCL ทั้งหมดเป็น OCL1 เชื้อทุกสายพันธุ์แสดงออกของยีนก่อโรคหลายกลุ่ม ได้แก่ ยีนยึดเกาะ ยีนสร้างไบโอฟิล์ม ยีน phospholipase ระบบดึงเหล็ก และระบบควบคุมการแสดงออกของยีน สำหรับกลไกการดื้อยา พบการกระจายของยีนดื้อยาหลายกลุ่ม เช่น RND efflux pump, β-lactamase, aminoglycoside modifying enzyme, tetracycline และ macrolide resistance genes การกลายพันธุ์ในโปรตีน PmrCAB พบการแทนที่กรดอะมิโนในตำแหน่ง PmrC (เช่น N284D, A354S, K515T) และ PmrB (A138T, N440H, A444V) ส่วน LpxD และ LpxC พบการกลายพันธุ์ที่ตำแหน่ง E117K และ N287D ตามลำดับ แต่ไม่พบใน LpxA สรุปได้ว่า เชื้อ A. baumannii ที่ดื้อยา colistin ทั้ง 18 ไอโซเลตมีความใกล้เคียงทางพันธุกรรม มีศักยภาพในการก่อโรคสูง และมีการแสดงออกของยีนดื้อยาหลายกลุ่ม รวมถึงกลไกการกลายพันธุ์ที่สัมพันธ์กับการดื้อ colistin อย่างชัดเจน ข้อมูลนี้สามารถประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเครื่องมือวินิจฉัยเชิงโมเลกุล และแนวทางการรักษาแบบจำเพาะที่มีประสิทธิภาพในอนาคต
- Research Reportsการสังเคราะห์หลักฐานเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบายจากการประเมินผลกระทบของการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 180 วัน ในประเทศไทย(สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข, 2026-10) กติกา อรรฆศิลป์; Katika Akksilp; ธมลวรรณ ดุลสัมพันธ์; Thamonwan Dulsamphan; พศิน แจ่มหม้อ; Pasin Jammor; ธนกร เจริญกิตติวุฒ; Thanakorn Jalearnkittiwut; อภิรุจี ปัญจะเทวคุปต์; Apirujee Punjataewakupt; อำมร รอดพันธุ์; Ammon Rodphant; กนกวรรณ น้อยสุข; Kanokwan Noisukการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00–17.00 น. เป็นเวลา 180 วัน (ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569) เป็นนโยบายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันอาจก่อให้เกิดความกังวลต่อผลกระทบด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และสังคม การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลกระทบของนโยบายดังกล่าวในมิติสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ และเพื่อสังเคราะห์ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับใช้ประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิจากหลายแหล่งข้อมูล ได้แก่ ข้อมูลการบาดเจ็บทางถนนจากระบบบูรณาการข้อมูลการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ข้อมูลผู้ป่วยในภายใต้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ข้อมูลภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อมูลรายได้จากการท่องเที่ยว ข้อมูลการตั้งด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ ข้อมูลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว รวมถึงข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน การวิเคราะห์หลักใช้วิธี interrupted time series analysis โดยเปรียบเทียบข้อมูลก่อนและหลังการดำเนินนโยบาย และใช้ข้อมูลช่วงเวลาเดียวกันในสองปีก่อนหน้าเป็นข้อมูลควบคุมเพื่อช่วยลดอิทธิพลของฤดูกาลและความผันผวนตามเวลา ทั้งนี้ขอบเขตของการวิเคราะห์เชิงปริมาณขึ้นอยู่กับความพร้อมของฐานข้อมูลที่ได้รับจากหน่วยงานเจ้าของข้อมูลภายในกรอบเวลาทดลองนโยบาย 180 วัน ผลการศึกษาในภาพรวมยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่านโยบายขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สัมพันธ์กับผลกระทบด้านสุขภาพหรือความปลอดภัยในระยะสั้น ทั้งจำนวนการบาดเจ็บทางถนน กรณีที่เกี่ยวข้องกับการดื่ม ความรุนแรง การถูกทำร้ายร่างกาย และภาวะเฉียบพลันที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ เช่น ความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรมจากการเสพสุรา ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการตั้งด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ไม่พบการเพิ่มขึ้นของระดับหรือแนวโน้มหลังนโยบายเมื่อเปรียบเทียบกับรูปแบบข้อมูลในสองปีก่อนหน้า ในมิติเศรษฐกิจ ยังไม่พบหลักฐานที่สอดคล้องกันว่านโยบายสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือรายได้จากการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน แม้ข้อมูลบางพื้นที่หรือบางหมวดกิจกรรมอาจมีการเพิ่มขึ้น แต่รูปแบบดังกล่าวไม่สม่ำเสมอเพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นผลจากนโยบายโดยตรง ผลการสำรวจความคิดเห็นสะท้อนว่าประชาชนยังมีความกังวลต่อผลกระทบทางสังคม โดยเฉพาะอุบัติเหตุทางถนนจากผู้ดื่ม การเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเยาวชน และผลกระทบต่อการเรียนของนักเรียนและนักศึกษา ขณะที่การวิเคราะห์ข้อมูลครัวเรือนพบว่า ในกลุ่มครัวเรือนที่มีค่าใช้จ่ายแอลกอฮอล์ สัดส่วนค่าใช้จ่ายแอลกอฮอล์ที่สูงขึ้นสัมพันธ์กับค่าใช้จ่ายด้านอาหาร การศึกษา และสุขภาพที่ลดลง ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงด้านการเบียดบังค่าใช้จ่ายในครัวเรือน แม้ข้อมูลส่วนนี้ไม่สามารถใช้สรุปผลของนโยบายโดยตรงได้ โดยสรุป จากการติดตามผลกระทบในระยะสั้นในการศึกษานี้ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่านโยบายขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อให้เกิดผลดีด้านเศรษฐกิจหรือผลเสียด้านสุขภาพและสังคมที่ตรวจพบได้อย่างมีนัยสำคัญ ภายในข้อจำกัดช่วงระยะเวลาติดตาม 180 วัน อย่างไรก็ตาม การไม่พบผลกระทบในระยะสั้นไม่ควรถูกตีความว่านโยบายไม่มีผลกระทบโดยสิ้นเชิงรวมถึงไม่สามารถใช้ทดแทนการติดตามผลระยะยาวได้ เนื่องจากผลกระทบต่อพฤติกรรมการบริโภค โรคเรื้อรัง ภาระครัวเรือน และผลกระทบทางสังคมบางประเภทอาจต้องใช้ระยะเวลาติดตามหลายปี การดำเนินนโยบายในอนาคตจึงควรทำควบคู่กับการพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลระยะยาว การกำหนดตัวชี้วัดที่ครอบคลุมมิติสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ การพัฒนาฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน และการเสริมมาตรการกำกับดูแล เช่น การบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่เสี่ยง การตรวจสอบสถานประกอบการ การป้องกันการเข้าถึงของเยาวชน และการสื่อสารนโยบายอย่างชัดเจน เพื่อให้การตัดสินใจเชิงนโยบายในอนาคตตั้งอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์ที่รอบด้านและทันต่อสถานการณ์
- Articlesสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างที่เอื้อให้ผู้อยู่อาศัยในเขตเมืองของเอเชียใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉง: การทบทวนแบบกำหนดขอบเขต(สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข, 2026-09) ฐิติกร โตโพธิ์ไทย; Thitikorn Topothaiการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอและพฤติกรรมเนือยนิ่งเป็นประเด็นสาธารณสุขสำคัญของคนในเมืองเอเชียที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว สิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายของประชาชน อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิชาการในระดับภูมิภาคยังคงมีจำกัด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำแผนที่ลักษณะของสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างที่มีความสัมพันธ์กับกิจกรรมทางกายและพฤติกรรมเนือยนิ่งในผู้ใหญ่ที่อาศัยอยู่ในบริบทเมืองของภูมิภาคเอเชีย การศึกษาดำเนินการตามแนวทาง PRISMA และลงทะเบียนในฐานข้อมูล PROSPERO (CRD42023396292) โดยสืบค้นบทความภาษาอังกฤษที่ตีพิมพ์ระหว่างปี ค.ศ. 2012–2024 จากฐานข้อมูล 5 แห่ง ได้แก่ Medline, Embase, Web of Science, Scopus และ Cochrane Library เกณฑ์การคัดเลือกกำหนดให้บทความต้องประเมินลักษณะของสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างชนิดใดชนิดหนึ่งที่สัมพันธ์กับกิจกรรมทางกายหรือพฤติกรรมเนือยนิ่ง คัดเลือกการศึกษาจำนวน 98 เรื่อง โดยมีสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างจำนวน 356 รายการ โดยลักษณะที่มีการรายงานมาก ได้แก่ สถานที่ใช้ประโยชน์ที่ดินผสมผสาน (n = 63) สถานที่ด้านนันทนาการ (n = 58) สถานที่สวยงาม (n = 50) จุดเชื่อมโครงข่ายถนน (n = 48) สถานที่อยู่ประชากรหนาแน่น (n = 44) และสิ่งก่อสร้างด้านความปลอดภัย (n = 38) โดยคุณลักษณะที่ศึกษากันมาก ได้แก่ ความหลากหลายและการเข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน สวนสาธารณะและสถานที่ออกกำลังกาย พื้นที่สีเขียวและความสะอาด จำนวนทางแยกและทางข้ามถนน ความปลอดภัยด้านการจราจรหรืออาชญากรรม ส่วนในด้านการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ โครงสร้างพื้นฐานสำหรับคนเดินเท้า และการใช้จักรยานนั้น มีจำนวนการศึกษาน้อยกว่า ผลลัพธ์ด้านพฤติกรรมเนือยนิ่งพบเพียง 3 การศึกษา สะท้อนให้เห็นว่ามีการศึกษาสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างที่ไม่สมดุลในบริบทเมืองของภูมิภาคเอเชีย และชี้ให้เห็นช่องว่างสำคัญขององค์ความรู้ โดยเฉพาะด้านพฤติกรรมเนือยนิ่งและลักษณะสภาพแวดล้อมที่ยังได้รับการศึกษาน้อย ข้อค้นพบสามารถใช้กำหนดทิศทางการวิจัยในอนาคต และสนับสนุนการพัฒนากลยุทธ์การวางผังเมืองที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉงในเมืองที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
- Articlesรูปแบบการดำเนินการเฝ้าระวังยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ปลอดภัยในชุมชนและการมีส่วนร่วมของชุมชนในภาคเหนือของประเทศไทย: กรณีศึกษายาชายแดน ยาชุมชน และการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์น้ำ(สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข, 2026-09) รัตนาภรณ์ อาวิพันธ์; Ratanaporn Awiphan; ชบาไพร โพธิ์สุยะ; Chabaphai Phosuya; บุษบา เหล่าพาณิชย์กุล; Busaba Laopanichkul; เพ็ญกาญจน์ กาญจนรัตน์; Penkarn Kanjanaratภูมิหลังและเหตุผล: การกระจายยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ปลอดภัยในชุมชนในเขตภาคเหนือเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน การบริหารจัดการเพื่อการเฝ้าระวังฯ เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติด้านการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการดำเนินการเฝ้าระวังยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ปลอดภัยในชุมชนและบทบาทของภาคีเครือข่ายใน 3 ประเด็นปัญหายาของภาคเหนือ คือ ยาชายแดน ยาชุมชน และการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์น้ำ ระเบียบวิธีศึกษา: การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการอภิปรายกลุ่มเพื่อถอดบทเรียนจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการเฝ้าระวังฯ รวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2566 ถึง พฤษภาคม 2567 ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยตัวแทนแกนนำเภสัชกรปฐมภูมิและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ รวม 56 คน ยาชายแดนศึกษาในเขตจังหวัดเชียงรายและพะเยา ยาชุมชนศึกษาในเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน และการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์น้ำ ศึกษาในจังหวัดพะเยา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพและหาข้อสรุปแบบอุปนัย ผลการศึกษา: พบรูปแบบการดำเนินการเฝ้าระวังฯ 3 รูปแบบที่แตกต่างกันตามกรณีศึกษา ทุกรูปแบบประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก (themes) แสดงขั้นตอนการดำเนินการเฝ้าระวังฯ ได้แก่ (1) การสำรวจสถานการณ์ในพื้นที่ (2) การสื่อสารข้อมูลสถานการณ์ไปยังเครือข่าย (3) การพัฒนาเครื่องมือและแนวทางการดำเนินการเพื่อการเฝ้าระวัง และ (4) การประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกับชุมชน โดยกรณีศึกษายาชายแดน ทีมเภสัชกรปฐมภูมิสำรวจสถานการณ์ที่พบการลักลอบนำเข้ายาอันตรายและผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีตรา อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) รับรอง ฉลากไม่ถูกต้อง ผ่านด่านและตลาดนัดชายแดนกระจายสู่รถเร่และออนไลน์ สื่อสารข้อมูลสถานการณ์ข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปลอดภัยและผลกระทบกับภาคีเครือข่าย มีการพัฒนาเครื่องมือโดยการกำหนดชนิดผลิตภัณฑ์เป้าหมายและใช้ไลน์กลุ่มแจ้งเตือนภัยอย่างรวดเร็ว มีการประสานงานร่วมกับชุมชนและหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายปกครองในการตรวจจับที่จุดผ่อนปรนทางการค้าและร่วมออกข้อบัญญัติท้องถิ่นควบคุม สำหรับกรณีศึกษายาชุมชน เภสัชกรปฐมภูมิสำรวจสถานการณ์ผ่านการรับเรื่องร้องเรียนของสภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) มีการตรวจร้านชำและเยี่ยมบ้านร่วมกับเครือข่ายสหสาขาวิชาชีพ นำข้อมูลมาวิเคราะห์เส้นทางกระจายยาที่ไม่ปลอดภัย สื่อสารข้อมูลสถานการณ์ไปยังภาคีเครือข่ายเพื่อสะท้อนปัญหา พร้อมกำหนดบทบาทหน้าที่การเฝ้าระวังร่วมกัน พัฒนาเครื่องมือเก็บข้อมูล สร้างสื่อที่เหมาะกับบริบทพื้นที่และเครื่องมือส่งสัญญาณ (trigger tool) ประสานงานร่วมกับชุมชนผ่านนโยบายการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) และนโยบายการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (Rational Drug Use Community) พร้อมยกระดับแกนนำในการเฝ้าระวังครัวเรือน สำหรับกรณีศึกษาการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์น้ำนั้น เภสัชกรปฐมภูมิร่วมกับ สอบ. และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สำรวจสถานการณ์เชิงลึกการใช้ยาปฏิชีวนะและการจัดการน้ำตลอดเส้นทางในฟาร์มปลานิล เพื่อตรวจวิเคราะห์สารปฏิชีวนะตกค้างในเนื้อปลา น้ำ และอาหารสัตว์ จากนั้นทำการสื่อสารข้อมูลสถานการณ์แก่ประมงจังหวัด สหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร ร่วมกันกำหนดมาตรการแนวทางแก้ไขเชิงระบบ พัฒนาเครื่องมือเป็นสื่อเอกสารและคู่มือมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี และประสานงานร่วมกับชุมชนโดยใช้กลไกสหกรณ์ควบคุมคุณภาพ ผลักดันนโยบายอาหารปลอดภัยและมอบป้ายรับรองเพื่อสร้างกลไกตลาดปลอดสาร รูปแบบการดำเนินการดังกล่าวเกิดเป็นตัวอย่างการจัดการการดื้อยาปฏิชีวนะในชุมชนที่ดี ข้อยุติ: การเฝ้าระวังยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ปลอดภัยในชุมชน 3 กรณีศึกษาของภาคเหนือ พบว่ามีรูปแบบที่แตกต่างกันตามบริบท ส่วนการดำเนินการมีขั้นตอนสำคัญเหมือนกัน หน่วยงานภาคสาธารณสุขเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก โดยมีเภสัชกรปฐมภูมิเป็นผู้ประสานงานและมีหน่วยงานการปกครอง หน่วยงานความมั่นคง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายภาคประชาชน หน่วยงานการศึกษาและผู้ประกอบการภาคเอกชนเป็นผู้ร่วมดำเนินการเฝ้าระวังยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ปลอดภัยในชุมชน
