<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<title>สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) - Health Systems Research Institute (HSRI)</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/1" rel="alternate"/>
<subtitle>ผลงานวิชาการของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข</subtitle>
<id>http://hdl.handle.net/11228/1</id>
<updated>2026-06-12T13:31:57Z</updated>
<dc:date>2026-06-12T13:31:57Z</dc:date>
<entry>
<title>การใช้เทคโนโลยีสุขภาพทางไกลเพื่อดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูง ระยะขยายผลและการติดตามสถานะสุขภาพ</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/6445" rel="alternate"/>
<author>
<name>อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว</name>
</author>
<author>
<name>Udomsak Saengow</name>
</author>
<author>
<name>เชาวนันท์ ขุนดำ</name>
</author>
<author>
<name>Chaowanan Khundam</name>
</author>
<author>
<name>ธิดา โสตถิโยธิน</name>
</author>
<author>
<name>Tida Sottiyotin</name>
</author>
<author>
<name>เกษมศักดิ์ จันดี</name>
</author>
<author>
<name>Kasemsak Jandee</name>
</author>
<author>
<name>จิรพัฒน์ นาวารัตน์</name>
</author>
<author>
<name>Jiraphat Nawarat</name>
</author>
<author>
<name>จารุภา เลขทิพย์</name>
</author>
<author>
<name>Charupa Lektip</name>
</author>
<author>
<name>วันวิสาข์ สายสนั่น ณ อยุธยา</name>
</author>
<author>
<name>Wanvisa Saisanan Na Ayudhaya</name>
</author>
<author>
<name>ศศิธร ธนะภพ</name>
</author>
<author>
<name>Sasithorn Thanapop</name>
</author>
<author>
<name>จำนงค์ ธนะภพ</name>
</author>
<author>
<name>Chamnong Thanapop</name>
</author>
<author>
<name>นัจมีย์ อดุลยรัตน์</name>
</author>
<author>
<name>Najmee Adulyarat</name>
</author>
<id>http://hdl.handle.net/11228/6445</id>
<updated>2026-06-12T07:07:20Z</updated>
<published>2569-05-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การใช้เทคโนโลยีสุขภาพทางไกลเพื่อดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูง ระยะขยายผลและการติดตามสถานะสุขภาพ
อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว; Udomsak Saengow; เชาวนันท์ ขุนดำ; Chaowanan Khundam; ธิดา โสตถิโยธิน; Tida Sottiyotin; เกษมศักดิ์ จันดี; Kasemsak Jandee; จิรพัฒน์ นาวารัตน์; Jiraphat Nawarat; จารุภา เลขทิพย์; Charupa Lektip; วันวิสาข์ สายสนั่น ณ อยุธยา; Wanvisa Saisanan Na Ayudhaya; ศศิธร ธนะภพ; Sasithorn Thanapop; จำนงค์ ธนะภพ; Chamnong Thanapop; นัจมีย์ อดุลยรัตน์; Najmee Adulyarat
โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินรูปแบบการแพทย์ทางไกล (telehealth/telemedicine) สำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคความดันโลหิตสูงจากระยะไกล โดยต่อยอดจากระบบ AMED Telehealth (DMS Home Ward) การวิจัยใช้ระเบียบวิธี การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ การวิจัยและพัฒนา และ mixed-methods ภายใต้กรอบการประเมิน CIPPiest (Context, Input, Process, Product, Impact, Effectiveness, Sustainability, Transportability) ส่วนเชิงคุณภาพประกอบด้วยการสังเกต การสัมภาษณ์เชิงลึก และการอภิปรายกลุ่มกับบุคลากรโรงพยาบาล บุคลากรหน่วยบริการปฐมภูมิ และผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ส่วนเชิงปริมาณประกอบด้วย แบบสอบถามประเมินความพร้อมของสถานพยาบาลต่อการใช้ telehealth แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพดิจิทัล การรับรู้ประโยชน์ และทัศนคติต่อเทคโนโลยีดิจิทัลสุขภาพของผู้ป่วย แบบสอบถามการใช้งานและความพึงพอใจ ตลอดจนการวิเคราะห์ต้นทุนและต้นทุนต่อประสิทธิผล กลุ่มตัวอย่างในการทดลองใช้ระบบเป็นผู้ป่วยรวม 220 ราย โดยจัดกลุ่มผู้ป่วยเป็นกลุ่มทดลอง (Intervention) จำนวน 125 คน และกลุ่มควบคุม (Control) จำนวน 95 คน ทั้งสองกลุ่มมีอายุเฉลี่ยมากกว่า 60 ปี และส่วนใหญ่มีการศึกษาสูงสุดระดับประถมศึกษา กลุ่มทดลองได้รับบริการผ่านระบบ Virtual OPD (VOPD) ผลการประเมินความต้องการและความพร้อมพบว่า ทั้งผู้ให้บริการและผู้ป่วยเห็นประโยชน์ชัดเจนจากการใช้ระบบการแพทย์ทางไกล เช่น การลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ความสะดวกในการนัดหมายและรับคำปรึกษา และการติดตามอาการที่ต่อเนื่องมากขึ้น แต่ก็มีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ การรักษาความลับข้อมูล และความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ระดับความพร้อมของสถานพยาบาล โดยรวมอยู่ในระดับปานกลางถึงสูงในด้านโครงสร้างหลัก บุคลากร และการบริหารจัดการงบประมาณ แต่ยังมีช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและทักษะบุคลากร ผลการทดสอบการใช้งานและความพึงพอใจสะท้อนให้เห็นว่าผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์มีความพึงพอใจในระดับสูงต่อระบบ telehealth เห็นว่าระบบสะดวก และช่วยเพิ่มความมั่นใจในการดูแลตนเอง ขณะที่ผู้ให้บริการมองว่าระบบช่วยให้การติดตามผู้ป่วยต่อเนื่องและยืดหยุ่นมากขึ้น นอกจากนี้ ผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบต่อผลลัพธ์ทางคลินิก (Clinical Outcomes) พบว่า กลุ่มทดลอง (V-OPD) แสดงผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างค่า Baseline และ Follow-up ในตัวแปรสำคัญ คือ ความดันโลหิต Systolic ลดลงจาก 130.67 (9.51) เป็น 124.34 (31.66) mmHg (p = 0.034) ความดันโลหิต Diastolic ลดลงจาก 78.45 (7.65) เป็น 70.46 (19.81) (p &lt; 0.001) และค่าน้ำตาล FBS ลดลงจาก 126.25 (14.09) เป็น 106.98 (50.87) mg/dL (p &lt; 0.001) ในขณะที่กลุ่มควบคุมไม่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในตัวแปรทางคลินิกใด ๆ ทั้งนี้อาจเป็นผลจากนโยบาย DM remission ของกระทรวงสาธารณสุขที่ดำเนินการในช่วงที่มีการเก็บข้อมูลกลุ่มทดลอง ด้านคุณภาพชีวิต (SF-12) กลุ่มทดลองพบว่าคะแนนด้านสุขภาพกายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.001) แต่ด้านสุขภาพจิตไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.094) ส่วนพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านสุขภาพนั้น ทั้งสองกลุ่มไม่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในระดับพฤติกรรม (กลุ่มทดลอง p = 0.555, กลุ่มควบคุม p = 0.054) การเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมชี้ให้เห็นว่ารูปแบบบริการดังกล่าวสามารถดำเนินการได้จริงในบริบทบริการปฐมภูมิและสอดคล้องกับกระบวนการทำงานที่มีอยู่ การวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขบ่งชี้ว่าระบบ telehealth สำหรับผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงมีศักยภาพในการให้ต้นทุนต่อประสิทธิผลและต้นทุนต่อคุณภาพชีวิตในระดับที่ยอมรับได้ การประเมินการใช้งานในพื้นที่ขยายผลโดยการอภิปรายกลุ่ม พบว่า ผู้เข้าร่วมทั้งกลุ่มผู้สูงอายุและวัยทำงานมีความพึงพอใจต่อระบบบริการทางไกลในระดับสูง เนื่องจากช่วยลดความจำเป็นในการเดินทางไปโรงพยาบาล ทำให้ประหยัดเวลา (ประมาณครึ่งวันถึงหนึ่งวัน) และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุยังเผชิญอุปสรรคด้านเทคโนโลยี เช่น ตัวอักษรในระบบมีขนาดเล็ก ขั้นตอนการคัดกรองมีความซับซ้อน และความไม่คุ้นเคยกับการพิมพ์ผ่านโทรศัพท์มือถือ ส่งผลให้ในทางปฏิบัติต้องอาศัยการช่วยเหลือจากผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการกรอกข้อมูล ส่งผลตรวจ และใช้บ้านของตัวแทนในชุมชนเป็นจุดกระจายยา นอกจากนี้ ระบบการจัดส่งยายังมีข้อจำกัดจากการขาดระบบ Health riders อย่างเป็นทางการ เนื่องจากค่าตอบแทนที่กำหนดไม่จูงใจ ทำให้พยาบาลคลินิกโรคเรื้อรังต้องรับหน้าที่ส่งยาเองในบางกรณี ประเด็นรองที่พบ ได้แก่ ความยากลำบากในการปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสุขภาพที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะเภสัชกรบนเกาะสมุย และข้อเสนอแนะจากผู้ป่วยให้ปรับปรุงระบบให้ใช้งานง่ายขึ้น เช่น ลดขั้นตอนการกรอกข้อมูล หรือใช้วิธีถ่ายภาพข้อมูลส่งผ่านแอปพลิเคชันสื่อสารแทนการกรอกข้อมูลหลายขั้นตอนในระบบ โดยสรุป การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การประยุกต์ใช้ระบบการแพทย์ทางไกลเป็นไปได้ ได้รับการยอมรับและมีแนวโน้มคุ้มค่าในการจัดบริการดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระบบบริการปฐมภูมิของประเทศไทย โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีข้อจำกัดด้านการเดินทาง ที่สำคัญคือระบบนี้มีส่วนช่วยในการควบคุมผลลัพธ์ทางคลินิกที่สำคัญของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม รูปแบบที่ต้องการให้ V-OPD เข้ามาทดแทนระบบสารสนเทศทางการแพทย์ (Hospital Information System : HIS) เดิมอย่างเต็มรูปแบบนั้นไม่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากมีอุปสรรคสำคัญในการเรียนรู้ระบบใหม่ในฝั่งบุคลากรและการไม่เห็นด้วยจากแพทย์ที่ต้องใช้ระบบคู่ขนานกัน ทำให้สุดท้ายต้องปรับไปสู่การใช้ช่องทางที่คุ้นเคยกว่า เช่น LINE และโทรศัพท์ ในการนัดหมายและส่งต่อข้อมูลระหว่างผู้ป่วยกับพยาบาล โดยพยาบาลเป็นผู้กรอกข้อมูลเข้าสู่ระบบสารสนเทศหลักของโรงพยาบาล เช่น HOSxP เพื่อให้แพทย์สั่งการรักษาและสั่งยาผ่านระบบสารสนเทศหลักของโรงพยาบาล ซึ่งรูปแบบนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบการแพทย์ทางไกลที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ แต่เป็นการจัดระบบกระบวนการทำงานใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องมีการจัดสรรบุคลากรเพิ่มเติม 1 อัตราเพื่อช่วยซักประวัติและจัดการคิวผู้ป่วย รวมถึงการมี Protocol ที่เคร่งครัดเพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลและรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย ข้อค้นพบจากโครงการนี้สามารถใช้เป็นแนวทางเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติสำหรับการพัฒนาและขยายระบบ telehealth เพื่อการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในบริบทที่คล้ายคลึงกันต่อไป
</summary>
<dc:date>2569-05-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การพัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิสำหรับผู้ป่วยสูงอายุล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่องในชุมชนของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลถ่ายโอนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/6444" rel="alternate"/>
<author>
<name>เพ็ญกาญจน์ กาญจนรัตน์</name>
</author>
<author>
<name>Penkarn Kanjanarat</name>
</author>
<author>
<name>รัตนาภรณ์ อาวิพันธ์</name>
</author>
<author>
<name>Ratanaporn Awiphan</name>
</author>
<author>
<name>สุรพล โนชัยวงศ์</name>
</author>
<author>
<name>Surapon Nochaiwong</name>
</author>
<author>
<name>ไตรเทพ ฟองทอง</name>
</author>
<author>
<name>Traithep Fongthong</name>
</author>
<author>
<name>พจนา พิชิตปัจจา</name>
</author>
<author>
<name>Pojjana Pichitpatja</name>
</author>
<author>
<name>ปะราลี โอภาสนันท์</name>
</author>
<author>
<name>Paralee Opasanant</name>
</author>
<author>
<name>วันชนะ สิงห์หัน</name>
</author>
<author>
<name>Wanchana Singhan</name>
</author>
<author>
<name>จารึก สิงหปรีชา</name>
</author>
<author>
<name>Charuk Singhapreecha</name>
</author>
<author>
<name>ตวงรัตน์ โพธะ</name>
</author>
<author>
<name>Tuangrat Phodha</name>
</author>
<author>
<name>ทัศนีย์ ญาณะ</name>
</author>
<author>
<name>Tassanee Yana</name>
</author>
<author>
<name>ณภัทร อินทจักร์</name>
</author>
<author>
<name>Napat Inthachak</name>
</author>
<author>
<name>กฤติกา ศรกุล</name>
</author>
<author>
<name>Krittika Sonkul</name>
</author>
<author>
<name>ภควันต์ เครือคำหล่อ</name>
</author>
<author>
<name>Pakkawan Kruakhamlor</name>
</author>
<id>http://hdl.handle.net/11228/6444</id>
<updated>2026-06-11T09:31:00Z</updated>
<published>2569-06-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การพัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิสำหรับผู้ป่วยสูงอายุล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่องในชุมชนของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลถ่ายโอนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เพ็ญกาญจน์ กาญจนรัตน์; Penkarn Kanjanarat; รัตนาภรณ์ อาวิพันธ์; Ratanaporn Awiphan; สุรพล โนชัยวงศ์; Surapon Nochaiwong; ไตรเทพ ฟองทอง; Traithep Fongthong; พจนา พิชิตปัจจา; Pojjana Pichitpatja; ปะราลี โอภาสนันท์; Paralee Opasanant; วันชนะ สิงห์หัน; Wanchana Singhan; จารึก สิงหปรีชา; Charuk Singhapreecha; ตวงรัตน์ โพธะ; Tuangrat Phodha; ทัศนีย์ ญาณะ; Tassanee Yana; ณภัทร อินทจักร์; Napat Inthachak; กฤติกา ศรกุล; Krittika Sonkul; ภควันต์ เครือคำหล่อ; Pakkawan Kruakhamlor
ภูมิหลังและเหตุผล ผู้ป่วยที่ต้องล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่อง (Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis : CAPD) ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ผู้ป่วยส่วนใหญ่ เป็นผู้สูงอายุที่มีความเปราะบาง ที่มีโรคร่วมและใช้ยาหลายชนิด ปัจจุบันผู้ป่วย CAPD ได้รับการดูแลตามมาตรฐานโดยคลินิกล้างไตทางช่องท้องที่โรงพยาบาล อย่างไรก็ตามผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากการล้างไตระหว่างการล้างไตทางช่องท้องที่บ้าน จึงจำเป็นต้องมีการดูแลอย่างต่อเนื่องจากโรงพยาบาลจนถึงการดูแลในชุมชน การถ่ายโอนภารกิจด้านการให้บริการปฐมภูมิที่อยู่กับสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี (สอน.) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นโอกาสให้เกิดการปฏิรูประบบบริการสุขภาพเพื่อให้เกิดการเข้าถึงบริการการรักษาพยาบาลและบริการสนับสนุนที่จำเป็น วัตถุประสงค์การวิจัย พัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิของ รพ.สต. ถ่ายโอนสำหรับผู้สูงอายุล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่องในชุมชน ระเบียบวิธีวิจัย การศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ครอบคลุมการทบทวนเอกสาร การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการวิเคราะห์แผนที่เดินทางของผู้ป่วย (patient journey map) เพื่อค้นหาความต้องการบริการและการสนับสนุนของผู้ป่วยและวิเคราะห์ช่องว่างของระบบบริการและระบบสนับสนุน และดำเนินการพัฒนากรอบและแนวทางการพัฒนาระบบบริการฯ ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม เพื่อออกแบบข้อเสนอต้นแบบ CAPD Co‑Care โดย รพ.สต. ถ่ายโอน อปท. และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในชุมชน ศึกษาและพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศโดยดำเนินการวิเคราะห์ช่องว่างของระบบข้อมูลปัจจุบันและออกแบบสถาปัตยกรรมข้อมูลโดยใช้กรอบแนวคิดการสร้างความเข้มแข็งระบบสุขภาพขององค์การอนามัยโลก (The WHO Health System Framework, Donabedian’s model for quality Assessment and monitoring, Zachman Framework for Information Systems Architecture) กลุ่มตัวอย่าง/ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้ป่วยสูงอายุ CAPD 45 คน ผู้ดูแล 25 คน และผู้บริหาร ผู้ให้บริการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 73 คน ในพื้นที่ศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และพะเยา ผลการศึกษา ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า “ช่องว่างหลัก” ของการดูแลผู้สูงอายุ CAPD ในชุมชนเกิดจากการทำงานที่ยังแยกส่วนระหว่างระดับบริการ (โรงพยาบาล–ปฐมภูมิ–ท้องถิ่น–ชุมชน) ส่งผลให้การติดตามอาการ การประเมินความเสี่ยง การจัดการยาหลายชนิด และการสนับสนุนผู้ดูแลดำเนินได้ไม่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีที่ต้องการการดูแลเชิงรุก (home visit/ติดตามใกล้ชิด) และการจัดการปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพ ข้อค้นพบสำคัญอีกด้านคือ “ช่องว่างของระบบข้อมูล” ที่ทำให้การดูแลต่อเนื่องสะดุด ได้แก่ ความไม่ต่อเนื่องของข้อมูลข้ามหน่วยบริการ การทำงานร่วมกันของระบบต่ำ เนื้อหาข้อมูลไม่ครบต่อการดูแลที่บ้าน และการขาดข้อมูลผลลัพธ์สำคัญ (เช่น ตัวชี้วัดทางคลินิกบางรายการและการบันทึกผลลัพธ์ที่ผู้ป่วยรายงานเอง (patient-reported outcomes: PROs) เนื่องจากโครงสร้างข้อมูลที่ใช้อยู่มุ่งตอบโจทย์การเบิกจ่ายมากกว่าการกำกับติดตามทางคลินิก ข้อเสนอกรอบและแนวทางการพัฒนาระบบบริการต้นแบบเพื่อดูแลผู้ป่วยสูงอายุ CAPD อย่างต่อเนื่องในชุมชน หรือ“CAPD Co‑Care” ประกอบด้วย 1) กลไกการเยี่ยมบ้านและการติดตามต่อเนื่องเพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน ประเมินสภาพแวดล้อม ความพร้อมของผู้ป่วยและผู้ดูแล และปัจจัยสังคมเศรษฐกิจ โดยทีมเยี่ยมบ้าน และส่งต่อผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากการล้างไตทางช่องท้องและคัดกรองปัญหาจากการใช้ยาและส่งเสริมความร่วมมือในการใช้ยา และทบทวนความรู้และทักษะการดูแลตนเองของผู้ป่วยและผู้ดูแล และส่งต่อผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากการล้างไตทางช่องท้อง 2) การพัฒนาศักยภาพบุคลากรปฐมภูมิและเครือข่ายชุมชนด้วยชุดความรู้และเครื่องมือมาตรฐานในการดูแลผู้ป่วยสูงอายุ CAPD ในชุมชน 3) พัฒนาความร่วมมือระหว่างหน่วยบริการคลินิกโรคไตระดับตติยภูมิเพื่อส่งต่อผู้ป่วยสูงอายุ CAPD ดูแลต่อเนื่องทั้งส่งไปและส่งกลับไปหน่วยบริการปฐมภูมิถ่ายโอน และ อปท. ด้วยมาตรฐานระบบส่งต่อและข้อมูลการส่งต่อที่แลกเปลี่ยนกันได้ 4) การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศผู้ป่วยสูงอายุล้างไตทางช่องท้องของ อปท. ที่มีข้อมูลจำเป็นด้านสถานะสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้สูงอายุและการล้างไต ข้อมูลความต้องการการสนับสนุนด้านเศรษฐกิจ สังคม การจัดรถรับส่ง การจัดการขยะติดเชื้อ และการปรับปรุงบ้านที่อยู่อาศัย โดย อปท. และหน้าต่างแสดงผลที่สามารถใช้ติดตามประเมินผลการให้บริการ และ 5) การใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการติดตามผู้ป่วยจากที่บ้านเพื่อติดตามสถานะสุขภาพและจับสัญญาณความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากการล้างไตทางช่องท้องได้ทันเวลา การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศปฐมภูมิ เสนอแนวทางการปฏิรูปสถาปัตยกรรมข้อมูลภายใต้แนวคิดระบบปฐมภูมิที่มีข้อมูลเป็นศูนย์กลางและการบูรณาการบริการอย่างไร้รอยต่อ (Data-Centric Primary Care and Seamless Service Integration) เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการตั้งรับการรักษาภาวะแทรกซ้อนเป็นการรุกเพื่อป้องกันและสร้างสุขภาวะแบบองค์รวม การกำหนดมาตรฐานชุดข้อมูลสุขภาพและสวัสดิการสังคม เสนอพัฒนาชุดข้อมูลมาตรฐานสำหรับการดูแลผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องที่บ้าน (Thai Home-Based Renal Care Data Set) ประกอบด้วยข้อมูลทางคลินิกและผลลัพธ์ที่ผู้ป่วยรายงาน (PROs) ข้อมูลพิกัดภูมิศาสตร์ (Geo-location) เพื่อการบริหารจัดการโลจิสติกส์และข้อมูลสถานะความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน (ADL/Barthel Index) เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ประเมินความต้องการจำเป็นพื้นฐานได้อย่างแม่นยำ พัฒนาระบบนิเวศข้อมูลสุขภาพดิจิทัลระดับจังหวัดโดยใช้พื้นที่ อบจ. เป็นพื้นที่นำร่อง ทดสอบการเชื่อมโยงระบบข้อมูลข้ามหน่วยงาน ผ่านมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลสมัยใหม่ เพื่อให้เกิดการไหลเวียนของข้อมูลแบบทันทีระหว่างหน่วยบริการสาธารณสุขและหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้ อปท. สามารถวางแผนเส้นทางรับ-ส่งผู้ป่วยพบแพทย์ตามนัด จัดระบบเก็บขนขยะติดเชื้อ และจัดสรรงบประมาณปรับปรุงที่อยู่อาศัยได้ตรงตามกลุ่มเป้าหมาย และการเปลี่ยนกระบวนทัศน์สู่การดูแลแบบองค์รวมจากมุมมองการใช้ข้อมูลเพื่อเป็นหลักฐานการเบิกจ่ายสู่การเป็นเครื่องมือบริหารจัดการคุณภาพชีวิต ผ่านระบบแจ้งเตือนและติดตามสถานะสุขภาพ ที่เชื่อมโยงมิติสุขภาพเข้ากับมิติสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการพื้นฐาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยสูงอายุล้างไตทางช่องท้องในชุมชนอย่างยั่งยืน
</summary>
<dc:date>2569-06-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมเสริมสร้างความรู้การจ่ายยาและให้คำปรึกษากลุ่มหญิงมีครรภ์และให้นมบุตรสำหรับเภสัชกรชุมชน</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/6443" rel="alternate"/>
<author>
<name>สมหญิง พุ่มทอง</name>
</author>
<author>
<name>Somying Pumtong</name>
</author>
<author>
<name>กิติยศ ยศสมบัติ</name>
</author>
<author>
<name>Kitiyot Yotsombut</name>
</author>
<author>
<name>ศุภทัต ชุมนุมวัฒน์</name>
</author>
<author>
<name>Supatat Chumnumwat</name>
</author>
<author>
<name>อุกฤษฏ์ สิทธิบุศย์</name>
</author>
<author>
<name>Ukrit Sitthiboot</name>
</author>
<author>
<name>ตุลาการ นาคพันธ์</name>
</author>
<author>
<name>Tulakarn Nakpun</name>
</author>
<author>
<name>ภัณฑิรา ปริญญารักษ์</name>
</author>
<author>
<name>Pantira Parinyarux</name>
</author>
<id>http://hdl.handle.net/11228/6443</id>
<updated>2026-06-11T05:56:58Z</updated>
<published>2569-06-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมเสริมสร้างความรู้การจ่ายยาและให้คำปรึกษากลุ่มหญิงมีครรภ์และให้นมบุตรสำหรับเภสัชกรชุมชน
สมหญิง พุ่มทอง; Somying Pumtong; กิติยศ ยศสมบัติ; Kitiyot Yotsombut; ศุภทัต ชุมนุมวัฒน์; Supatat Chumnumwat; อุกฤษฏ์ สิทธิบุศย์; Ukrit Sitthiboot; ตุลาการ นาคพันธ์; Tulakarn Nakpun; ภัณฑิรา ปริญญารักษ์; Pantira Parinyarux
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความรู้ เจตคติ ความตั้งใจ และพฤติกรรมการจ่ายยาและให้คำปรึกษาแก่หญิงมีครรภ์และหญิงให้นมบุตรของเภสัชกรชุมชน วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความตั้งใจและพฤติกรรมตามกรอบทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (Theory of Planned Behavior: TPB) พัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความรู้ด้านการจ่ายยาและการให้คำปรึกษา และประเมินประสิทธิผลเบื้องต้นของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น การศึกษาดำเนินการเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การสำรวจเภสัชกรชุมชนจำนวน 360 คน ระยะที่ 2 การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความรู้โดยใช้ข้อมูลจากการทบทวนวรรณกรรม ผลการสำรวจ และการประชุมระดมสมองกับผู้เชี่ยวชาญและเภสัชกรชุมชน และระยะที่ 3 การประเมินประสิทธิผลเบื้องต้นของโปรแกรมในกลุ่มเภสัชกรชุมชนที่เข้าร่วมกิจกรรมครบถ้วนจำนวน 21 คน โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม ผลการสำรวจพบว่าเภสัชกรชุมชนส่วนใหญ่มีเจตคติเชิงบวกและมีความตั้งใจในการให้บริการแก่หญิงมีครรภ์และหญิงให้นมบุตรในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ยังพบช่องว่างด้านความรู้ในบางประเด็นที่มีความสำคัญทางคลินิก เช่น การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาระหว่างตั้งครรภ์ การใช้แหล่งข้อมูลอ้างอิง การประเมินยาที่ขับผ่านน้ำนม และการเลือกใช้ยาบางกลุ่มในสถานการณ์เฉพาะ นอกจากนี้ พฤติกรรมด้านการติดตามอาการและการส่งต่อผู้ป่วยยังเป็นประเด็นที่มีโอกาสพัฒนาเพิ่มเติมเมื่อเทียบกับพฤติกรรมด้านการซักประวัติ การสืบค้นข้อมูลยา การเลือกจ่ายยา และการให้คำแนะนำการปฏิบัติตน ผลการวิเคราะห์ตามกรอบ TPB พบว่า เจตคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมมีบทบาทต่อความตั้งใจในการจ่ายยาและให้คำปรึกษา โดยในกลุ่มหญิงมีครรภ์ เจตคติและการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจ ขณะที่ในกลุ่มหญิงให้นมบุตร องค์ประกอบทั้งสามของ TPB มีอิทธิพลต่อความตั้งใจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ความตั้งใจยังมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการจ่ายยาและให้คำปรึกษาในทั้งสองกลุ่ม สะท้อนว่า การพัฒนาโปรแกรมไม่ควรมุ่งเน้นเฉพาะการให้ความรู้เท่านั้น แต่ควรส่งเสริมความมั่นใจ การใช้เหตุผลทางวิชาชีพและการตัดสินใจในสถานการณ์จริงร่วมด้วย โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยวีดิทัศน์การเรียนรู้จำนวน 23 ตอน เอกสารประกอบการเรียนรู้ อินโฟกราฟิก และปฏิทินความรู้ โดยจัดทำในรูปแบบรายวิชาออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Mahidol University Continuing Education (MUCE) เนื้อหาครอบคลุมหลักการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในหญิงมีครรภ์และหญิงให้นมบุตร เทคนิคการสื่อสาร การประเมินความเสี่ยงและประโยชน์ของยา การใช้แหล่งข้อมูลอ้างอิง การเลือกใช้ยาในอาการที่พบบ่อย การดูแลหญิงให้นมบุตร และกรณีศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทของร้านยา โปรแกรมดังกล่าวจึงเป็นต้นแบบของสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ที่พัฒนาจากปัญหาและความต้องการที่พบในบริบทการปฏิบัติงานจริงของเภสัชกรชุมชน ผลการประเมินประสิทธิผลเบื้องต้นพบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรม ผู้เข้าร่วมมีการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในบางด้าน โดยเฉพาะการตระหนักถึงความสำคัญของการส่งต่อผู้ป่วยและพฤติกรรมการส่งต่อในกรณีจำเป็นทั้งในบริบทของหญิงมีครรภ์และหญิงให้นมบุตร นอกจากนี้ พฤติกรรมการเลือกจ่ายยาในกลุ่มหญิงให้นมบุตรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม คะแนนความรู้โดยรวมหลังเข้าร่วมโปรแกรมไม่แตกต่างจากก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญ แม้จำนวนผู้ที่ผ่านเกณฑ์ความรู้จะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 90.5 เป็นร้อยละ 100 ผลดังกล่าวชี้ว่าโปรแกรมมีศักยภาพในการสนับสนุนพฤติกรรมการปฏิบัติงานบางด้าน แต่ยังควรได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดผลต่อความรู้เชิงลึกและการประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์จริงอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น การแปลผลการศึกษานี้ควรพิจารณาภายใต้ข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ การประเมินระยะที่ 3 ใช้รูปแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ มีกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กกว่าขนาดตัวอย่างที่คำนวณไว้ ใช้แบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเองเป็นเครื่องมือหลัก และยังไม่ได้ประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติงานจริงของเภสัชกรในสถานการณ์บริการหรือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่อผู้รับบริการ ดังนั้น ผลการศึกษาควรตีความในฐานะหลักฐานเบื้องต้นของประสิทธิผลของโปรแกรม มากกว่าการยืนยันประสิทธิผลในเชิงสรุปทั่วไป โดยสรุป การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นและความเป็นไปได้ในการพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างศักยภาพเภสัชกรชุมชนในการจ่ายยาและให้คำปรึกษาแก่หญิงมีครรภ์และหญิงให้นมบุตร โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้เป็นฐานสำหรับการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่องหรือสื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานในร้านยาได้ในอนาคต การศึกษาครั้งต่อไปควรใช้รูปแบบการวิจัยที่มีกลุ่มควบคุมหรือกลุ่มเปรียบเทียบ เพิ่มขนาดตัวอย่าง ติดตามผลในระยะยาว และประเมินผลลัพธ์จากการปฏิบัติงานจริง รวมถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่อผู้รับบริการ เพื่อยืนยันประสิทธิผลของโปรแกรมและสนับสนุนการนำไปใช้ในวงกว้างอย่างเป็นระบบ
</summary>
<dc:date>2569-06-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>โปรแกรมพัฒนาทักษะด้านการอ่านแบบบูรณาการในโรงเรียนและต้นทุนประสิทธิผลของโปรแกรม สำหรับคัดกรองและบำบัดช่วยเหลือเด็กกลุ่มเสี่ยงต่อความบกพร่องทักษะด้านการอ่าน (ปีที่ 5)</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/6442" rel="alternate"/>
<author>
<name>ภาสกร ศรีทิพย์สุโข</name>
</author>
<author>
<name>Paskorn Sritipsukho</name>
</author>
<author>
<name>อิสราภา ชื่นสุวรรณ</name>
</author>
<author>
<name>Issarapa Chunsuwan</name>
</author>
<author>
<name>เยาวเรศ กฤตธิติมา</name>
</author>
<author>
<name>Yowares Kitthitima</name>
</author>
<author>
<name>กนกพร วิบูลพัฒนะวงศ์</name>
</author>
<author>
<name>Kanokporn Vibulpatanavong</name>
</author>
<id>http://hdl.handle.net/11228/6442</id>
<updated>2026-06-05T06:43:34Z</updated>
<published>2569-06-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">โปรแกรมพัฒนาทักษะด้านการอ่านแบบบูรณาการในโรงเรียนและต้นทุนประสิทธิผลของโปรแกรม สำหรับคัดกรองและบำบัดช่วยเหลือเด็กกลุ่มเสี่ยงต่อความบกพร่องทักษะด้านการอ่าน (ปีที่ 5)
ภาสกร ศรีทิพย์สุโข; Paskorn Sritipsukho; อิสราภา ชื่นสุวรรณ; Issarapa Chunsuwan; เยาวเรศ กฤตธิติมา; Yowares Kitthitima; กนกพร วิบูลพัฒนะวงศ์; Kanokporn Vibulpatanavong
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของการสอนเสริมแบบกลุ่มย่อย 3 รูปแบบ ได้แก่ การสอนร่วม การกำกับการสอน และการสอนเสริมแบบกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset–Enhanced Teaching Group :GME-TG) ต่อพัฒนาการด้านการอ่านภาษาไทย ในนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2-3 ที่มีความยากลำบากในการอ่าน รวมทั้งศึกษาผลของการให้ครูผู้สอนเข้าร่วมโปรแกรม Growth Mindset intervention ต่อการเปลี่ยนแปลงของคะแนน Growth Mindset, Resilience และ Grit ของครู และผลที่สะท้อนสู่ผลลัพธ์ของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า การสอนเสริมทั้งสามรูปแบบช่วยให้นักเรียนมีพัฒนาการด้านการอ่านดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยการสอนร่วมมีผลดีกว่าการกำกับการสอน ในด้านการอ่านเรื่องสั้น และให้ผลใกล้เคียงกับการสอนเสริมแบบกรอบความคิดแบบเติบโต โดยเฉพาะในนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งทั้งการสอนร่วมและการสอนเสริมแบบกรอบความคิดแบบเติบโตให้ผลเด่นชัดกว่ารูปแบบอื่น ขณะที่ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ไม่พบความแตกต่างระหว่างรูปแบบการสอน นอกจากนี้ การให้ครูผู้สอนได้รับ Growth Mindset intervention ส่งผลเชิงบวกต่อคะแนน Growth Mindset, Resilience และ Grit ของครู โดย Growth Mindset เพิ่มขึ้นเด่นชัดในระยะสั้น ส่วน Resilience และ Grit เพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งผลดังกล่าวสะท้อนถึงนักเรียนที่ได้รับการสอนจากครูกลุ่มที่ได้รับ Growth Mindset intervention มีคะแนน Growth Mindset, Resilience และ Grit เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เปรียบเทียบกับครูกลุ่มที่ไม่ได้รับ ซึ่งไม่พบการเปลี่ยนแปลง โดยสรุป ผลการศึกษาชี้ว่าการพัฒนาครูด้วยแนวคิดกรอบความคิดแบบเติบโต ควบคู่กับการจัดการสอนเสริมแบบกลุ่มย่อยที่มีประสิทธิภาพ สามารถส่งเสริมทั้งทักษะการอ่านและทักษะด้านจิตพิสัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างมีความหมาย ทั้งยังมีศักยภาพในการนำไปใช้จริง และควรได้รับการสนับสนุนในระดับนโยบายต่อไป
</summary>
<dc:date>2569-06-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
</feed>
