<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<title>Articles</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/3" rel="alternate"/>
<subtitle>บทความวิชาการ</subtitle>
<id>http://hdl.handle.net/11228/3</id>
<updated>2026-06-30T10:52:34Z</updated>
<dc:date>2026-06-30T10:52:34Z</dc:date>
<entry>
<title>การประเมินเชิงพัฒนาการเข้าถึงและคุณภาพบริการดูแลระยะกลางการปฏิรูประบบบริการสุขภาพปฐมภูมิในกรุงเทพมหานคร</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/6452" rel="alternate"/>
<author>
<name>วิชช์ เกษมทรัพย์</name>
</author>
<author>
<name>Vijj Kasemsup</name>
</author>
<author>
<name>มธุริน จันทร์ทองศรี</name>
</author>
<author>
<name>Maturin Juntongsree</name>
</author>
<author>
<name>ปวินท์ ศรีวิเชียร</name>
</author>
<author>
<name>Pawin Sriwichian</name>
</author>
<author>
<name>ธนพร จันทโรหิต</name>
</author>
<author>
<name>Tanaporn Chandharohit</name>
</author>
<author>
<name>ภูษิต ประคองสาย</name>
</author>
<author>
<name>Phusit Prakongsai</name>
</author>
<id>http://hdl.handle.net/11228/6452</id>
<updated>2026-06-29T06:34:14Z</updated>
<published>2569-06-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การประเมินเชิงพัฒนาการเข้าถึงและคุณภาพบริการดูแลระยะกลางการปฏิรูประบบบริการสุขภาพปฐมภูมิในกรุงเทพมหานคร
วิชช์ เกษมทรัพย์; Vijj Kasemsup; มธุริน จันทร์ทองศรี; Maturin Juntongsree; ปวินท์ ศรีวิเชียร; Pawin Sriwichian; ธนพร จันทโรหิต; Tanaporn Chandharohit; ภูษิต ประคองสาย; Phusit Prakongsai
การดูแลระยะกลาง หรือ intermediate care (IMC) คือการดูแลผู้ป่วยที่ผ่านพ้นระยะเฉียบพลัน (acute phase) และมีอาการคงที่แล้ว แต่ยังคงมีความบกพร่องทางร่างกายบางส่วนที่จำกัดการทำกิจวัตรประจำวันและการมีส่วนร่วมในสังคม เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองที่ต้องการการฟื้นฟูสภาพร่างกาย การศึกษานี้ติดตามผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ออกจากโรงพยาบาลในระยะ 6 เดือนแรก ในการได้รับบริการระยะกลาง (IMC) จำนวน 139 ราย จาก 5 โรงพยาบาล เป็นเพศหญิง 65 ราย (ร้อยละ 46.8) และเพศชาย 74 ราย (ร้อยละ 53.2) อายุเฉลี่ย 70.6 ปี ส่วนใหญ่เป็นโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน (ischemic stroke) 66 ราย (ร้อยละ 77.7) และหลอดเลือดสมองแตก (hemorrhagic stroke) 19 ราย (ร้อยละ 22.4) รูปแบบการรับบริการ IMC ได้แก่ IMC ward 31 ราย (ร้อยละ 22.3) IMC outpatient 27 ราย (ร้อยละ 19.4) IMC home rehabilitation 21 ราย (ร้อยละ 15.1) และ self-home rehabilitation 45 ราย (ร้อยละ 32.4) พบว่า ผลลัพธ์ทั้งด้านการฟื้นตัวด้วย Barthel index (BI) ด้านคุณภาพชีวิตด้วยแบบสอบถาม EQ-5D-5L และสุขภาวะด้วยแบบสอบถาม WHO5 (World Health Organization-five well-being index) ทุกกลุ่มมีพัฒนาการของ BI, EQ-5D-5L, และ WHO5 เพิ่มขึ้นในทุกรูปแบบการบริการ IMC สรุปคือการพัฒนาและขยายบริการ IMC เป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและการฟื้นตัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่เป็นปัญหาสำคัญของการขับเคลื่อนระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิของกรุงเทพมหานครให้มีประสิทธิภาพ โดย IMC home rehabilitation เป็นทางเลือกที่ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับ IMC ward ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมี BI ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลังจากผ่านไป 14 สัปดาห์
</summary>
<dc:date>2569-06-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การเปลี่ยนแปลงของการจัดบริการสุขภาพช่องปากระดับปฐมภูมิภายใต้บริบทการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล: การวิเคราะห์เปรียบเทียบปี พ.ศ. 2565 และ 2568</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/6451" rel="alternate"/>
<author>
<name>สุณี วงศ์คงคาเทพ</name>
</author>
<author>
<name>Sunee Wongkongkathep</name>
</author>
<author>
<name>นิติโชติ นิลกําแหง</name>
</author>
<author>
<name>Nitichote Ninkumhaeng</name>
</author>
<id>http://hdl.handle.net/11228/6451</id>
<updated>2026-06-29T06:30:39Z</updated>
<published>2569-06-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การเปลี่ยนแปลงของการจัดบริการสุขภาพช่องปากระดับปฐมภูมิภายใต้บริบทการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล: การวิเคราะห์เปรียบเทียบปี พ.ศ. 2565 และ 2568
สุณี วงศ์คงคาเทพ; Sunee Wongkongkathep; นิติโชติ นิลกําแหง; Nitichote Ninkumhaeng
ภูมิหลัง: การกระจายอำนาจด้านสุขภาพของประเทศไทยนำไปสู่การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ อย่างไรก็ตาม หลักฐานเชิงปริมาณระดับประเทศเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของบริการสุขภาพช่องปากภายใต้บริบทดังกล่าวยังมีจำกัด วัตถุประสงค์: เพื่ออธิบายการเปลี่ยนแปลงของระดับการให้บริการสุขภาพช่องปากใน รพ.สต. ระหว่างปี พ.ศ. 2565 และ 2568 และเปรียบเทียบความแตกต่างของระดับบริการระหว่างกลุ่มจังหวัดที่มีระดับการถ่ายโอนและการมีทันตบุคลากรประจำแตกต่างกัน วิธีการศึกษา: เป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบวิเคราะห์เปรียบเทียบ ใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากระบบ Health Data Center ครอบคลุม รพ.สต. 9,538 แห่ง วิเคราะห์ค่าเฉลี่ยจำนวนรายการบริการต่อหน่วยบริการใน 3 มิติ ได้แก่ บริการทันตกรรมพื้นฐาน บริการส่งเสริมป้องกัน (ไม่รวมการตรวจช่องปาก) และบริการรวมทุกประเภท เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มจังหวัดโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (one-way ANOVA) ผลการศึกษา: ปี พ.ศ. 2565 ยังไม่มี รพ.สต.สังกัด อบจ. รพ.สต. ทั้งหมดมีทันตบุคลากรประจำ ร้อยละ 42.9 ปี พ.ศ. 2568 มี รพ.สต. สังกัด อบจ. ถึงร้อยละ 45.5 และ รพ.สต. ทั้งหมดมีทันตบุคลากรประจำ ร้อยละ 38.9 ปี พ.ศ. 2565 รพ.สต. ให้บริการทันตกรรมพื้นฐานไม่แตกต่างกัน (F = 1.367, p = 0.251) แต่ให้บริการส่งเสริมป้องกันแตกต่างกัน เทียบกับปี พ.ศ. 2568 พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งค่าเฉลี่ยบริการรวม (F = 159.10, p &lt; 0.001) บริการทันตกรรมพื้นฐาน (F = 26.868, p &lt; 0.001) และบริการส่งเสริมป้องกัน (F = 144.769, p &lt; 0.001) ระหว่างกลุ่มจังหวัดที่มีระดับการถ่ายโอน รพ.สต. ที่ต่างกัน รพ.สต. ที่มีทันตบุคลากรประจำมีระดับการให้บริการสูงกว่าหน่วยบริการที่ไม่มีทันตบุคลากรอย่างสม่ำเสมอในทุกกลุ่มจังหวัด สรุป: การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของระดับการให้บริการสุขภาพช่องปากระหว่างกลุ่มจังหวัดในช่วงเวลาที่ศึกษา อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถระบุเป็นความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างสถานะการถ่ายโอนกับระดับบริการ
</summary>
<dc:date>2569-06-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>สวัสดิการด้านสุขภาพของรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชนในประเทศไทย: สิทธิประโยชน์ ความคุ้มครอง และความท้าทาย</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/6450" rel="alternate"/>
<author>
<name>ฉัตรพศ หลายรุ่งเรือง</name>
</author>
<author>
<name>Chatpot Lairungruang</name>
</author>
<author>
<name>วรณัน วิทยาพิภพสกุล</name>
</author>
<author>
<name>Woranan Witthayapipopsakul</name>
</author>
<id>http://hdl.handle.net/11228/6450</id>
<updated>2026-06-29T04:06:21Z</updated>
<published>2569-06-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">สวัสดิการด้านสุขภาพของรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชนในประเทศไทย: สิทธิประโยชน์ ความคุ้มครอง และความท้าทาย
ฉัตรพศ หลายรุ่งเรือง; Chatpot Lairungruang; วรณัน วิทยาพิภพสกุล; Woranan Witthayapipopsakul
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจระบบสวัสดิการสุขภาพของรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชนในประเทศไทย ซึ่งเป็นมิติที่ยังได้รับความสนใจค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐทั้งสามสิทธิหลัก การวิจัยแบบผสมวิธีประกอบด้วยการทบทวนเอกสาร การสำรวจด้วยแบบสอบถาม และการอภิปรายกลุ่ม ผลการศึกษาพบว่า รัฐวิสาหกิจมีสิทธิประโยชน์ครอบคลุมมากที่สุดทั้งบุคลากรและครอบครัว โดยเฉพาะการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐที่ส่วนใหญ่เบิกได้เต็มจำนวน ถึงแม้ค่ารักษาในสถานพยาบาลเอกชนถูกจำกัดวงเงินและสิทธิครอบครัวอยู่ในระดับต่ำกว่า ขณะที่องค์การมหาชนมีความหลากหลายและมีความไม่เท่าเทียมสูง โดยเฉพาะในหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542 ซึ่งสิทธิประโยชน์อาจแตกต่างกันตามตำแหน่งและลักษณะการจ้างงาน ปัญหาสำคัญที่พบ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อจำกัดด้านงบประมาณ การสำรองจ่ายที่กระทบต่อสภาพคล่องของพนักงาน และการใช้สิทธิการรักษากรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต (universal coverage for emergency patients: UCEP) ในโรงพยาบาลรัฐ ข้อเสนอเชิงนโยบายประกอบด้วยการบูรณาการเข้ากับระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐ การออกแบบกลไกคุ้มครองครอบครัวและผู้สูงอายุ และการจัดตั้งกลไกด้านการเงินที่ยั่งยืน การศึกษานี้สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำและข้อจำกัดของระบบสวัสดิการสุขภาพ พร้อมเสนอแนวทางสู่การพัฒนาระบบที่เป็นธรรม ครอบคลุม และยั่งยืนมากขึ้น
</summary>
<dc:date>2569-06-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การประเมินผลตอบแทนทางสังคมของ The Next Food Center อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 จังหวัดขอนแก่น</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/6449" rel="alternate"/>
<author>
<name>พรพจน์ ศรีดัน</name>
</author>
<author>
<name>Pornpod Sridan</name>
</author>
<author>
<name>ธิดาศิลป์ เปลี่ยนละออ</name>
</author>
<author>
<name>Thidasil Plainlaor</name>
</author>
<author>
<name>สุวนันท์ ยงกลาง</name>
</author>
<author>
<name>Suwanan Yongklang</name>
</author>
<id>http://hdl.handle.net/11228/6449</id>
<updated>2026-06-29T03:52:07Z</updated>
<published>2569-06-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การประเมินผลตอบแทนทางสังคมของ The Next Food Center อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 จังหวัดขอนแก่น
พรพจน์ ศรีดัน; Pornpod Sridan; ธิดาศิลป์ เปลี่ยนละออ; Thidasil Plainlaor; สุวนันท์ ยงกลาง; Suwanan Yongklang
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลตอบแทนทางสังคม (social return on investment: SROI) ของศูนย์นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพที่ชื่อว่า The Next Food Center ซึ่งดำเนินงานภายใต้การกำกับดูแลของมหาวิทยาลัยขอนแก่น และเป็นหนึ่งในหน่วยให้บริการของอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 ในช่วงปี พ.ศ. 2566–2567 โดยมุ่งวิเคราะห์มูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นต่อผู้ประกอบการ เกษตรกร และแรงงานในพื้นที่ ผ่านระเบียบวิธีวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมโดยใช้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และข้อมูลทุติยภูมิ พร้อมการแปลงผลลัพธ์เป็นมูลค่าทางการเงินด้วยตัวแทนมูลค่า และการหักผลกระทบส่วนเกิน รวมถึงสัดส่วนการมีส่วนร่วมของหน่วยงานอื่น ผลการศึกษาโครงการ The Next Food Center ภายใต้อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 จังหวัดขอนแก่น ในช่วงปี พ.ศ. 2566-2567 โดยใช้อัตราคิดลด (discount rate) ที่ร้อยละ 3 พบว่า มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ 4,595,327 บาท และเมื่อพิจารณาต้นทุนและผลตอบแทน (cost-benefit analysis) มีผลการคำนวณอยู่ที่ 1.7 เท่า จึงมีความคุ้มค่าในการลงทุน และผลการคคำนวณการประเมินผลตอบแทนทางสังคม พบว่า มีมูลค่าอยู่ที่ 0.63 เท่า กล่าวคือ งบประมาณ 1 บาทที่ใช้ในการโครงการศูนย์ The Next Food Center ภายใต้อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 จังหวัดขอนแก่น จะสร้างประโยชน์ทางสังคมด้วยมูลค่า 0.63 บาท
</summary>
<dc:date>2569-06-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
</feed>
