<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<title>Documents/Pocket Books</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/5" rel="alternate"/>
<subtitle>เอกสารเผยแพร่/พ็อกเกตบุ๊ก</subtitle>
<id>http://hdl.handle.net/11228/5</id>
<updated>2026-04-27T16:16:11Z</updated>
<dc:date>2026-04-27T16:16:11Z</dc:date>
<entry>
<title>แนวปฏิบัติที่บรรสานแล้วของสภาบรรสานสากล: แนวปฏิบัติทางคลินิกที่ดี อี6(อาร์3)</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/6428" rel="alternate"/>
<author>
<name>สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. สำนักพัฒนาการคุ้มครองการวิจัยในมนุษย์</name>
</author>
<author>
<name>Health Systems Research Institute. Institute for the Development of Human Research Protections</name>
</author>
<id>http://hdl.handle.net/11228/6428</id>
<updated>2026-04-08T08:04:05Z</updated>
<published>2569-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">แนวปฏิบัติที่บรรสานแล้วของสภาบรรสานสากล: แนวปฏิบัติทางคลินิกที่ดี อี6(อาร์3)
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. สำนักพัฒนาการคุ้มครองการวิจัยในมนุษย์; Health Systems Research Institute. Institute for the Development of Human Research Protections
วิชัย โชควิวัฒน; Vichai Chokevivat
แนวปฏิบัติทางคลินิกที่ดีของไอซีเอช (ICH Good Clinical Practice Guideline) เป็นแนวปฏิบัติสากลที่เน้นความสำคัญและกำหนดแนวปฏิบัติเพื่อให้การวิจัยทางคลินิกมีคุณภาพ มาตรฐาน และถูกต้องตามหลักจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงและอย่างกว้างขวาง แม้จะจัดทำและประกาศใช้โดยภาคธุรกิจยา และสำนักงานอาหารและยาทั่วโลกก็ยึดถือและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดตลอดมา รวมทั้งในประเทศไทย โดยวงการวิจัยทั่วโลกนำแนวปฏิบัตินี้ของไอชีเอชไปใช้ครอบคลุมไม่เฉพาะแต่กับการวิจัยยา วัคซีน และชีววัตถุ ที่ใช้สำหรับมนุษย์ ตามวัตถุประสงค์แต่แรกเท่านั้น แต่นำไปใช้กับการวิจัยในมนุษย์กับการวิจัยในศาสตร์ต่าง ๆ แทบทุกสาขาเช่นเดียวกับปฏิญญาเฮลซิงกิ (Helsinki Declaration) ซึ่งเป็นของแพทยสมาคมโลก (World Medical Association) ที่บังคับใช้ได้กับสมาชิก คือ แพทย์เท่านั้น แต่นักวิจัยและผู้ร่วมทีมวิจัยในมนุษย์ทั่วโลกในศาสตร์ต่าง ๆ ทุกสาขาต่างนำหลักการและแนวทางของปฏิญญาเฮลชิงกิไปใช้กับการวิจัยในศาสตร์ต่าง ๆ อย่างกว้างขวางทั่วโลก แนวปฏิบัติทางคลินิกที่ดีของไอซีเอชมีลักษณะเป็นเอกสารทางวิชาการ แต่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีใช่นักวิชาการจำนวนมาก โดยเฉพาะกรรมการที่เป็นบุคคลทั่วไป (Laypersons) ในคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ และอาสาสมัครวิจัย (Research Volunteers) หรือผู้เข้าร่วมการวิจัย (Research Participants) รวมทั้งนักสิทธิมนุษยชนและประชาชนทั่วไปที่เข้ามามีส่วนร่วมหารือเกี่ยวข้องกับการวิจัยทุกแขนง
</summary>
<dc:date>2569-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>Drugstores and the Thai National Health Security System</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/6406" rel="alternate"/>
<author>
<name>Vichai Chokevivat</name>
</author>
<author>
<name>Pentipa Kaewketthong</name>
</author>
<author>
<name>Sripen Tantivess</name>
</author>
<author>
<name>Somruethai Supungul</name>
</author>
<author>
<name>Sorachai Jamniandamrongkarn</name>
</author>
<author>
<name>Kanitsak Chantrapipat</name>
</author>
<id>http://hdl.handle.net/11228/6406</id>
<updated>2026-02-20T09:13:46Z</updated>
<published>2026-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">Drugstores and the Thai National Health Security System
Vichai Chokevivat; Pentipa Kaewketthong; Sripen Tantivess; Somruethai Supungul; Sorachai Jamniandamrongkarn; Kanitsak Chantrapipat
Thailand’s National Health Security System resembles&#13;
the system of the United Kingdom (UK) in three respects.&#13;
First, it is entirely financed by tax revenue.&#13;
Second, it sets co-payment rates in a similar manner. In&#13;
the UK, services initially were provided completely free of&#13;
charge. Four years later, in 1952, when Winston Churchill was&#13;
re-elected as prime minister, a prescription charge of five pence&#13;
(£0.05) was introduced for obtaining medicines. Subsequently,&#13;
policies, criteria, and the fee schedule were revised on multiple&#13;
occasions for various reasons. In Thailand, by contrast, a co-pay&#13;
of 30 baht is charged per visit when receiving services.&#13;
Third, the UK began its system by nationalizing hospitals,&#13;
with the public accessing care initially through general practitioners (GP), who remained privately owned. In Thailand,&#13;
the public is required to register with primary care units, most&#13;
of which are publicly operated, with only a small number of&#13;
private hospitals participating.&#13;
Despite these similarities, there are several important&#13;
differences between the UK and Thai universal coverage&#13;
schemes, particularly with regard to drugstores. In the UK, the&#13;
drugstore (pharmacy) system is separate from GP services:&#13;
Physicians prescribe medicines on a prescription, and patients&#13;
obtain their medicines from drugstores, where pharmacists&#13;
dispense them. In contrast, Thailand’s primary care facilities—&#13;
whether they are part of regional hospitals, general hospitals,&#13;
community hospitals, or health stations (now upgraded to&#13;
Subdistrict Health Promoting Hospitals)—have their own&#13;
dispensaries or pharmacy departments within the healthcare&#13;
facilities themselves.&#13;
There have been continuous and long-standing efforts&#13;
to integrate drugstores into Thailand’s National Health&#13;
Security System, led by both the National Health Security&#13;
Office (NHSO) and the Pharmacy Council, through pilot projects&#13;
as well as policy advocacy. These efforts came to fruition&#13;
toward the end of fiscal year (FY) 2019, and were formally&#13;
launched at the beginning of FY 2020, on 1 October 2019.&#13;
Subsequently, during the Covid-19 epidemic, additional&#13;
initiatives were introduced to enable drugstores to provide&#13;
services under the National Health Security System, initially&#13;
allowing treatment for 16 minor (common) illnesses, later&#13;
expanding to 32 conditions. Drugstores were also engaged to&#13;
deliver health promotion and disease prevention services,&#13;
areas in which service utilization had been relatively low.&#13;
This volume is a product of the effort to distill lessons&#13;
learned from the implementation of these three programs.&#13;
The discussion begins by laying the groundwork with the background of the universal health coverage system, the Gold&#13;
Card Scheme, drugstores in Thailand, and the relationship&#13;
between drugstores and the National Health Security&#13;
System. This is followed by a summary of the implementation&#13;
outcomes of all three programs and a review of related&#13;
researches. The volume concludes with reflections from&#13;
representatives of drugstores participating in the programs,&#13;
and a final summary.&#13;
This resource is intended to provide stakeholders—&#13;
including policymakers, service providers, service users, and&#13;
the general public—with a comprehensive overview, so as to&#13;
offer information that enables meaningful participation in&#13;
system development and implementation. It is hoped that&#13;
this will contribute to good governance of the National&#13;
Health Security System, thereby genuinely enhancing the&#13;
well-being of the Thai population and the nation at large.
</summary>
<dc:date>2026-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>ร้านยากับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/6405" rel="alternate"/>
<author>
<name>วิชัย โชควิวัฒน</name>
</author>
<author>
<name>Vichai Chokevivat</name>
</author>
<author>
<name>เพ็ญทิพา แก้วเกตุทอง</name>
</author>
<author>
<name>Pentipa Kaewketthong</name>
</author>
<author>
<name>ศรีเพ็ญ ตันติเวสส</name>
</author>
<author>
<name>Sripen Tantivess</name>
</author>
<author>
<name>สมฤทัย สุพรรณกูล</name>
</author>
<author>
<name>Somruethai Supungul</name>
</author>
<author>
<name>สรชัย จำเนียรดำรงการ</name>
</author>
<author>
<name>Sorachai Jamniandamrongkarn</name>
</author>
<author>
<name>คณิตศักดิ์ จันทราพิพัฒน์</name>
</author>
<author>
<name>Kanitsak Chantrapipat</name>
</author>
<id>http://hdl.handle.net/11228/6405</id>
<updated>2026-02-20T09:03:38Z</updated>
<published>2569-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">ร้านยากับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
วิชัย โชควิวัฒน; Vichai Chokevivat; เพ็ญทิพา แก้วเกตุทอง; Pentipa Kaewketthong; ศรีเพ็ญ ตันติเวสส; Sripen Tantivess; สมฤทัย สุพรรณกูล; Somruethai Supungul; สรชัย จำเนียรดำรงการ; Sorachai Jamniandamrongkarn; คณิตศักดิ์ จันทราพิพัฒน์; Kanitsak Chantrapipat
ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของประเทศไทยมีความละม้ายคล้ายคลึงกับระบบของอังกฤษใน 3 ประการ ประการแรก คือ ใช้เงินจากเงินภาษีทั้งหมด ประการที่สอง กำหนดอัตราร่วมจ่ายคล้ายคลึงกัน โดยอังกฤษเริ่มต้นให้บริการฟรีทั้งหมด จน 4 ปีต่อมา วินสตัน เชอร์ชิล ได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นรัฐบาล จึงเริ่มให้ประชาชนจ่ายค่าธรรมเนียม 5 เพนนี (0.05 ปอนด์) เมื่อไปรับยาในปี พ.ศ. 2495 และต่อมามีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย หลักเกณฑ์และอัตราการเรียกเก็บอีกหลายครั้งด้วยเหตุผลต่างๆ หลากหลาย ขณะที่ของไทยเก็บค่าธรรมเนียมครั้งละ 30 บาทเมื่อไปรับบริการ ประการที่สาม อังกฤษเริ่มระบบโดยซื้อโรงพยาบาลเป็นของรัฐทั้งหมด ให้ประชาชนไปเริ่มรับบริการกับแพทย์เวชปฏิบัติ (General Practitioner: GP) ซึ่งยังเป็นของเอกชน ขณะที่ของไทยให้ประชาชนขึ้นทะเบียนกับหน่วยบริการปฐมภูมิซึ่งส่วนใหญ่เป็นของรัฐ มีโรงพยาบาลเอกชนเข้าร่วมเป็นส่วนน้อย ความแตกต่างสำคัญระหว่างระบบของอังกฤษกับไทยมีหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องของ ร้านยา ระบบของร้านยาในอังกฤษแยกจากบริการของแพทย์เวชปฏิบัติ โดยแพทย์มีหน้าที่สั่งจ่ายยาลงในใบสั่ง (Prescription) ให้คนไข้ไปรับยาจากร้านยา ซึ่งมีเภสัชกรเป็นผู้จัดยาให้คนไข้ ขณะที่สถานบริการปฐมภูมิของไทย ทั้งที่เป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน และสถานีอนามัย ซึ่งปัจจุบันยกฐานะเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จะมีห้องยา หรือแผนกเภสัชกรรมอยู่ในสถานพยาบาลของตนเอง มีความพยายามจะให้ร้านยาเข้ามาอยู่ร่วมในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง และค่อนข้างยาวนาน ทั้งจากฟากของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และ สภาเภสัชกรรม ทั้งโดยการทำโครงการนำร่องและการผลักดันทางนโยบาย จนสำเร็จเมื่อปลายปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 และเริ่มต้นเมื่อต้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 คือวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ต่อมาเมื่อมีการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ก็ยังมีโครงการให้ร้านยาเข้ามาให้บริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติโดยเริ่มจากให้การรักษาอาการได้ 16 อาการเจ็บป่วยเล็กน้อย (Minor Illnesses) และเพิ่มเป็น 32 อาการในเวลาต่อมา รวมทั้งให้ร้านยาเข้ามาให้บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ที่มีอัตราการเข้าถึงบริการค่อนข้างต่ำมากด้วย หนังสือเล่มนี้เป็นความพยายามที่จะสรุปบทเรียนการดำเนินการทั้ง 3 โครงการดังกล่าว โดยปูพื้นตั้งแต่เรื่องความเป็นมาของระบบหลักประกันสุขภาพ ระบบบัตรทอง ร้านยา และร้านยากับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จากนั้นเป็นผลการดำเนินงานของทั้ง 3 โครงการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ปิดท้ายด้วยเสียงสะท้อนจากร้านยาที่เข้าร่วมโครงการ และบทสรุป ทั้งนี้ หนังสือเล่มนี้มุ่งหมายให้ผู้เกี่ยวข้อง ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ ตลอดจนประชาชนทั่วไปได้มองเห็นภาพรวมเพื่อให้มีข้อมูลที่ช่วยให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบและการดำเนินงานโดยหวังว่า จะทำให้เกิดธรรมาภิบาล (Good Governance) ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ส่งผลต่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง
</summary>
<dc:date>2569-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การพัฒนาศักยภาพนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านการวิจัยระบบและนโยบายสุขภาพ</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/6399" rel="alternate"/>
<author>
<name>วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร</name>
</author>
<author>
<name>Viroj Tangcharoensathien</name>
</author>
<author>
<name>อังคณา เลขะกุล</name>
</author>
<author>
<name>Angkana Lekagul</name>
</author>
<author>
<name>นิศาชล เศรษฐไกรกุล</name>
</author>
<author>
<name>Nisachol Cetthakrikul</name>
</author>
<author>
<name>วราภรณ์ ปวงกันทา</name>
</author>
<author>
<name>Waraporn Poungkantha</name>
</author>
<author>
<name>พรไพลิน บุณณะ</name>
</author>
<author>
<name>Pornpailin Boonna</name>
</author>
<id>http://hdl.handle.net/11228/6399</id>
<updated>2026-02-11T04:42:21Z</updated>
<published>2569-02-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การพัฒนาศักยภาพนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านการวิจัยระบบและนโยบายสุขภาพ
วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร; Viroj Tangcharoensathien; อังคณา เลขะกุล; Angkana Lekagul; นิศาชล เศรษฐไกรกุล; Nisachol Cetthakrikul; วราภรณ์ ปวงกันทา; Waraporn Poungkantha; พรไพลิน บุณณะ; Pornpailin Boonna
ระบบสุขภาพไทยมีความซับซ้อนทั้งในด้านการบริหารจัดการและการตอบสนองต่อปัจจัยทางสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไป การขับเคลื่อนระบบให้บรรลุเป้าหมายจึงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์จากการวิจัยระบบและนโยบายสุขภาพ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งพัฒนาศักยภาพนักวิจัยรุ่นใหม่ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ให้สามารถผลิตผลงานวิจัยที่ตอบโจทย์นโยบายและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โครงการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านการวิจัยระบบและนโยบายสุขภาพจึงถูกจัดทำขึ้น เพื่อจัดทำรูปแบบ กลไก และกระบวนการกำกับติดตามสำหรับการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านการวิจัยระบบและนโยบายสุขภาพอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งดำเนินการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยผ่านการทดลองใช้รูปแบบและกลไกที่กำหนดขึ้น เพื่อนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในอนาคต กระบวนการดำเนินงานประกอบด้วย 4 ขั้นตอนสำคัญ เริ่มจากการคัดเลือกนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์การทำงานและงานวิจัยที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ปี พ.ศ. 2568-2569 จำนวน 13 คน จาก 9 โครงการวิจัย และมีระบบพี่เลี้ยง (Mentoring mechanism) โดยการจับคู่นักวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำแนะนำอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้นักวิจัยจะได้รับการเตรียมความพร้อมทางวิชาการผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ (Preparation Workshop) รวม 9 โมดูล ที่ครอบคลุมทั้งทักษะวิจัยและการสื่อสารนโยบาย และขั้นตอนสุดท้ายคือการติดตามประเมินผลเพื่อสร้างฐานข้อมูลและชุมชนนักวิจัย จากการดำเนินงานในปี พ.ศ. 2568 พบว่านักวิจัยรุ่นใหม่มีความพึงพอใจในการดำเนินงานของโครงการ และสามารถนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมอบรมไปใช้ต่อได้ เช่น ทักษะการเขียนข้อเสนอเชิงนโยบาย (Policy Brief) นอกจากนี้ยังพบว่าระบบพี่เลี้ยงยังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้นักวิจัยสามารถจัดการกับอุปสรรคทั้งด้านระเบียบวิธีวิจัย และการบริหารจัดการโครงการวิจัยได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้การดำเนินงานในปีต่อไป ควรมีการปรับปรุงกลไกการคัดเลือกโดยพิจารณาจากศักยภาพและประเด็นวิจัยสำคัญ (Theme-based) และควรจัดตั้งเครือข่ายนักวิจัยรุ่นใหม่ที่ชัดเจนตามหลัก I-N-N-E (Individual, Node, Network, Environment) เพื่อความยั่งยืน นอกจากนี้ สวรส. ควรพิจารณาบรรจุโครงการนี้เป็นแผนงานประจำ เพื่อยกระดับมาตรฐานการพัฒนานักวิจัยระบบสุขภาพของประเทศในระยะยาว
</summary>
<dc:date>2569-02-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
</feed>
