<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<title>Recommended Items</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/5459" rel="alternate"/>
<subtitle>งานวิจัยแนะนำ</subtitle>
<id>http://hdl.handle.net/11228/5459</id>
<updated>2026-05-17T14:31:47Z</updated>
<dc:date>2026-05-17T14:31:47Z</dc:date>
<entry>
<title>รายงานสถานะสุขภาพของคนไทย สถานการณ์ระบบบริการสุขภาพและกำลังคนด้านสุขภาพ เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์กำลังคนด้านสุขภาพของประเทศ</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/6427" rel="alternate"/>
<author>
<name>ฑิณกร โนรี</name>
</author>
<author>
<name>Thinakorn Noree</name>
</author>
<author>
<name>ศรวณีย์ อวนศรี</name>
</author>
<author>
<name>Sonvanee Uansri</name>
</author>
<author>
<name>นิจนันท์ ปาณะพงศ์</name>
</author>
<author>
<name>Nitjanan Panapong</name>
</author>
<id>http://hdl.handle.net/11228/6427</id>
<updated>2026-04-02T07:09:23Z</updated>
<published>2569-03-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">รายงานสถานะสุขภาพของคนไทย สถานการณ์ระบบบริการสุขภาพและกำลังคนด้านสุขภาพ เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์กำลังคนด้านสุขภาพของประเทศ
ฑิณกร โนรี; Thinakorn Noree; ศรวณีย์ อวนศรี; Sonvanee Uansri; นิจนันท์ ปาณะพงศ์; Nitjanan Panapong
กำลังคนด้านสุขภาพถือเป็นทรัพยากรหลักที่กำหนดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของระบบบริการสุขภาพของประเทศ แม้ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการผลิตบุคลากรสายหลัก เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร และพยาบาลวิชาชีพ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงพบปัญหาการกระจายตัวที่ไม่เท่าเทียมระหว่างพื้นที่เมืองและชนบทซึ่งสวนทางความต้องการใช้บริการของประชากรในพื้นที่ การขาดแคลนบุคลากรในบางสาขาวิชาชีพ รวมถึงการสูญเสียกำลังคนออกจากระบบภาครัฐ ประกอบกับความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญหลายประการ ได้แก่ การเข้าสู่สังคมสูงอายุ ภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น นโยบายการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นโยบายบัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ รวมถึงการพัฒนาของเทคโนโลยีดิจิทัลและ Telemedicine ล้วนส่งผลต่อรูปแบบความต้องการบริการสุขภาพและกำลังคนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดทำแผนยุทธศาสตร์กำลังคนด้านสุขภาพของประเทศฉบับต่อไป จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องทบทวนสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างรอบด้านและเป็นระบบ การศึกษาการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) รวบรวมและรายงานสถานะสุขภาพของคนไทย 2) ทบทวนสถานการณ์ระบบบริการสุขภาพของประเทศ และ 3) ทบทวนสถานการณ์กำลังคนด้านสุขภาพในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต โดยใช้กรอบแนวคิดที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่าง 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ความต้องการด้านสุขภาพของประชาชน (Health demand) ระบบบริการสุขภาพ (Service delivery) และกำลังคนด้านสุขภาพ (Health workforce) และนำมาสังเคราะห์สถานการณ์ ประกอบด้วย 2 วิธีการหลัก คือ การทบทวนวรรณกรรมทั้งในและต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมประเด็นสถานะสุขภาพ พฤติกรรมการใช้บริการ ภาระโรค ปัจจัยกำหนดสุขภาพ โครงสร้างระบบบริการ จำนวนและการกระจายตัวของกำลังคน ตลอดจนปัจจัยนโยบายที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาด้านสถานะสุขภาพของคนไทย พบว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านทางระบาดวิทยาอย่างชัดเจน โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และโรคระบบทางเดินหายใจ ครองสัดส่วนภาระโรคสูงสุดวัดด้วยดัชนี Disability-Adjusted Life Years (DALYs) นอกจากนี้ปัญหาสุขภาพจิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มวัย ขณะที่พฤติกรรมการใช้บริการสุขภาพของประชาชนยังเน้นการรักษามากกว่าการป้องกัน และปัจจัยทางสังคมกำหนดสุขภาพ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การศึกษา และที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุความเป็นธรรมด้านสุขภาพ ด้านระบบบริการสุขภาพ พบว่าโครงสร้างปัจจุบันยังคงเน้นการดูแลในโรงพยาบาลเป็นหลัก ซึ่งไม่สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยที่ต้องการบริการดูแลระยะยาว บริการชุมชน และการดูแลที่บ้านมากยิ่งขึ้น รูปแบบบริการใหม่ เช่น Telemedicine การจัดส่งยาถึงบ้าน และบริการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนเริ่มมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในเขตเมือง ขณะที่ อปท. มีบทบาทในการจัดบริการสุขภาพเพิ่มขึ้น ความเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพระหว่างหน่วยบริการยังเป็นช่องว่างสำคัญที่ต้องพัฒนาด้านกำลังคนด้านสุขภาพ พบว่าปัญหาการขาดแคลนในวิชาชีพหลักดีขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต แต่การกระจายตัวยังกระจุกอยู่ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดขนาดใหญ่ ในขณะที่จังหวัดขนาดเล็กและจังหวัดชายแดนยังขาดแคลนอย่างมีนัยสำคัญ บุคลากรในสาขาที่มีการผลิตน้อย เช่น นักรังสีการแพทย์ นักจิตวิทยา และนักกิจกรรมบำบัด ยังคงขาดแคลนในระดับพื้นที่ นอกจากนี้ยังพบปัญหาการสูญเสียกำลังคนจากภาครัฐสู่ภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง จากความแตกต่างด้านค่าตอบแทน ภาระงาน และความก้าวหน้าในสายอาชีพ รวมถึงระบบการผลิตกำลังคนที่ยังไม่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพในระยะยาว ผลการศึกษาข้างต้นนำมาสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ดังนี้ กระทรวงสาธารณสุขควรร่วมกับคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติจัดทำยุทธศาสตร์กำลังคนที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน อปท. และภาคประชาสังคม พร้อมออกแบบระบบบริการที่เสริมสร้างความเข้มแข็งของบริการปฐมภูมิ และพัฒนาระบบค่าตอบแทนตามผลงานที่จูงใจคนรุ่นใหม่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสถาบันพระบรมราชชนกควรเพิ่มการผลิตกำลังคนด้วยกระบวนการ Local recruitment – Local training – Hometown placement และบรรจุทักษะดิจิทัล การคิดเชิงระบบ และนวัตกรรมในหลักสูตรทุกวิชาชีพ ทั้งนี้การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศกำลังคนด้านสุขภาพที่เป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพถือเป็นฐานรากสำคัญในการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดขึ้น
</summary>
<dc:date>2569-03-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การสังเคราะห์นโยบายเรื่องการบริโภคอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมตํ่าในผู้ป่วยปลูกถ่ายไต</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/6417" rel="alternate"/>
<author>
<name>สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ</name>
</author>
<author>
<name>Surasak Kantachuvesiri</name>
</author>
<author>
<name>รุ่งทิวา กิจเพิ่มเกียรติ</name>
</author>
<author>
<name>Rungthiwa Kitpermkiat</name>
</author>
<author>
<name>ศันสนีย์ ทศศิริ</name>
</author>
<author>
<name>Sansanee Thotsiri</name>
</author>
<author>
<name>ประพิมพ์พร ฉัตรานุกูลชัย (ฉันทวศินกุล)</name>
</author>
<author>
<name>Prapimporn Chattranukulchai Shantavasinkul</name>
</author>
<author>
<name>สัญชัย พยุงภร</name>
</author>
<author>
<name>Sunchai Payungporn</name>
</author>
<author>
<name>เอกกมล ตันติสัตตโม</name>
</author>
<author>
<name>Ekamol Tantisattamo</name>
</author>
<author>
<name>นิภาพร บุตรสิงห์</name>
</author>
<author>
<name>Nipaporn Butsing</name>
</author>
<author>
<name>ชุติมา เจริญธนากิต</name>
</author>
<author>
<name>Chutima Charoenthanakit</name>
</author>
<author>
<name>อรรถกร ธนโชติรัศมิ์สกุล</name>
</author>
<author>
<name>Attagone Thanachoterassakul</name>
</author>
<author>
<name>วรฉัตร รอดเพชร</name>
</author>
<author>
<name>Vorachat Rodphech</name>
</author>
<author>
<name>ณภัทร เต่านํ้า</name>
</author>
<author>
<name>Naphat Taonam</name>
</author>
<author>
<name>บุตรี ตรีสัตยกุล</name>
</author>
<author>
<name>Budtree Treesattayakul</name>
</author>
<author>
<name>วาสนา ภู่เกตุ</name>
</author>
<author>
<name>Wassana Pookate</name>
</author>
<author>
<name>วราภรณ์ ศรีบุญสม</name>
</author>
<author>
<name>Waraporn Sribunsom</name>
</author>
<author>
<name>ปวีณา สร้อยรอด</name>
</author>
<author>
<name>Paweena Soirod</name>
</author>
<author>
<name>ไอริณ จริยะโยธิน</name>
</author>
<author>
<name>Irin Jariyayothin</name>
</author>
<author>
<name>บุริน เลาหะวัฒนะ</name>
</author>
<author>
<name>Burin Lauhawatana</name>
</author>
<author>
<name>Hossen, Sheikh Imran</name>
</author>
<id>http://hdl.handle.net/11228/6417</id>
<updated>2026-03-23T07:11:32Z</updated>
<published>2569-03-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การสังเคราะห์นโยบายเรื่องการบริโภคอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมตํ่าในผู้ป่วยปลูกถ่ายไต
สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ; Surasak Kantachuvesiri; รุ่งทิวา กิจเพิ่มเกียรติ; Rungthiwa Kitpermkiat; ศันสนีย์ ทศศิริ; Sansanee Thotsiri; ประพิมพ์พร ฉัตรานุกูลชัย (ฉันทวศินกุล); Prapimporn Chattranukulchai Shantavasinkul; สัญชัย พยุงภร; Sunchai Payungporn; เอกกมล ตันติสัตตโม; Ekamol Tantisattamo; นิภาพร บุตรสิงห์; Nipaporn Butsing; ชุติมา เจริญธนากิต; Chutima Charoenthanakit; อรรถกร ธนโชติรัศมิ์สกุล; Attagone Thanachoterassakul; วรฉัตร รอดเพชร; Vorachat Rodphech; ณภัทร เต่านํ้า; Naphat Taonam; บุตรี ตรีสัตยกุล; Budtree Treesattayakul; วาสนา ภู่เกตุ; Wassana Pookate; วราภรณ์ ศรีบุญสม; Waraporn Sribunsom; ปวีณา สร้อยรอด; Paweena Soirod; ไอริณ จริยะโยธิน; Irin Jariyayothin; บุริน เลาหะวัฒนะ; Burin Lauhawatana; Hossen, Sheikh Imran
ที่มาและความสำคัญ: การปลูกถ่ายไตเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยปลูกถ่ายไตยังคงมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าประชากรทั่วไป ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญ โดยภาวะความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ หลักฐานในประชากรทั่วไปพบว่าการบริโภคอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมตํ่าช่วยลดระดับความดันโลหิตและส่งเสริมสมดุลของจุลินทรีย์ในลําไส้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในผู้ป่วยปลูกถ่ายไตยังมีจํากัด ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของรูปแบบการบริโภคอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมตํ่าต่อระดับความดันโลหิต การทำงานของไต การเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในลําไส้ และคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยปลูกถ่ายไต วิธีการศึกษา: การศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม ดำเนินการในผู้ป่วยปลูกถ่ายไตจำนวน 102 ราย แบ่งเป็นกลุ่มบริโภคอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมตํ่าและกลุ่มควบคุม ติดตามผลเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ผลลัพธ์หลักคือการเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิต ผลลัพธ์รอง ได้แก่ การทำงานของไต จุลินทรีย์ในลําไส้ และคุณภาพชีวิต ผลของการศึกษา: หลังติดตามครบ 12 สัปดาห์ ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติของการเปลี่ยนแปลงความดันโลหิตซิสโตลิก (ค่าเฉลี่ยความแตกต่าง −2.00 มม.ปรอท; 95% CI −6.65 ถึง 2.65; p =0.40) และความดันโลหิตไดแอสโตลิก (−2.84 มม.ปรอท; 95% CI −5.91 ถึง 0.22; p = 0.07) ระหว่างสองกลุ่ม อย่างไรก็ตามกลุ่มที่บริโภคอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมตํ่ามีแนวโน้มความดันโลหิตลดลงมากกว่า นอกจากนี้กลุ่มที่บริโภคอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมตํ่ายังมีระดับคอเลสเตอรอลรวมและระดับไขมันชนิดความหนาแน่นตํ่าลดลงอย่างมีนัยสําคัญจาก 195.90 ± 5.18 เป็น 173.06 ± 5.27 มก./ดล. และจาก 123.96 ± 4.81 เป็น 102.07 ±4.90 มก./ดล. ตามลำดับ อีกทั้งยังพบว่าน้ำหนักตัวลดลงร่วมกับการลดลงของมวลไขมัน โดยที่มวลกล้ามเนื้อคงที่และไม่พบผลเสียต่อการทำงานของไตหรือคุณภาพชีวิต การเปลี่ยนแปลงสมดุลของจุลินทรีย์ในทั้งสองกลุ่มพบว่ามีความหลากหลายของจุลินทรีย์เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ โดยเชื้อแบคทีเรียที่โดดเด่นขึ้นมาได้ในสัปดาห์ที่ 12 เมื่อเทียบกับตอนตั้งต้นในกลุ่มที่บริโภคอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมตํ่าคือ Bacteroides thetaiotaomicron และ Parasutterella excrementihominis สรุป: การบริโภคอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมตํ่าในผู้ป่วยปลูกถ่ายไตมีความปลอดภัย และให้ประโยชน์ด้านเมตาบอลิซึม โดยเฉพาะการลดระดับไขมันในเลือดและมวลไขมัน พร้อมทั้งมีแนวโน้มช่วยให้การควบคุมความดันโลหิตดีขึ้น ผลการศึกษานี้สนับสนุนบทบาทของอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมตํ่าเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลผู้ป่วยปลูกถ่ายไต
</summary>
<dc:date>2569-03-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การขับเคลื่อนการนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์: การขยายผลแนวทางการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิภายใต้สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/6411" rel="alternate"/>
<author>
<name>ธัชเฉลิม สุทธิพงษ์ประชา</name>
</author>
<author>
<name>Tatchalerm Sudhipongpracha</name>
</author>
<author>
<name>อัชกรณ์ วงศ์ปรีดี</name>
</author>
<author>
<name>Achakorn Wongpreedee</name>
</author>
<author>
<name>สุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ</name>
</author>
<author>
<name>Suwat Wiriyapongsukit</name>
</author>
<author>
<name>นันทกา เทพาอมรเดช</name>
</author>
<author>
<name>Nantaka Tepaamondej</name>
</author>
<author>
<name>โสรยา วงศ์วิไล</name>
</author>
<author>
<name>Soraya Wongwilai</name>
</author>
<author>
<name>นิทิกร สอนชา</name>
</author>
<author>
<name>Nithikorn Sorncha</name>
</author>
<author>
<name>ภุชงค์ วงศ์หิรัญรัชต์</name>
</author>
<author>
<name>Phuchong Wonghiranrat</name>
</author>
<author>
<name>ไพฑูรย์ อ่อนเกตุ</name>
</author>
<author>
<name>Paitoon Ongate</name>
</author>
<author>
<name>วิทิตา แจ้งเอี่ยม</name>
</author>
<author>
<name>Withita Jangiam</name>
</author>
<author>
<name>นารท เจนประวิทย์</name>
</author>
<author>
<name>Nart Jenprawit</name>
</author>
<author>
<name>พูลพฤกษ์ โสภารัตน์</name>
</author>
<author>
<name>Poolpruek Soparat</name>
</author>
<author>
<name>ภัทรนนท์ บุณยอุดมศาสตร์</name>
</author>
<author>
<name>Pattaranon Boonyaudomsart</name>
</author>
<author>
<name>ลาลิน ประสงค์ศิลป์</name>
</author>
<author>
<name>Lalin Prasongsilp</name>
</author>
<author>
<name>ดวงพร ยอดจันทร์</name>
</author>
<author>
<name>Duangporn Yodjan</name>
</author>
<author>
<name>ศศิรินทร์ พันธุ์กิติยะ</name>
</author>
<author>
<name>Sasirintra Phankitiya</name>
</author>
<author>
<name>เสาวณีย์ อุ่ยตระกูล</name>
</author>
<author>
<name>Saowanee Uitrakul</name>
</author>
<author>
<name>สมบัติ ชูเถื่อน</name>
</author>
<author>
<name>Sombat Chutuean</name>
</author>
<author>
<name>ภัชร์จิรัสม์ ธัชเมฆรัตน์</name>
</author>
<author>
<name>Pachjirat Thachmakerat</name>
</author>
<author>
<name>สมเกียรติ ชูศรีทอง</name>
</author>
<author>
<name>Somkiat Choosrithong</name>
</author>
<author>
<name>ปัญจะ ยาแก้ว</name>
</author>
<author>
<name>Panja Yakaew</name>
</author>
<author>
<name>ซัมซูดิน รอเซะ</name>
</author>
<author>
<name>Samsudin Roseh</name>
</author>
<author>
<name>วิโรจน์ ย่องเหล่ายูง</name>
</author>
<author>
<name>Wirot Yonglaoyoong</name>
</author>
<author>
<name>สุริยะ ศิริวัฒน์</name>
</author>
<author>
<name>Suriya Siriwat</name>
</author>
<author>
<name>ราชรุจิ จินดาสวัสดิ์</name>
</author>
<author>
<name>Ratruji Jindasawat</name>
</author>
<author>
<name>ยุทธชัย แสวงสุทธิ์</name>
</author>
<author>
<name>Yuthachay Sawangsuthi</name>
</author>
<author>
<name>รอศักดิ์ อาดํา</name>
</author>
<author>
<name>Rosak A-dam</name>
</author>
<author>
<name>ฐิตารีย์ เชื้อพราหมณ์</name>
</author>
<author>
<name>Titaree Chuephram</name>
</author>
<author>
<name>บัณฑิต ตั้งเจริญดี</name>
</author>
<author>
<name>Bundit Tungcharoendee</name>
</author>
<author>
<name>สมหมาย ไกรสมเด็จ</name>
</author>
<author>
<name>Sommai Kraisomdet</name>
</author>
<author>
<name>อโนทัย ถวัลย์เสรีวัฒนา</name>
</author>
<author>
<name>Anothai Tawansareewattana</name>
</author>
<author>
<name>เพ็ญทิวา สารบุตร</name>
</author>
<author>
<name>Pentiva Saraboot</name>
</author>
<id>http://hdl.handle.net/11228/6411</id>
<updated>2026-03-04T07:03:34Z</updated>
<published>2569-03-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การขับเคลื่อนการนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์: การขยายผลแนวทางการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิภายใต้สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ธัชเฉลิม สุทธิพงษ์ประชา; Tatchalerm Sudhipongpracha; อัชกรณ์ วงศ์ปรีดี; Achakorn Wongpreedee; สุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ; Suwat Wiriyapongsukit; นันทกา เทพาอมรเดช; Nantaka Tepaamondej; โสรยา วงศ์วิไล; Soraya Wongwilai; นิทิกร สอนชา; Nithikorn Sorncha; ภุชงค์ วงศ์หิรัญรัชต์; Phuchong Wonghiranrat; ไพฑูรย์ อ่อนเกตุ; Paitoon Ongate; วิทิตา แจ้งเอี่ยม; Withita Jangiam; นารท เจนประวิทย์; Nart Jenprawit; พูลพฤกษ์ โสภารัตน์; Poolpruek Soparat; ภัทรนนท์ บุณยอุดมศาสตร์; Pattaranon Boonyaudomsart; ลาลิน ประสงค์ศิลป์; Lalin Prasongsilp; ดวงพร ยอดจันทร์; Duangporn Yodjan; ศศิรินทร์ พันธุ์กิติยะ; Sasirintra Phankitiya; เสาวณีย์ อุ่ยตระกูล; Saowanee Uitrakul; สมบัติ ชูเถื่อน; Sombat Chutuean; ภัชร์จิรัสม์ ธัชเมฆรัตน์; Pachjirat Thachmakerat; สมเกียรติ ชูศรีทอง; Somkiat Choosrithong; ปัญจะ ยาแก้ว; Panja Yakaew; ซัมซูดิน รอเซะ; Samsudin Roseh; วิโรจน์ ย่องเหล่ายูง; Wirot Yonglaoyoong; สุริยะ ศิริวัฒน์; Suriya Siriwat; ราชรุจิ จินดาสวัสดิ์; Ratruji Jindasawat; ยุทธชัย แสวงสุทธิ์; Yuthachay Sawangsuthi; รอศักดิ์ อาดํา; Rosak A-dam; ฐิตารีย์ เชื้อพราหมณ์; Titaree Chuephram; บัณฑิต ตั้งเจริญดี; Bundit Tungcharoendee; สมหมาย ไกรสมเด็จ; Sommai Kraisomdet; อโนทัย ถวัลย์เสรีวัฒนา; Anothai Tawansareewattana; เพ็ญทิวา สารบุตร; Pentiva Saraboot
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และถอดบทเรียนการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) โดยมุ่งศึกษาว่าแนวคิดการสร้างและบริหารจัดการเครือข่าย (Network Building and Management) และการแพร่กระจายนวัตกรรม (Diffusion of Innovation) สามารถสนับสนุนการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิตามหลักเวชศาสตร์ครอบครัวในบริบทการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิผลและยั่งยืนเพียงใด งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ควบคู่กับการประเมินเชิงพัฒนา (Developmental Evaluation) ครอบคลุมพื้นที่ศึกษา 10 จังหวัด ได้แก่ มุกดาหาร นราธิวาส ปทุมธานี ชลบุรี สงขลา พิจิตร ขอนแก่น ยะลา สมุทรสาคร และศรีสะเกษ โดยอาศัยกลไก “นักวิจัยพี่เลี้ยง” ทำหน้าที่สนับสนุนองค์ความรู้ นวัตกรรม และแนวปฏิบัติที่ดี และ “นักวิจัยในพื้นที่” ที่ร่วมสร้างกระบวนการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริงบนฐานงานวิจัย การศึกษานี้ใช้การวิจัยแบบกึ่งการทดลอง (Quasi-experimental Research) โดยออกแบบการวิจัยเป็นการเปรียบเทียบหลายกลุ่มก่อน–หลังการแทรกแซง (Multiple-group Pre-test–Post-test Design) เพื่อประเมินผลการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิภายหลังการถ่ายโอน รพ.สต. ให้แก่ อบจ. ในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ มุกดาหาร นราธิวาส ปทุมธานี ชลบุรี สงขลา พิจิตร ขอนแก่น ยะลา สมุทรสาคร และศรีสะเกษ การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ข้อมูลเชิงปริมาณได้จากระบบ Health Data Center (HDC) ก่อนและหลังการแทรกแซง ครอบคลุมตัวชี้วัดสุขภาพประชากร 21 ตัวชี้วัด ข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มตัวอย่าง 40 คน และการประชุมเชิงปฏิบัติการกับกลุ่มตัวอย่าง 895 คน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนาและการเปรียบเทียบก่อน–หลัง ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การถ่ายโอน รพ.สต. ให้แก่ อบจ. ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างการบริหาร แต่เป็นการเปิดพื้นที่การเรียนรู้และพื้นที่การเติบโตของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ ส่งผลให้เกิดการออกแบบระบบสุขภาพปฐมภูมิที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่นมากขึ้น โครงการเรือธงของ อบจ. ในพื้นที่ศึกษา มีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับการเข้าถึงคุณภาพ และความต่อเนื่องของบริการสุขภาพปฐมภูมิ โดยตัวอย่างโครงการสำคัญ ได้แก่ การพัฒนากระดานข้อมูลสุขภาพประชากรเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย การบูรณาการเครือข่ายการดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การพัฒนาระบบการดูแลต่อเนื่องและการดูแลแบบประคับประคอง และความพยายามในการขยายเครือข่ายทันตสาธารณสุขในระดับพื้นที่ในด้านประสิทธิผล ผลการวิจัยพบว่าการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิเชิงบูรณาการภายใต้ อบจ. ส่งผลให้ผลผลิตด้านบริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ โดยเฉพาะการคัดกรองและติดตามผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง รวมถึงความครอบคลุมการได้รับวัคซีนในเด็ก ในขณะที่ผลลัพธ์ด้านสุขภาพประชากรมีแนวโน้มดีขึ้นในบางตัวชี้วัด แม้ยังไม่ปรากฏนัยสําคัญทางสถิติในภาพรวม ด้านประสิทธิภาพ พบแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพการผลิตรวมและผลได้ต่อขนาด โดยปัจจัยสำคัญมาจากการยอมรับและประยุกต์ใช้งานวิจัย นวัตกรรม และข้อมูลเชิงประจักษ์ มากกว่าการเพิ่มทรัพยากรนําเข้าเพียงอย่างเดียว การวิเคราะห์ภายใต้กรอบ Six Building Blocks of a Health System ขององค์การอนามัยโลก สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในทุกมิติ โดยเฉพาะบทบาทใหม่ของโรงพยาบาลแม่ข่ายในฐานะศูนย์สนับสนุนทางวิชาการ และความสำคัญของภาวะผู้นําเชิงเครือข่ายแบบกระจายตัว ผลการศึกษาสรุปว่าการถ่ายโอน รพ.สต. เป็นโอกาสสำคัญในการปฏิรูประบบสุขภาพปฐมภูมิ หากทุกภาคส่วนสามารถร่วมสร้างระบบนิเวศสุขภาพเชิงพื้นที่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล หลักฐานเชิงประจักษ์และกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
</summary>
<dc:date>2569-03-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/6360" rel="alternate"/>
<author>
<name>เริงฤดี ปธานวนิช</name>
</author>
<author>
<name>Roengrudee Patanavanich</name>
</author>
<author>
<name>วิชัย เอกพลากร</name>
</author>
<author>
<name>Wichai Aekplakorn</name>
</author>
<id>http://hdl.handle.net/11228/6360</id>
<updated>2025-11-07T05:26:57Z</updated>
<published>2568-11-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568
เริงฤดี ปธานวนิช; Roengrudee Patanavanich; วิชัย เอกพลากร; Wichai Aekplakorn
การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย เป็นการสำรวจระดับประเทศที่ครอบคลุมการสัมภาษณ์ ตรวจร่างกาย และตรวจทางชีวภาพ มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังและติดตามพฤติกรรม รวมถึงสถานะทางสุขภาพประชาชนไทยอย่างต่อเนื่อง การสำรวจครั้งที่ 7 นี้ ได้ดำเนินงานภาคสนามในช่วงปี พ.ศ. 2567-2568 โดยมุ่งเน้นประเด็นสำคัญทางสุขภาพหลายมิติ ทั้งในเรื่องพฤติกรรมสุขภาพ ภาวะโรคที่สามารถตรวจวัดพื้นฐาน ได้แก่ การวัดสัดส่วนร่างกาย ความดันโลหิต การตรวจวัดระดับน้ำตาล และระดับไขมันในเลือด เป็นต้น การบริโภคโซเดียม อนามัยเจริญพันธุ์ และสุขภาพผู้สูงอายุ โดยรายงานฉบับนี้นำเสนอผลการศึกษาครอบคลุมทุกกลุ่มวัยทั้งในกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน และผู้สูงอายุ โดยแจกแจงตามเพศ กลุ่มอายุ เขตการปกครอง และภูมิภาค ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ปัญหาสุขภาพที่เป็นความท้าทายหลักของสังคมไทยคือ โรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เกิดจากพฤติกรรมทางสุขภาพที่ไม่เหมาะสม การสำรวจภาวะสุขภาพโดยการตรวจร่างกายในครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นภาพรวมของปัญหาพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนไทยที่ยังคงต้องการการปรับปรุงและแก้ไขอย่างเร่งด่วน เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ และการบริโภคผักผลไม้ในปริมาณที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะภาวะอ้วนลงพุง โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จะนำไปสู่อุบัติการณ์โรคระบบหัวใจและหลอดเลือดในอนาคตและก่อให้เกิดภาระทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว สังคมและระบบบริการสุขภาพโดยรวม ดังนั้น การกำหนดมาตรการป้องกันและลดภาระโรคเหล่านี้จึงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเร่งด่วนอย่างยิ่ง ข้อมูลจากการสำรวจนี้มีความสำคัญและเป็นประโยชน์สำหรับผู้กำหนดนโยบาย และผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง นำไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการประเมินสถานการณ์ ปรับปรุงนโยบายและกำหนดยุทธศาสตร์หรือมาตรการดำเนินงานเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาในระบบสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ด้านสุขภาพให้แก่ประชาชน เพื่อส่งเสริมให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ข้อมูลจากการสำรวจนี้ยังเป็นฐานข้อมูลในการสนับสนุนการศึกษาวิจัยเฉพาะทางด้านสุขภาพและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาเฉพาะประเด็นในอนาคต
</summary>
<dc:date>2568-11-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
</feed>
