<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<title>Recommended Items</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/5459" rel="alternate"/>
<subtitle>งานวิจัยแนะนำ</subtitle>
<id>http://hdl.handle.net/11228/5459</id>
<updated>2026-04-27T06:07:13Z</updated>
<dc:date>2026-04-27T06:07:13Z</dc:date>
<entry>
<title>สถานการณ์และรูปแบบการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยภายใต้การถ่ายโอนภารกิจสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/6413" rel="alternate"/>
<author>
<name>ธีรชัย บุญยะลีพรรณ</name>
</author>
<author>
<name>Teerachai Boonyaleepan</name>
</author>
<author>
<name>สุธรรม นันทมงคลชัย</name>
</author>
<author>
<name>Sutham Nanthamongkolchai</name>
</author>
<author>
<name>กิติมา พัวพัฒนกุล</name>
</author>
<author>
<name>Kitima Puapattanakul</name>
</author>
<author>
<name>เปรมฤทัย เกตุเรน</name>
</author>
<author>
<name>Premruthai Ketrain</name>
</author>
<author>
<name>ไพลิน วิญญกูล</name>
</author>
<author>
<name>Pailin Winyagoon</name>
</author>
<author>
<name>เขมิกา ฉัตรก้องภพ</name>
</author>
<author>
<name>Khemika Chatkongpob</name>
</author>
<author>
<name>อลิสา ใหมพรหม</name>
</author>
<author>
<name>Alyssa Maiphom</name>
</author>
<author>
<name>เบญจพร กุศลปฏิการ</name>
</author>
<author>
<name>Benjaporn Kusonpatikarn</name>
</author>
<author>
<name>วัชราภรณ์ เถาว์แล</name>
</author>
<author>
<name>Watcharaphon Taolai</name>
</author>
<author>
<name>ธริชยา ยี่ภิญโญ</name>
</author>
<author>
<name>Tarichaya Yeepinyo</name>
</author>
<id>http://hdl.handle.net/11228/6413</id>
<updated>2026-03-09T03:06:27Z</updated>
<published>2569-03-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">สถานการณ์และรูปแบบการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยภายใต้การถ่ายโอนภารกิจสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด
ธีรชัย บุญยะลีพรรณ; Teerachai Boonyaleepan; สุธรรม นันทมงคลชัย; Sutham Nanthamongkolchai; กิติมา พัวพัฒนกุล; Kitima Puapattanakul; เปรมฤทัย เกตุเรน; Premruthai Ketrain; ไพลิน วิญญกูล; Pailin Winyagoon; เขมิกา ฉัตรก้องภพ; Khemika Chatkongpob; อลิสา ใหมพรหม; Alyssa Maiphom; เบญจพร กุศลปฏิการ; Benjaporn Kusonpatikarn; วัชราภรณ์ เถาว์แล; Watcharaphon Taolai; ธริชยา ยี่ภิญโญ; Tarichaya Yeepinyo
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์พัฒนาการเด็กปฐมวัย ได้แก่ พฤติกรรมการเลี้ยงดูและการใช้คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (Developmental Surveillance and Promotion Manual ; DSPM) ของผู้เลี้ยงดูหลัก และศึกษาปัจจัยคัดสรร ที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย 2) ศึกษารูปแบบการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ภายใต้การถ่ายโอนเข้าสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสม (Mixed methods) ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้เลี้ยงดูหลักเป็นพ่อหรือแม่หรือบุคคลในครอบครัวที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไปและเด็กปฐมวัย ที่มีอายุตั้งแต่ 9 เดือนถึงอายุ 5 ปี 11 เดือน 29 วัน จำนวน 3,961 คน จาก 12 เขตสุขภาพ และเขตกรุงเทพมหานครของประเทศไทย เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ตามแบบสอบถาม ประกอบด้วย ข้อมูลครอบครัว ข้อมูลเด็ก พฤติกรรมการส่งเสริมพัฒนาการตามคู่มือ DSPM และความพึงพอใจต่อคู่มือ DSPM ที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการเด็กปฐมวัยเบื้องต้น โดยใช้การทดสอบไคสแควร์ (Chi- square) ทดสอบปัจจัยที่มีอิทธิพลกับพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยใช้การวิเคราะห์ถดถอยลอจิสติก (Multiple Logistic Regression) การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย 1) ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หรือปลัด หรือผู้อำนวยการกองสาธารณสุข/นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดหรือหัวหน้าฝ่ายส่งเสริมสุขภาพ (กรณีที่ยังไม่มีการถ่ายโอนของ รพ.สต. ไปยังองค์การปกครองส่วนจังหวัด) 2) สาธารณสุขอำเภอหรือผู้รับผิดชอบงานส่งเสริมสุขภาพ 3) ผู้อำนวยการ รพ.สต. หรือเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบงานพัฒนาการเด็กปฐมวัย 4) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 5) ครูผู้ดูแลเด็กในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย 6) ครอบครัวเด็กปฐมวัย หรือผู้เลี้ยงดูเด็กปฐมวัย จำนวน 53 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยด้านระดับการศึกษาของพ่อแม่ ความเพียงพอของรายได้ครอบครัว สถานภาพความสัมพันธ์ของพ่อแม่ การได้รับนมแม่ในช่วงแรกเกิดถึง 6 เดือน การเข้าสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย การเข้าถึงและพฤติกรรมการใช้คู่มือ DSPM ของผู้เลี้ยงดูหลัก มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย โดยครอบครัวที่มีรายได้ไม่เพียงพอ ไม่ได้รับนมแม่ในช่วง 6 เดือนแรก การไม่ได้รับคู่มือ DSPM และไม่ได้นำคู่มือ DSPM มาใช้หรือใช้นานๆ ครั้ง เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการสงสัยล่าช้าของเด็กปฐมวัย ขณะที่การส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยของ รพ.สต. ภายใต้การถ่ายโอนเข้าสู่ อปท. ยังขาดการกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ปัญหาหลัก ได้แก่ บุคลากรไม่เพียงพอ งบประมาณไม่ชัดเจน ระบบข้อมูลที่ไม่เชื่อมโยง และการให้ความสำคัญในกลุ่มเด็กปฐมวัยน้อยกว่ากลุ่มวัยอื่นๆ ข้อเสนอแนะ คือ การให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนากลุ่มเด็กปฐมวัย มุ่งเน้นการทำงานเชิงบูรณาการในระดับนโยบายและในระดับพื้นที่ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กปฐมวัยและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
</summary>
<dc:date>2569-03-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การขับเคลื่อนการนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์: การขยายผลแนวทางการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิภายใต้สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/6411" rel="alternate"/>
<author>
<name>ธัชเฉลิม สุทธิพงษ์ประชา</name>
</author>
<author>
<name>Tatchalerm Sudhipongpracha</name>
</author>
<author>
<name>อัชกรณ์ วงศ์ปรีดี</name>
</author>
<author>
<name>Achakorn Wongpreedee</name>
</author>
<author>
<name>สุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ</name>
</author>
<author>
<name>Suwat Wiriyapongsukit</name>
</author>
<author>
<name>นันทกา เทพาอมรเดช</name>
</author>
<author>
<name>Nantaka Tepaamondej</name>
</author>
<author>
<name>โสรยา วงศ์วิไล</name>
</author>
<author>
<name>Soraya Wongwilai</name>
</author>
<author>
<name>นิทิกร สอนชา</name>
</author>
<author>
<name>Nithikorn Sorncha</name>
</author>
<author>
<name>ภุชงค์ วงศ์หิรัญรัชต์</name>
</author>
<author>
<name>Phuchong Wonghiranrat</name>
</author>
<author>
<name>ไพฑูรย์ อ่อนเกตุ</name>
</author>
<author>
<name>Paitoon Ongate</name>
</author>
<author>
<name>วิทิตา แจ้งเอี่ยม</name>
</author>
<author>
<name>Withita Jangiam</name>
</author>
<author>
<name>นารท เจนประวิทย์</name>
</author>
<author>
<name>Nart Jenprawit</name>
</author>
<author>
<name>พูลพฤกษ์ โสภารัตน์</name>
</author>
<author>
<name>Poolpruek Soparat</name>
</author>
<author>
<name>ภัทรนนท์ บุณยอุดมศาสตร์</name>
</author>
<author>
<name>Pattaranon Boonyaudomsart</name>
</author>
<author>
<name>ลาลิน ประสงค์ศิลป์</name>
</author>
<author>
<name>Lalin Prasongsilp</name>
</author>
<author>
<name>ดวงพร ยอดจันทร์</name>
</author>
<author>
<name>Duangporn Yodjan</name>
</author>
<author>
<name>ศศิรินทร์ พันธุ์กิติยะ</name>
</author>
<author>
<name>Sasirintra Phankitiya</name>
</author>
<author>
<name>เสาวณีย์ อุ่ยตระกูล</name>
</author>
<author>
<name>Saowanee Uitrakul</name>
</author>
<author>
<name>สมบัติ ชูเถื่อน</name>
</author>
<author>
<name>Sombat Chutuean</name>
</author>
<author>
<name>ภัชร์จิรัสม์ ธัชเมฆรัตน์</name>
</author>
<author>
<name>Pachjirat Thachmakerat</name>
</author>
<author>
<name>สมเกียรติ ชูศรีทอง</name>
</author>
<author>
<name>Somkiat Choosrithong</name>
</author>
<author>
<name>ปัญจะ ยาแก้ว</name>
</author>
<author>
<name>Panja Yakaew</name>
</author>
<author>
<name>ซัมซูดิน รอเซะ</name>
</author>
<author>
<name>Samsudin Roseh</name>
</author>
<author>
<name>วิโรจน์ ย่องเหล่ายูง</name>
</author>
<author>
<name>Wirot Yonglaoyoong</name>
</author>
<author>
<name>สุริยะ ศิริวัฒน์</name>
</author>
<author>
<name>Suriya Siriwat</name>
</author>
<author>
<name>ราชรุจิ จินดาสวัสดิ์</name>
</author>
<author>
<name>Ratruji Jindasawat</name>
</author>
<author>
<name>ยุทธชัย แสวงสุทธิ์</name>
</author>
<author>
<name>Yuthachay Sawangsuthi</name>
</author>
<author>
<name>รอศักดิ์ อาดํา</name>
</author>
<author>
<name>Rosak A-dam</name>
</author>
<author>
<name>ฐิตารีย์ เชื้อพราหมณ์</name>
</author>
<author>
<name>Titaree Chuephram</name>
</author>
<author>
<name>บัณฑิต ตั้งเจริญดี</name>
</author>
<author>
<name>Bundit Tungcharoendee</name>
</author>
<author>
<name>สมหมาย ไกรสมเด็จ</name>
</author>
<author>
<name>Sommai Kraisomdet</name>
</author>
<author>
<name>อโนทัย ถวัลย์เสรีวัฒนา</name>
</author>
<author>
<name>Anothai Tawansareewattana</name>
</author>
<author>
<name>เพ็ญทิวา สารบุตร</name>
</author>
<author>
<name>Pentiva Saraboot</name>
</author>
<id>http://hdl.handle.net/11228/6411</id>
<updated>2026-03-04T07:03:34Z</updated>
<published>2569-03-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การขับเคลื่อนการนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์: การขยายผลแนวทางการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิภายใต้สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ธัชเฉลิม สุทธิพงษ์ประชา; Tatchalerm Sudhipongpracha; อัชกรณ์ วงศ์ปรีดี; Achakorn Wongpreedee; สุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ; Suwat Wiriyapongsukit; นันทกา เทพาอมรเดช; Nantaka Tepaamondej; โสรยา วงศ์วิไล; Soraya Wongwilai; นิทิกร สอนชา; Nithikorn Sorncha; ภุชงค์ วงศ์หิรัญรัชต์; Phuchong Wonghiranrat; ไพฑูรย์ อ่อนเกตุ; Paitoon Ongate; วิทิตา แจ้งเอี่ยม; Withita Jangiam; นารท เจนประวิทย์; Nart Jenprawit; พูลพฤกษ์ โสภารัตน์; Poolpruek Soparat; ภัทรนนท์ บุณยอุดมศาสตร์; Pattaranon Boonyaudomsart; ลาลิน ประสงค์ศิลป์; Lalin Prasongsilp; ดวงพร ยอดจันทร์; Duangporn Yodjan; ศศิรินทร์ พันธุ์กิติยะ; Sasirintra Phankitiya; เสาวณีย์ อุ่ยตระกูล; Saowanee Uitrakul; สมบัติ ชูเถื่อน; Sombat Chutuean; ภัชร์จิรัสม์ ธัชเมฆรัตน์; Pachjirat Thachmakerat; สมเกียรติ ชูศรีทอง; Somkiat Choosrithong; ปัญจะ ยาแก้ว; Panja Yakaew; ซัมซูดิน รอเซะ; Samsudin Roseh; วิโรจน์ ย่องเหล่ายูง; Wirot Yonglaoyoong; สุริยะ ศิริวัฒน์; Suriya Siriwat; ราชรุจิ จินดาสวัสดิ์; Ratruji Jindasawat; ยุทธชัย แสวงสุทธิ์; Yuthachay Sawangsuthi; รอศักดิ์ อาดํา; Rosak A-dam; ฐิตารีย์ เชื้อพราหมณ์; Titaree Chuephram; บัณฑิต ตั้งเจริญดี; Bundit Tungcharoendee; สมหมาย ไกรสมเด็จ; Sommai Kraisomdet; อโนทัย ถวัลย์เสรีวัฒนา; Anothai Tawansareewattana; เพ็ญทิวา สารบุตร; Pentiva Saraboot
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และถอดบทเรียนการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) โดยมุ่งศึกษาว่าแนวคิดการสร้างและบริหารจัดการเครือข่าย (Network Building and Management) และการแพร่กระจายนวัตกรรม (Diffusion of Innovation) สามารถสนับสนุนการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิตามหลักเวชศาสตร์ครอบครัวในบริบทการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิผลและยั่งยืนเพียงใด งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ควบคู่กับการประเมินเชิงพัฒนา (Developmental Evaluation) ครอบคลุมพื้นที่ศึกษา 10 จังหวัด ได้แก่ มุกดาหาร นราธิวาส ปทุมธานี ชลบุรี สงขลา พิจิตร ขอนแก่น ยะลา สมุทรสาคร และศรีสะเกษ โดยอาศัยกลไก “นักวิจัยพี่เลี้ยง” ทำหน้าที่สนับสนุนองค์ความรู้ นวัตกรรม และแนวปฏิบัติที่ดี และ “นักวิจัยในพื้นที่” ที่ร่วมสร้างกระบวนการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริงบนฐานงานวิจัย การศึกษานี้ใช้การวิจัยแบบกึ่งการทดลอง (Quasi-experimental Research) โดยออกแบบการวิจัยเป็นการเปรียบเทียบหลายกลุ่มก่อน–หลังการแทรกแซง (Multiple-group Pre-test–Post-test Design) เพื่อประเมินผลการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิภายหลังการถ่ายโอน รพ.สต. ให้แก่ อบจ. ในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ มุกดาหาร นราธิวาส ปทุมธานี ชลบุรี สงขลา พิจิตร ขอนแก่น ยะลา สมุทรสาคร และศรีสะเกษ การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ข้อมูลเชิงปริมาณได้จากระบบ Health Data Center (HDC) ก่อนและหลังการแทรกแซง ครอบคลุมตัวชี้วัดสุขภาพประชากร 21 ตัวชี้วัด ข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มตัวอย่าง 40 คน และการประชุมเชิงปฏิบัติการกับกลุ่มตัวอย่าง 895 คน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนาและการเปรียบเทียบก่อน–หลัง ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การถ่ายโอน รพ.สต. ให้แก่ อบจ. ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างการบริหาร แต่เป็นการเปิดพื้นที่การเรียนรู้และพื้นที่การเติบโตของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ ส่งผลให้เกิดการออกแบบระบบสุขภาพปฐมภูมิที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่นมากขึ้น โครงการเรือธงของ อบจ. ในพื้นที่ศึกษา มีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับการเข้าถึงคุณภาพ และความต่อเนื่องของบริการสุขภาพปฐมภูมิ โดยตัวอย่างโครงการสำคัญ ได้แก่ การพัฒนากระดานข้อมูลสุขภาพประชากรเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย การบูรณาการเครือข่ายการดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การพัฒนาระบบการดูแลต่อเนื่องและการดูแลแบบประคับประคอง และความพยายามในการขยายเครือข่ายทันตสาธารณสุขในระดับพื้นที่ในด้านประสิทธิผล ผลการวิจัยพบว่าการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิเชิงบูรณาการภายใต้ อบจ. ส่งผลให้ผลผลิตด้านบริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ โดยเฉพาะการคัดกรองและติดตามผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง รวมถึงความครอบคลุมการได้รับวัคซีนในเด็ก ในขณะที่ผลลัพธ์ด้านสุขภาพประชากรมีแนวโน้มดีขึ้นในบางตัวชี้วัด แม้ยังไม่ปรากฏนัยสําคัญทางสถิติในภาพรวม ด้านประสิทธิภาพ พบแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพการผลิตรวมและผลได้ต่อขนาด โดยปัจจัยสำคัญมาจากการยอมรับและประยุกต์ใช้งานวิจัย นวัตกรรม และข้อมูลเชิงประจักษ์ มากกว่าการเพิ่มทรัพยากรนําเข้าเพียงอย่างเดียว การวิเคราะห์ภายใต้กรอบ Six Building Blocks of a Health System ขององค์การอนามัยโลก สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในทุกมิติ โดยเฉพาะบทบาทใหม่ของโรงพยาบาลแม่ข่ายในฐานะศูนย์สนับสนุนทางวิชาการ และความสำคัญของภาวะผู้นําเชิงเครือข่ายแบบกระจายตัว ผลการศึกษาสรุปว่าการถ่ายโอน รพ.สต. เป็นโอกาสสำคัญในการปฏิรูประบบสุขภาพปฐมภูมิ หากทุกภาคส่วนสามารถร่วมสร้างระบบนิเวศสุขภาพเชิงพื้นที่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล หลักฐานเชิงประจักษ์และกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
</summary>
<dc:date>2569-03-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การวิเคราะห์สถานการณ์การมีส่วนร่วมของสังคมในระบบสุขภาพไทย</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/6409" rel="alternate"/>
<author>
<name>ศิญาณี หิรัญสาลี</name>
</author>
<author>
<name>Siyanee Hirunsalee</name>
</author>
<id>http://hdl.handle.net/11228/6409</id>
<updated>2026-02-25T02:52:14Z</updated>
<published>2569-02-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การวิเคราะห์สถานการณ์การมีส่วนร่วมของสังคมในระบบสุขภาพไทย
ศิญาณี หิรัญสาลี; Siyanee Hirunsalee
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ ประเมินศักยภาพ และระบุช่องว่างการดำเนินงานด้านการมีส่วนร่วมของสังคม (Social Participation) ในระบบสุขภาพของประเทศไทย โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดของ องค์การอนามัยโลก (WHO) มติสมัชชาอนามัยโลก (WHA 77.2) ผ่านการวิเคราะห์กลไกการทำงานของ 5 องค์กรหลัก ได้แก่ (1) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) (2) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) (3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) (4) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) และ (5) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ผลการศึกษาพบว่า ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในเชิงโครงสร้างและกฎหมายที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะการมีพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติและพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติรองรับ อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์คุณภาพการมีส่วนร่วมผ่านกรอบบันไดการมีส่วนร่วมของ Arnstein (Arnstein’s Ladder) พบว่าการดำเนินงานส่วนใหญ่ยังคงหยุดอยู่ที่การปรึกษาหารือ (Consultation) โดยประชาชนมีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็นแต่อาจยังไม่มีการนำไปปฏิบัติอย่างเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งอยู่ในระดับพิธีกรรม (Tokenism) มากกว่าการเป็นหุ้นส่วนเชิงอำนาจ (Partnership) ที่อยู่ในระดับการมีส่วนร่วมที่แท้จริง (Citizen Power) ปัญหาสำคัญที่พบคือความไม่ชัดเจนของนิยามศัพท์ โดยเอกสารที่พบมีการใช้คำว่า Participation และ Engagement ควบคู่กันแทนคำว่าการมีส่วนร่วมในภาษาไทย แต่ในภาษาต่างประเทศนั้น คำว่า Engagement มีนัยยะที่ลึกซึ้งมากกว่า Participation ซึ่งในเอกสารนั้นไม่ได้มีการระบุนิยามเชิงปฏิบัติการอย่างชัดเจน ว่าประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้ในระดับใด ดังที่ผู้วิจัยได้มีการวิเคราะห์ในบทที่ 4.2 นำไปสู่การก่อให้เกิดช่องว่างความคาดหวังระหว่างภาครัฐและประชาชน นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการขาดกลไกวงจรป้อนกลับ ทำให้ข้อเสนอของประชาชนสูญหายไปในกระบวนการ โดยไม่มีการแสดงผลป้อนกลับข้อเสนอดังกล่าว อีกทั้งปัญหาการผูกขาดโดยแกนนำภาคประชาชนที่มีความพร้อมสูง ที่ทำให้กลุ่มเปราะบางหรือผู้มีประสบการณ์ตรงเข้าไม่ถึงพื้นที่การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง การศึกษานี้จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 4 ประการ ได้แก่ 1) การกำหนดนิยามและระดับการมีส่วนร่วมให้ชัดเจน ตามมาตรฐานสากลเพื่อลดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสาร 2) การพัฒนากลไกการตัดสินใจร่วมเพื่อถ่ายโอนอำนาจการกำหนดนโยบายและงบประมาณสู่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม 3) การสร้างระบบวงจรป้อนกลับ ผ่านฐานข้อมูลที่โปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และ 4) การลงทุนเพื่อความเสมอภาค โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้ที่เป็นเจ้าของปัญหาตัวจริงให้มีอำนาจต่อรองทัดเทียมกับภาครัฐ เพื่อให้การมีส่วนร่วมนำไปสู่ความเป็นธรรมทางสุขภาพได้อย่างยั่งยืน
</summary>
<dc:date>2569-02-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>ร้านยากับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/6405" rel="alternate"/>
<author>
<name>วิชัย โชควิวัฒน</name>
</author>
<author>
<name>Vichai Chokevivat</name>
</author>
<author>
<name>เพ็ญทิพา แก้วเกตุทอง</name>
</author>
<author>
<name>Pentipa Kaewketthong</name>
</author>
<author>
<name>ศรีเพ็ญ ตันติเวสส</name>
</author>
<author>
<name>Sripen Tantivess</name>
</author>
<author>
<name>สมฤทัย สุพรรณกูล</name>
</author>
<author>
<name>Somruethai Supungul</name>
</author>
<author>
<name>สรชัย จำเนียรดำรงการ</name>
</author>
<author>
<name>Sorachai Jamniandamrongkarn</name>
</author>
<author>
<name>คณิตศักดิ์ จันทราพิพัฒน์</name>
</author>
<author>
<name>Kanitsak Chantrapipat</name>
</author>
<id>http://hdl.handle.net/11228/6405</id>
<updated>2026-02-20T09:03:38Z</updated>
<published>2569-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">ร้านยากับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
วิชัย โชควิวัฒน; Vichai Chokevivat; เพ็ญทิพา แก้วเกตุทอง; Pentipa Kaewketthong; ศรีเพ็ญ ตันติเวสส; Sripen Tantivess; สมฤทัย สุพรรณกูล; Somruethai Supungul; สรชัย จำเนียรดำรงการ; Sorachai Jamniandamrongkarn; คณิตศักดิ์ จันทราพิพัฒน์; Kanitsak Chantrapipat
ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของประเทศไทยมีความละม้ายคล้ายคลึงกับระบบของอังกฤษใน 3 ประการ ประการแรก คือ ใช้เงินจากเงินภาษีทั้งหมด ประการที่สอง กำหนดอัตราร่วมจ่ายคล้ายคลึงกัน โดยอังกฤษเริ่มต้นให้บริการฟรีทั้งหมด จน 4 ปีต่อมา วินสตัน เชอร์ชิล ได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นรัฐบาล จึงเริ่มให้ประชาชนจ่ายค่าธรรมเนียม 5 เพนนี (0.05 ปอนด์) เมื่อไปรับยาในปี พ.ศ. 2495 และต่อมามีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย หลักเกณฑ์และอัตราการเรียกเก็บอีกหลายครั้งด้วยเหตุผลต่างๆ หลากหลาย ขณะที่ของไทยเก็บค่าธรรมเนียมครั้งละ 30 บาทเมื่อไปรับบริการ ประการที่สาม อังกฤษเริ่มระบบโดยซื้อโรงพยาบาลเป็นของรัฐทั้งหมด ให้ประชาชนไปเริ่มรับบริการกับแพทย์เวชปฏิบัติ (General Practitioner: GP) ซึ่งยังเป็นของเอกชน ขณะที่ของไทยให้ประชาชนขึ้นทะเบียนกับหน่วยบริการปฐมภูมิซึ่งส่วนใหญ่เป็นของรัฐ มีโรงพยาบาลเอกชนเข้าร่วมเป็นส่วนน้อย ความแตกต่างสำคัญระหว่างระบบของอังกฤษกับไทยมีหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องของ ร้านยา ระบบของร้านยาในอังกฤษแยกจากบริการของแพทย์เวชปฏิบัติ โดยแพทย์มีหน้าที่สั่งจ่ายยาลงในใบสั่ง (Prescription) ให้คนไข้ไปรับยาจากร้านยา ซึ่งมีเภสัชกรเป็นผู้จัดยาให้คนไข้ ขณะที่สถานบริการปฐมภูมิของไทย ทั้งที่เป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน และสถานีอนามัย ซึ่งปัจจุบันยกฐานะเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จะมีห้องยา หรือแผนกเภสัชกรรมอยู่ในสถานพยาบาลของตนเอง มีความพยายามจะให้ร้านยาเข้ามาอยู่ร่วมในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง และค่อนข้างยาวนาน ทั้งจากฟากของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และ สภาเภสัชกรรม ทั้งโดยการทำโครงการนำร่องและการผลักดันทางนโยบาย จนสำเร็จเมื่อปลายปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 และเริ่มต้นเมื่อต้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 คือวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ต่อมาเมื่อมีการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ก็ยังมีโครงการให้ร้านยาเข้ามาให้บริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติโดยเริ่มจากให้การรักษาอาการได้ 16 อาการเจ็บป่วยเล็กน้อย (Minor Illnesses) และเพิ่มเป็น 32 อาการในเวลาต่อมา รวมทั้งให้ร้านยาเข้ามาให้บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ที่มีอัตราการเข้าถึงบริการค่อนข้างต่ำมากด้วย หนังสือเล่มนี้เป็นความพยายามที่จะสรุปบทเรียนการดำเนินการทั้ง 3 โครงการดังกล่าว โดยปูพื้นตั้งแต่เรื่องความเป็นมาของระบบหลักประกันสุขภาพ ระบบบัตรทอง ร้านยา และร้านยากับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จากนั้นเป็นผลการดำเนินงานของทั้ง 3 โครงการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ปิดท้ายด้วยเสียงสะท้อนจากร้านยาที่เข้าร่วมโครงการ และบทสรุป ทั้งนี้ หนังสือเล่มนี้มุ่งหมายให้ผู้เกี่ยวข้อง ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ ตลอดจนประชาชนทั่วไปได้มองเห็นภาพรวมเพื่อให้มีข้อมูลที่ช่วยให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบและการดำเนินงานโดยหวังว่า จะทำให้เกิดธรรมาภิบาล (Good Governance) ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ส่งผลต่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง
</summary>
<dc:date>2569-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
</feed>
