<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<title>Recommended Items</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/5459" rel="alternate"/>
<subtitle>งานวิจัยแนะนำ</subtitle>
<id>http://hdl.handle.net/11228/5459</id>
<updated>2026-06-26T20:34:59Z</updated>
<dc:date>2026-06-26T20:34:59Z</dc:date>
<entry>
<title>การจัดทำข้อมูลเชิงวิชาการและงานวิจัยเพื่อสนับสนุนการประชุมวิชาการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปี 2568: การเงิน การคลังสุขภาพที่ยั่งยืน เพียงพอ เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/6431" rel="alternate"/>
<author>
<name>วรณัน วิทยาพิภพสกุล</name>
</author>
<author>
<name>Woranan Witthayapipopsakul</name>
</author>
<author>
<name>ระพีพงศ์ สุพรรณไชยมาตย์</name>
</author>
<author>
<name>Rapeepong Suphanchaimat</name>
</author>
<author>
<name>วริศา พานิชเกรียงไกร</name>
</author>
<author>
<name>Warisa Panichkriangkrai</name>
</author>
<author>
<name>ชาฮีดา วิริยาทร</name>
</author>
<author>
<name>Shaheda Viriyathorn</name>
</author>
<author>
<name>จิณณพัต สุวรรณเกตกะ</name>
</author>
<author>
<name>Jinnapat Suvannakatka</name>
</author>
<author>
<name>ฉัตรพศ หลายรุ่งเรือง</name>
</author>
<author>
<name>Chatpot Lairungruang</name>
</author>
<author>
<name>ณัชชา กองคำ</name>
</author>
<author>
<name>Natcha Kongkam</name>
</author>
<author>
<name>วริษฐา หวังศิรบรรจง</name>
</author>
<author>
<name>Waritta Wangsirabanchong</name>
</author>
<author>
<name>วิรากร บุญยะมาลิก</name>
</author>
<author>
<name>Wirakorn Boonyamalik</name>
</author>
<id>http://hdl.handle.net/11228/6431</id>
<updated>2026-04-21T07:01:09Z</updated>
<published>2569-04-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การจัดทำข้อมูลเชิงวิชาการและงานวิจัยเพื่อสนับสนุนการประชุมวิชาการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปี 2568: การเงิน การคลังสุขภาพที่ยั่งยืน เพียงพอ เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ
วรณัน วิทยาพิภพสกุล; Woranan Witthayapipopsakul; ระพีพงศ์ สุพรรณไชยมาตย์; Rapeepong Suphanchaimat; วริศา พานิชเกรียงไกร; Warisa Panichkriangkrai; ชาฮีดา วิริยาทร; Shaheda Viriyathorn; จิณณพัต สุวรรณเกตกะ; Jinnapat Suvannakatka; ฉัตรพศ หลายรุ่งเรือง; Chatpot Lairungruang; ณัชชา กองคำ; Natcha Kongkam; วริษฐา หวังศิรบรรจง; Waritta Wangsirabanchong; วิรากร บุญยะมาลิก; Wirakorn Boonyamalik
โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตและรวบรวมองค์ความรู้ด้านการเงินการคลังสุขภาพของประเทศไทยที่สอดคล้องกับกรอบการประชุมวิชาการระดับชาติด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พ.ศ. 2568 และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายให้รองรับความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว โครงการดำเนินการโดยทบทวนสถานการณ์การเงินการคลังสุขภาพตามกรอบตัวชี้วัด SAFE Financing และจัดทำงานวิจัย 4 ด้าน ผลการประเมินตามกรอบ SAFE ชี้ว่าไทยมีผลการดำเนินงานค่อนข้างดีด้านความยั่งยืน โดยรายจ่ายสุขภาพต่อ GDP อยู่ในระดับบริหารจัดการได้ (ยกเว้นช่วงโควิด-19) ขณะที่ด้านความเพียงพอรายจ่ายสุขภาพของรัฐยังต่ำกว่าเกณฑ์เป้าหมายในภาวะปกติ และรายจ่ายนอกภาครัฐยังอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 22.2–28.8) สะท้อนบทบาทการร่วมจ่ายของครัวเรือนแต่สัดส่วนการร่วมจ่าย ณ จุดบริการและอุบัติการณ์ครัวเรือนที่ประสบความยากลำบากทางการเงินจากค่ารักษาพยาบาลมีแนวโน้มลดลง ด้านความเป็นธรรมยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจากเพดานเงินสมทบประกันสังคมและความแตกต่างรายจ่ายต่อหัวระหว่างสามกองทุนหลัก ส่วนด้านประสิทธิภาพยังมีพื้นที่ให้พัฒนาเพิ่มเติม เช่น การลดบริการที่มีคุณค่าต่ำ การควบคุมราคา และการลดการสูญเสียจากทุจริต/ความซ้ำซ้อน การประมาณการปี พ.ศ. 2566–2576 คาดว่าค่าใช้จ่ายรวมของสามกองทุนหลักจะเพิ่มเฉลี่ยร้อยละ 6 ต่อปี และเติบโตเร็วกว่าการเติบโตของ GDP สะท้อนความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างในระยะกลาง–ยาว ขณะที่ innovative health financing มีบทบาทเป็นเครื่องมือเสริมมากกว่าแหล่งรายได้หลัก ด้านความเพียงพอพบการร่วมจ่ายทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน และกรณีศึกษา IMC/LTC พบการเข้าถึงบริการต่ำและช่องว่างงบประมาณ โดยเฉพาะ LTC ที่ต้นทุนจริงสูงกว่าอัตราเบิกจ่าย ทั้งนี้ แม้ระบบยังไม่ครอบคลุมถึงระดับ “ไม่ต้องร่วมจ่าย” ในทุกบริบท แต่ยังไม่พบสัญญาณผลกระทบต่อความยากลำบากทางการเงิน มิติความเป็นธรรมพบความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่และสิทธิ โดยดัชนี Kakwani ชี้ความก้าวหน้าด้านความเป็นธรรมทางการเงินลดลง และการจัดสรรทรัพยากรปฐมภูมิยังไม่สอดคล้องภาระงานจริง งานกรณีศึกษา LVC พบความแตกต่างการใช้ CT/MRI ในระยะท้ายชีวิตระหว่างสิทธิ ค่าใช้จ่ายพุ่งใน 3 เดือนสุดท้ายก่อนเสียชีวิต โดยการได้รับ palliative care สัมพันธ์กับค่าใช้จ่ายที่ลดลง ข้อเสนอเชิงนโยบายโดยสรุป ได้แก่ การเพิ่มพื้นที่ทางการคลังผ่านการขยายฐานภาษีและการจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพ การใช้ภาษีสินค้าที่เป็นอันตรายเพื่อสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ การเสริมความเข้มแข็งของบริการปฐมภูมิและระบบดูแลต่อเนื่อง (IMC/LTC/palliative care) การกำหนดนโยบาย “ไม่ร่วมจ่าย” สำหรับบริการสุขภาพที่จำเป็นและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม การจัดทำแผนที่นำทางเพื่อเพิ่มความกลมกลืนระหว่างสามสิทธิเพื่อความเป็นธรรมเชิงโครงสร้างในระยะยาว และการส่งเสริมการใช้บริการสุขภาพตามความจำเป็น ลดบริการสุขภาพที่มีคุณค่าต่ำ และลดความสูญเปล่าของการใช้ทรัพยากรในระบบสุขภาพ
</summary>
<dc:date>2569-04-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์: รูปแบบการป้องกันและดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โดยอาสาสมัครสาธารณสุขร่วมกับบุคลากรทางสาธารณสุขในบริบทหน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัดขอนแก่น</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/6429" rel="alternate"/>
<author>
<name>ศิริรัตน์ อนุตระกูลชัย</name>
</author>
<author>
<name>Sirirat Anutrakulchai</name>
</author>
<author>
<name>อุบล ชาอ่อน</name>
</author>
<author>
<name>Ubon Cha’on</name>
</author>
<author>
<name>ธนชัย พนาพุฒิ</name>
</author>
<author>
<name>Thanachai Panaput</name>
</author>
<author>
<name>สุณี เลิศสินอุดม</name>
</author>
<author>
<name>Sunee Lertsinudom</name>
</author>
<author>
<name>อัมพรพรรณ ธีรานุตร</name>
</author>
<author>
<name>Ampornpan Theeranut</name>
</author>
<author>
<name>นงลักษณ์ เมธากาญจนศักดิ์</name>
</author>
<author>
<name>Nonglak Methakanjanasak</name>
</author>
<author>
<name>ณิชานันทน์ ปัญญาเอก</name>
</author>
<author>
<name>Nichanun Panyaek</name>
</author>
<author>
<name>เพียงทิฆัมพร นิลเพชร์</name>
</author>
<author>
<name>Peangtikumporn Nilpetch</name>
</author>
<author>
<name>วรุณยุพา พรพลทอง</name>
</author>
<author>
<name>Warunyupha Pornpoltthong</name>
</author>
<author>
<name>อดุลย์ บำรุง</name>
</author>
<author>
<name>Adulaya Bamrung</name>
</author>
<author>
<name>ประวีร์ คำศรีสุข</name>
</author>
<author>
<name>Prawee Khamsrisuk</name>
</author>
<author>
<name>ปวิช พากฏิพัทธ์</name>
</author>
<author>
<name>Pawich Paktipat</name>
</author>
<author>
<name>ณัฐพล หมื่นสีพรม</name>
</author>
<author>
<name>Nataphon Meansriprom</name>
</author>
<author>
<name>วิโรจน์ เลิศพงศ์พิพัฒน์</name>
</author>
<author>
<name>Viroj Lerdpongpipat</name>
</author>
<author>
<name>จูณี คงทรัพย์</name>
</author>
<author>
<name>Junee Kongsap</name>
</author>
<author>
<name>กรรณิการ์ ตฤณวุฒิพงษ์</name>
</author>
<author>
<name>Kannika Trinnawoottipong</name>
</author>
<author>
<name>สิริลักขณา พระวงศ์</name>
</author>
<author>
<name>Sirilakkhana Phrawong</name>
</author>
<author>
<name>ยุภาพร ดีแป้น</name>
</author>
<author>
<name>Yupaporn Deepaen</name>
</author>
<author>
<name>ชนิดา ปโชติการ</name>
</author>
<author>
<name>Chanida Pachotikarn</name>
</author>
<id>http://hdl.handle.net/11228/6429</id>
<updated>2026-04-10T07:39:06Z</updated>
<published>2569-04-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์: รูปแบบการป้องกันและดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โดยอาสาสมัครสาธารณสุขร่วมกับบุคลากรทางสาธารณสุขในบริบทหน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัดขอนแก่น
ศิริรัตน์ อนุตระกูลชัย; Sirirat Anutrakulchai; อุบล ชาอ่อน; Ubon Cha’on; ธนชัย พนาพุฒิ; Thanachai Panaput; สุณี เลิศสินอุดม; Sunee Lertsinudom; อัมพรพรรณ ธีรานุตร; Ampornpan Theeranut; นงลักษณ์ เมธากาญจนศักดิ์; Nonglak Methakanjanasak; ณิชานันทน์ ปัญญาเอก; Nichanun Panyaek; เพียงทิฆัมพร นิลเพชร์; Peangtikumporn Nilpetch; วรุณยุพา พรพลทอง; Warunyupha Pornpoltthong; อดุลย์ บำรุง; Adulaya Bamrung; ประวีร์ คำศรีสุข; Prawee Khamsrisuk; ปวิช พากฏิพัทธ์; Pawich Paktipat; ณัฐพล หมื่นสีพรม; Nataphon Meansriprom; วิโรจน์ เลิศพงศ์พิพัฒน์; Viroj Lerdpongpipat; จูณี คงทรัพย์; Junee Kongsap; กรรณิการ์ ตฤณวุฒิพงษ์; Kannika Trinnawoottipong; สิริลักขณา พระวงศ์; Sirilakkhana Phrawong; ยุภาพร ดีแป้น; Yupaporn Deepaen; ชนิดา ปโชติการ; Chanida Pachotikarn
โรคไตเรื้อรังเป็นปัญหาสาธารณสุขทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ รายงานสถานการณ์โรคไตเรื้อรังในจังหวัดขอนแก่นพบว่า จำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังสะสม 5 ปีย้อนหลัง เพิ่มขึ้นทุกปี และพบผู้ป่วยรายใหม่จำนวน 3,500-4,000 รายต่อปี ซึ่งบ่งบอกถึงการมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเพิ่มมากขึ้นตามสภาพสิ่งแวดล้อม สังคมสูงอายุ และสาเหตุหลักคือโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นโดยได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เพื่อสร้างความร่วมมือเครือข่ายของสถาบันภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหา ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ ซึ่งรับทราบความจำเป็นและเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยเป็นรูปแบบผสมผสานที่เครือข่ายได้เคยมีการดำเนินงานและศึกษาประสิทธิผลแล้วว่าสามารถลดความรุนแรงและการดำเนินโรคได้ มาขยายผลในพื้นที่ 24 อำเภอ ของจังหวัดขอนแก่น ขั้นตอนการทำงานคือ สร้างความร่วมมือเครือข่าย สร้างทีมสหสาขาวิชาชีพแม่แบบ ซึ่งประกอบด้วย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไตเรื้อรัง เภสัชกร พยาบาล โภชนากร นักกายภาพบำบัด เพื่อเป็นจุดศูนย์กลางถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างทีมสหสาขาวิชาชีพประจำโซนสุขภาพ จำนวน 5 โซน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ภายในโซนรับผิดชอบ เพื่อให้ครอบคลุม รพ.สต. 220 แห่งในเขตพื้นที่ 24 อำเภอ จังหวัดขอนแก่น หลังอบรมเจ้าหน้าที่แต่ละ รพ.สต. มีหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 30 คน และ อสม.แต่ละรายดูแลและเยี่ยมบ้านผู้ป่วยจำนวน 3-5 ราย เป็นเวลา 6 เดือน ทั้งนี้จัดให้มีเครื่องมือเสริมแก่ อสม.ในการเยี่ยมบ้าน ได้แก่ คู่มือ อสม. และแบบบันทึกการเยี่ยมบ้าน รวมทั้งเครื่องมือเสริมแก่ รพ.สต. ในการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ได้แก่ แผ่นพลิก เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องชั่งน้ำหนัก สายวัดรอบเอว เครื่องวัดความเค็มในอาหาร และแถบตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิในการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ผลการประเมินเมื่อสิ้นสุดโครงการพบว่าเจ้าหน้าที่ รพ.สต. มีความมั่นใจเพิ่มขึ้น (ร้อยละ 84.4) ในการให้คำแนะนำและดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และเห็นว่าเครื่องมือเสริม (แผ่นพลิก และคู่มือ อสม.) เพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วย ซึ่งสอดคล้องกับผลประเมินของ อสม. พบว่าส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อการอบรมให้ความรู้ในการให้คำแนะนำและดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (ร้อยละ 86.9) พึงพอใจต่อภาพรวมของการใช้สื่อการสอน (คู่มือ อสม.) (ร้อยละ 84.8) และแบบบันทึกการเยี่ยมบ้านในการดูแลผู้ป่วย (ร้อยละ 83.6) อีกทั้งมีความประสงค์จะใช้คู่มือและแบบบันทึกการเยี่ยมบ้านในการดูแลผู้ป่วยต่อไป ที่สำคัญคือ อสม. ร้อยละ 72.5 มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นถึงเพิ่มขึ้นมาก ในการให้คำแนะนำและดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ผลการประเมินความรู้เกี่ยวกับการดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเปรียบเทียบก่อนและหลังการอบรมของแพทย์ ทีมสหสาขาวิชาชีพ เจ้าหน้าที่ รพ.สต. และ อสม.พบว่าคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลลัพธ์ทางคลินิกในภาพรวมของจังหวัดขอนแก่นพบว่าผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ได้แก่ การตรวจติดตามยืนยันวินิจฉัยกลุ่มสงสัยป่วยโรคเบาหวานและกลุ่มสงสัยป่วยโรคความดันโลหิตสูง, ร้อยละของผู้ป่วยเบาหวานที่มีความดันโลหิตควบคุมได้ตามเกณฑ์, และร้อยละของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตได้ดี ส่วนผลลัพธ์ทางสุขภาพของอาสาสมัครผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลโดย อสม. ที่เข้าร่วมโครงการ จากการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นของอาสาสมัครจำนวน 9,000-10,000 ราย พบว่าระดับความดันโลหิตสูง น้ำหนักตัวและรอบเอวลดลง และพฤติกรรมที่เป็นผลเสียต่อสุขภาพดีขึ้นหลังจบการวิจัยอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ได้มีการติดตั้งระบบฐานข้อมูลสุขภาพ KCPHAI (KKU-CKD Privacy Health Artificial Intelligence) ที่ รพ.สต. 2 แห่ง และติดตั้งระบบสุขภาพระยะไกล Telehealth Thailand และทดสอบการใช้ กับ รพ.สต. อีก 6 แห่ง ซึ่งเมื่อมีการปรับปรุงและพัฒนาให้เป็นที่พอใจและสะดวกต่อการใช้งานของกลุ่มโรงพยาบาลนำร่องนี้แล้ว จะมีการประชาสัมพันธ์ให้โรงพยาบาลอื่น ๆ นำไปใช้ต่อไป คาดว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดในการดูแลสุขภาพประชาชน
</summary>
<dc:date>2569-04-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>รายงานสถานะสุขภาพของคนไทย สถานการณ์ระบบบริการสุขภาพและกำลังคนด้านสุขภาพ เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์กำลังคนด้านสุขภาพของประเทศ</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/6427" rel="alternate"/>
<author>
<name>ฑิณกร โนรี</name>
</author>
<author>
<name>Thinakorn Noree</name>
</author>
<author>
<name>ศรวณีย์ อวนศรี</name>
</author>
<author>
<name>Sonvanee Uansri</name>
</author>
<author>
<name>นิจนันท์ ปาณะพงศ์</name>
</author>
<author>
<name>Nitjanan Panapong</name>
</author>
<id>http://hdl.handle.net/11228/6427</id>
<updated>2026-04-02T07:09:23Z</updated>
<published>2569-03-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">รายงานสถานะสุขภาพของคนไทย สถานการณ์ระบบบริการสุขภาพและกำลังคนด้านสุขภาพ เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์กำลังคนด้านสุขภาพของประเทศ
ฑิณกร โนรี; Thinakorn Noree; ศรวณีย์ อวนศรี; Sonvanee Uansri; นิจนันท์ ปาณะพงศ์; Nitjanan Panapong
กำลังคนด้านสุขภาพถือเป็นทรัพยากรหลักที่กำหนดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของระบบบริการสุขภาพของประเทศ แม้ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการผลิตบุคลากรสายหลัก เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร และพยาบาลวิชาชีพ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงพบปัญหาการกระจายตัวที่ไม่เท่าเทียมระหว่างพื้นที่เมืองและชนบทซึ่งสวนทางความต้องการใช้บริการของประชากรในพื้นที่ การขาดแคลนบุคลากรในบางสาขาวิชาชีพ รวมถึงการสูญเสียกำลังคนออกจากระบบภาครัฐ ประกอบกับความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญหลายประการ ได้แก่ การเข้าสู่สังคมสูงอายุ ภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น นโยบายการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นโยบายบัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ รวมถึงการพัฒนาของเทคโนโลยีดิจิทัลและ Telemedicine ล้วนส่งผลต่อรูปแบบความต้องการบริการสุขภาพและกำลังคนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดทำแผนยุทธศาสตร์กำลังคนด้านสุขภาพของประเทศฉบับต่อไป จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องทบทวนสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างรอบด้านและเป็นระบบ การศึกษาการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) รวบรวมและรายงานสถานะสุขภาพของคนไทย 2) ทบทวนสถานการณ์ระบบบริการสุขภาพของประเทศ และ 3) ทบทวนสถานการณ์กำลังคนด้านสุขภาพในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต โดยใช้กรอบแนวคิดที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่าง 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ความต้องการด้านสุขภาพของประชาชน (Health demand) ระบบบริการสุขภาพ (Service delivery) และกำลังคนด้านสุขภาพ (Health workforce) และนำมาสังเคราะห์สถานการณ์ ประกอบด้วย 2 วิธีการหลัก คือ การทบทวนวรรณกรรมทั้งในและต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมประเด็นสถานะสุขภาพ พฤติกรรมการใช้บริการ ภาระโรค ปัจจัยกำหนดสุขภาพ โครงสร้างระบบบริการ จำนวนและการกระจายตัวของกำลังคน ตลอดจนปัจจัยนโยบายที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาด้านสถานะสุขภาพของคนไทย พบว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านทางระบาดวิทยาอย่างชัดเจน โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และโรคระบบทางเดินหายใจ ครองสัดส่วนภาระโรคสูงสุดวัดด้วยดัชนี Disability-Adjusted Life Years (DALYs) นอกจากนี้ปัญหาสุขภาพจิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มวัย ขณะที่พฤติกรรมการใช้บริการสุขภาพของประชาชนยังเน้นการรักษามากกว่าการป้องกัน และปัจจัยทางสังคมกำหนดสุขภาพ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การศึกษา และที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุความเป็นธรรมด้านสุขภาพ ด้านระบบบริการสุขภาพ พบว่าโครงสร้างปัจจุบันยังคงเน้นการดูแลในโรงพยาบาลเป็นหลัก ซึ่งไม่สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยที่ต้องการบริการดูแลระยะยาว บริการชุมชน และการดูแลที่บ้านมากยิ่งขึ้น รูปแบบบริการใหม่ เช่น Telemedicine การจัดส่งยาถึงบ้าน และบริการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนเริ่มมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในเขตเมือง ขณะที่ อปท. มีบทบาทในการจัดบริการสุขภาพเพิ่มขึ้น ความเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพระหว่างหน่วยบริการยังเป็นช่องว่างสำคัญที่ต้องพัฒนาด้านกำลังคนด้านสุขภาพ พบว่าปัญหาการขาดแคลนในวิชาชีพหลักดีขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต แต่การกระจายตัวยังกระจุกอยู่ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดขนาดใหญ่ ในขณะที่จังหวัดขนาดเล็กและจังหวัดชายแดนยังขาดแคลนอย่างมีนัยสำคัญ บุคลากรในสาขาที่มีการผลิตน้อย เช่น นักรังสีการแพทย์ นักจิตวิทยา และนักกิจกรรมบำบัด ยังคงขาดแคลนในระดับพื้นที่ นอกจากนี้ยังพบปัญหาการสูญเสียกำลังคนจากภาครัฐสู่ภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง จากความแตกต่างด้านค่าตอบแทน ภาระงาน และความก้าวหน้าในสายอาชีพ รวมถึงระบบการผลิตกำลังคนที่ยังไม่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพในระยะยาว ผลการศึกษาข้างต้นนำมาสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ดังนี้ กระทรวงสาธารณสุขควรร่วมกับคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติจัดทำยุทธศาสตร์กำลังคนที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน อปท. และภาคประชาสังคม พร้อมออกแบบระบบบริการที่เสริมสร้างความเข้มแข็งของบริการปฐมภูมิ และพัฒนาระบบค่าตอบแทนตามผลงานที่จูงใจคนรุ่นใหม่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสถาบันพระบรมราชชนกควรเพิ่มการผลิตกำลังคนด้วยกระบวนการ Local recruitment – Local training – Hometown placement และบรรจุทักษะดิจิทัล การคิดเชิงระบบ และนวัตกรรมในหลักสูตรทุกวิชาชีพ ทั้งนี้การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศกำลังคนด้านสุขภาพที่เป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพถือเป็นฐานรากสำคัญในการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดขึ้น
</summary>
<dc:date>2569-03-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>สถานการณ์และรูปแบบการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยภายใต้การถ่ายโอนภารกิจสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด</title>
<link href="http://hdl.handle.net/11228/6413" rel="alternate"/>
<author>
<name>ธีรชัย บุญยะลีพรรณ</name>
</author>
<author>
<name>Teerachai Boonyaleepan</name>
</author>
<author>
<name>สุธรรม นันทมงคลชัย</name>
</author>
<author>
<name>Sutham Nanthamongkolchai</name>
</author>
<author>
<name>กิติมา พัวพัฒนกุล</name>
</author>
<author>
<name>Kitima Puapattanakul</name>
</author>
<author>
<name>เปรมฤทัย เกตุเรน</name>
</author>
<author>
<name>Premruthai Ketrain</name>
</author>
<author>
<name>ไพลิน วิญญกูล</name>
</author>
<author>
<name>Pailin Winyagoon</name>
</author>
<author>
<name>เขมิกา ฉัตรก้องภพ</name>
</author>
<author>
<name>Khemika Chatkongpob</name>
</author>
<author>
<name>อลิสา ใหมพรหม</name>
</author>
<author>
<name>Alyssa Maiphom</name>
</author>
<author>
<name>เบญจพร กุศลปฏิการ</name>
</author>
<author>
<name>Benjaporn Kusonpatikarn</name>
</author>
<author>
<name>วัชราภรณ์ เถาว์แล</name>
</author>
<author>
<name>Watcharaphon Taolai</name>
</author>
<author>
<name>ธริชยา ยี่ภิญโญ</name>
</author>
<author>
<name>Tarichaya Yeepinyo</name>
</author>
<id>http://hdl.handle.net/11228/6413</id>
<updated>2026-03-09T03:06:27Z</updated>
<published>2569-03-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">สถานการณ์และรูปแบบการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยภายใต้การถ่ายโอนภารกิจสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด
ธีรชัย บุญยะลีพรรณ; Teerachai Boonyaleepan; สุธรรม นันทมงคลชัย; Sutham Nanthamongkolchai; กิติมา พัวพัฒนกุล; Kitima Puapattanakul; เปรมฤทัย เกตุเรน; Premruthai Ketrain; ไพลิน วิญญกูล; Pailin Winyagoon; เขมิกา ฉัตรก้องภพ; Khemika Chatkongpob; อลิสา ใหมพรหม; Alyssa Maiphom; เบญจพร กุศลปฏิการ; Benjaporn Kusonpatikarn; วัชราภรณ์ เถาว์แล; Watcharaphon Taolai; ธริชยา ยี่ภิญโญ; Tarichaya Yeepinyo
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์พัฒนาการเด็กปฐมวัย ได้แก่ พฤติกรรมการเลี้ยงดูและการใช้คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (Developmental Surveillance and Promotion Manual ; DSPM) ของผู้เลี้ยงดูหลัก และศึกษาปัจจัยคัดสรร ที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย 2) ศึกษารูปแบบการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ภายใต้การถ่ายโอนเข้าสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสม (Mixed methods) ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้เลี้ยงดูหลักเป็นพ่อหรือแม่หรือบุคคลในครอบครัวที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไปและเด็กปฐมวัย ที่มีอายุตั้งแต่ 9 เดือนถึงอายุ 5 ปี 11 เดือน 29 วัน จำนวน 3,961 คน จาก 12 เขตสุขภาพ และเขตกรุงเทพมหานครของประเทศไทย เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ตามแบบสอบถาม ประกอบด้วย ข้อมูลครอบครัว ข้อมูลเด็ก พฤติกรรมการส่งเสริมพัฒนาการตามคู่มือ DSPM และความพึงพอใจต่อคู่มือ DSPM ที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการเด็กปฐมวัยเบื้องต้น โดยใช้การทดสอบไคสแควร์ (Chi- square) ทดสอบปัจจัยที่มีอิทธิพลกับพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยใช้การวิเคราะห์ถดถอยลอจิสติก (Multiple Logistic Regression) การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย 1) ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หรือปลัด หรือผู้อำนวยการกองสาธารณสุข/นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดหรือหัวหน้าฝ่ายส่งเสริมสุขภาพ (กรณีที่ยังไม่มีการถ่ายโอนของ รพ.สต. ไปยังองค์การปกครองส่วนจังหวัด) 2) สาธารณสุขอำเภอหรือผู้รับผิดชอบงานส่งเสริมสุขภาพ 3) ผู้อำนวยการ รพ.สต. หรือเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบงานพัฒนาการเด็กปฐมวัย 4) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 5) ครูผู้ดูแลเด็กในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย 6) ครอบครัวเด็กปฐมวัย หรือผู้เลี้ยงดูเด็กปฐมวัย จำนวน 53 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยด้านระดับการศึกษาของพ่อแม่ ความเพียงพอของรายได้ครอบครัว สถานภาพความสัมพันธ์ของพ่อแม่ การได้รับนมแม่ในช่วงแรกเกิดถึง 6 เดือน การเข้าสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย การเข้าถึงและพฤติกรรมการใช้คู่มือ DSPM ของผู้เลี้ยงดูหลัก มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย โดยครอบครัวที่มีรายได้ไม่เพียงพอ ไม่ได้รับนมแม่ในช่วง 6 เดือนแรก การไม่ได้รับคู่มือ DSPM และไม่ได้นำคู่มือ DSPM มาใช้หรือใช้นานๆ ครั้ง เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการสงสัยล่าช้าของเด็กปฐมวัย ขณะที่การส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยของ รพ.สต. ภายใต้การถ่ายโอนเข้าสู่ อปท. ยังขาดการกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ปัญหาหลัก ได้แก่ บุคลากรไม่เพียงพอ งบประมาณไม่ชัดเจน ระบบข้อมูลที่ไม่เชื่อมโยง และการให้ความสำคัญในกลุ่มเด็กปฐมวัยน้อยกว่ากลุ่มวัยอื่นๆ ข้อเสนอแนะ คือ การให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนากลุ่มเด็กปฐมวัย มุ่งเน้นการทำงานเชิงบูรณาการในระดับนโยบายและในระดับพื้นที่ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กปฐมวัยและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
</summary>
<dc:date>2569-03-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
</feed>
