<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rdf:RDF xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel rdf:about="http://hdl.handle.net/11228/1">
<title>สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) - Health Systems Research Institute (HSRI)</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/1</link>
<description>ผลงานวิชาการของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข</description>
<items>
<rdf:Seq>
<rdf:li rdf:resource="http://hdl.handle.net/11228/6429"/>
<rdf:li rdf:resource="http://hdl.handle.net/11228/6428"/>
<rdf:li rdf:resource="http://hdl.handle.net/11228/6427"/>
<rdf:li rdf:resource="http://hdl.handle.net/11228/6426"/>
</rdf:Seq>
</items>
<dc:date>2026-04-14T11:27:54Z</dc:date>
</channel>
<item rdf:about="http://hdl.handle.net/11228/6429">
<title>การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์: รูปแบบการป้องกันและดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โดยอาสาสมัครสาธารณสุขร่วมกับบุคลากรทางสาธารณสุขในบริบทหน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัดขอนแก่น</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6429</link>
<description>การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์: รูปแบบการป้องกันและดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โดยอาสาสมัครสาธารณสุขร่วมกับบุคลากรทางสาธารณสุขในบริบทหน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัดขอนแก่น
ศิริรัตน์ อนุตระกูลชัย; Sirirat Anutrakulchai; อุบล ชาอ่อน; Ubon Cha’on; ธนชัย พนาพุฒิ; Thanachai Panaput; สุณี เลิศสินอุดม; Sunee Lertsinudom; อัมพรพรรณ ธีรานุตร; Ampornpan Theeranut; นงลักษณ์ เมธากาญจนศักดิ์; Nonglak Methakanjanasak; ณิชานันทน์ ปัญญาเอก; Nichanun Panyaek; เพียงทิฆัมพร นิลเพชร์; Peangtikumporn Nilpetch; วรุณยุพา พรพลทอง; Warunyupha Pornpoltthong; อดุลย์ บำรุง; Adulaya Bamrung; ประวีร์ คำศรีสุข; Prawee Khamsrisuk; ปวิช พากฏิพัทธ์; Pawich Paktipat; ณัฐพล หมื่นสีพรม; Nataphon Meansriprom; วิโรจน์ เลิศพงศ์พิพัฒน์; Viroj Lerdpongpipat; จูณี คงทรัพย์; Junee Kongsap; กรรณิการ์ ตฤณวุฒิพงษ์; Kannika Trinnawoottipong; สิริลักขณา พระวงศ์; Sirilakkhana Phrawong; ยุภาพร ดีแป้น; Yupaporn Deepaen; ชนิดา ปโชติการ; Chanida Pachotikarn
โรคไตเรื้อรังเป็นปัญหาสาธารณสุขทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ รายงานสถานการณ์โรคไตเรื้อรังในจังหวัดขอนแก่นพบว่า จำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังสะสม 5 ปีย้อนหลัง เพิ่มขึ้นทุกปี และพบผู้ป่วยรายใหม่จำนวน 3,500-4,000 รายต่อปี ซึ่งบ่งบอกถึงการมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเพิ่มมากขึ้นตามสภาพสิ่งแวดล้อม สังคมสูงอายุ และสาเหตุหลักคือโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นโดยได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เพื่อสร้างความร่วมมือเครือข่ายของสถาบันภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหา ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ ซึ่งรับทราบความจำเป็นและเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยเป็นรูปแบบผสมผสานที่เครือข่ายได้เคยมีการดำเนินงานและศึกษาประสิทธิผลแล้วว่าสามารถลดความรุนแรงและการดำเนินโรคได้ มาขยายผลในพื้นที่ 24 อำเภอ ของจังหวัดขอนแก่น ขั้นตอนการทำงานคือ สร้างความร่วมมือเครือข่าย สร้างทีมสหสาขาวิชาชีพแม่แบบ ซึ่งประกอบด้วย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไตเรื้อรัง เภสัชกร พยาบาล โภชนากร นักกายภาพบำบัด เพื่อเป็นจุดศูนย์กลางถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างทีมสหสาขาวิชาชีพประจำโซนสุขภาพ จำนวน 5 โซน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ภายในโซนรับผิดชอบ เพื่อให้ครอบคลุม รพ.สต. 220 แห่งในเขตพื้นที่ 24 อำเภอ จังหวัดขอนแก่น หลังอบรมเจ้าหน้าที่แต่ละ รพ.สต. มีหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 30 คน และ อสม.แต่ละรายดูแลและเยี่ยมบ้านผู้ป่วยจำนวน 3-5 ราย เป็นเวลา 6 เดือน ทั้งนี้จัดให้มีเครื่องมือเสริมแก่ อสม.ในการเยี่ยมบ้าน ได้แก่ คู่มือ อสม. และแบบบันทึกการเยี่ยมบ้าน รวมทั้งเครื่องมือเสริมแก่ รพ.สต. ในการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ได้แก่ แผ่นพลิก เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องชั่งน้ำหนัก สายวัดรอบเอว เครื่องวัดความเค็มในอาหาร และแถบตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิในการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ผลการประเมินเมื่อสิ้นสุดโครงการพบว่าเจ้าหน้าที่ รพ.สต. มีความมั่นใจเพิ่มขึ้น (ร้อยละ 84.4) ในการให้คำแนะนำและดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และเห็นว่าเครื่องมือเสริม (แผ่นพลิก และคู่มือ อสม.) เพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วย ซึ่งสอดคล้องกับผลประเมินของ อสม. พบว่าส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อการอบรมให้ความรู้ในการให้คำแนะนำและดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (ร้อยละ 86.9) พึงพอใจต่อภาพรวมของการใช้สื่อการสอน (คู่มือ อสม.) (ร้อยละ 84.8) และแบบบันทึกการเยี่ยมบ้านในการดูแลผู้ป่วย (ร้อยละ 83.6) อีกทั้งมีความประสงค์จะใช้คู่มือและแบบบันทึกการเยี่ยมบ้านในการดูแลผู้ป่วยต่อไป ที่สำคัญคือ อสม. ร้อยละ 72.5 มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นถึงเพิ่มขึ้นมาก ในการให้คำแนะนำและดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ผลการประเมินความรู้เกี่ยวกับการดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเปรียบเทียบก่อนและหลังการอบรมของแพทย์ ทีมสหสาขาวิชาชีพ เจ้าหน้าที่ รพ.สต. และ อสม.พบว่าคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลลัพธ์ทางคลินิกในภาพรวมของจังหวัดขอนแก่นพบว่าผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ได้แก่ การตรวจติดตามยืนยันวินิจฉัยกลุ่มสงสัยป่วยโรคเบาหวานและกลุ่มสงสัยป่วยโรคความดันโลหิตสูง, ร้อยละของผู้ป่วยเบาหวานที่มีความดันโลหิตควบคุมได้ตามเกณฑ์, และร้อยละของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตได้ดี ส่วนผลลัพธ์ทางสุขภาพของอาสาสมัครผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลโดย อสม. ที่เข้าร่วมโครงการ จากการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นของอาสาสมัครจำนวน 9,000-10,000 ราย พบว่าระดับความดันโลหิตสูง น้ำหนักตัวและรอบเอวลดลง และพฤติกรรมที่เป็นผลเสียต่อสุขภาพดีขึ้นหลังจบการวิจัยอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ได้มีการติดตั้งระบบฐานข้อมูลสุขภาพ KCPHAI (KKU-CKD Privacy Health Artificial Intelligence) ที่ รพ.สต. 2 แห่ง และติดตั้งระบบสุขภาพระยะไกล Telehealth Thailand และทดสอบการใช้ กับ รพ.สต. อีก 6 แห่ง ซึ่งเมื่อมีการปรับปรุงและพัฒนาให้เป็นที่พอใจและสะดวกต่อการใช้งานของกลุ่มโรงพยาบาลนำร่องนี้แล้ว จะมีการประชาสัมพันธ์ให้โรงพยาบาลอื่น ๆ นำไปใช้ต่อไป คาดว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดในการดูแลสุขภาพประชาชน
</description>
<dc:date>2569-04-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="http://hdl.handle.net/11228/6428">
<title>แนวปฏิบัติที่บรรสานแล้วของสภาบรรสานสากล: แนวปฏิบัติทางคลินิกที่ดี อี6(อาร์3)</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6428</link>
<description>แนวปฏิบัติที่บรรสานแล้วของสภาบรรสานสากล: แนวปฏิบัติทางคลินิกที่ดี อี6(อาร์3)
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. สำนักพัฒนาการคุ้มครองการวิจัยในมนุษย์; Health Systems Research Institute. Institute for the Development of Human Research Protections
วิชัย โชควิวัฒน; Vichai Chokevivat
แนวปฏิบัติทางคลินิกที่ดีของไอซีเอช (ICH Good Clinical Practice Guideline) เป็นแนวปฏิบัติสากลที่เน้นความสำคัญและกำหนดแนวปฏิบัติเพื่อให้การวิจัยทางคลินิกมีคุณภาพ มาตรฐาน และถูกต้องตามหลักจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงและอย่างกว้างขวาง แม้จะจัดทำและประกาศใช้โดยภาคธุรกิจยา และสำนักงานอาหารและยาทั่วโลกก็ยึดถือและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดตลอดมา รวมทั้งในประเทศไทย โดยวงการวิจัยทั่วโลกนำแนวปฏิบัตินี้ของไอชีเอชไปใช้ครอบคลุมไม่เฉพาะแต่กับการวิจัยยา วัคซีน และชีววัตถุ ที่ใช้สำหรับมนุษย์ ตามวัตถุประสงค์แต่แรกเท่านั้น แต่นำไปใช้กับการวิจัยในมนุษย์กับการวิจัยในศาสตร์ต่าง ๆ แทบทุกสาขาเช่นเดียวกับปฏิญญาเฮลซิงกิ (Helsinki Declaration) ซึ่งเป็นของแพทยสมาคมโลก (World Medical Association) ที่บังคับใช้ได้กับสมาชิก คือ แพทย์เท่านั้น แต่นักวิจัยและผู้ร่วมทีมวิจัยในมนุษย์ทั่วโลกในศาสตร์ต่าง ๆ ทุกสาขาต่างนำหลักการและแนวทางของปฏิญญาเฮลชิงกิไปใช้กับการวิจัยในศาสตร์ต่าง ๆ อย่างกว้างขวางทั่วโลก แนวปฏิบัติทางคลินิกที่ดีของไอซีเอชมีลักษณะเป็นเอกสารทางวิชาการ แต่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีใช่นักวิชาการจำนวนมาก โดยเฉพาะกรรมการที่เป็นบุคคลทั่วไป (Laypersons) ในคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ และอาสาสมัครวิจัย (Research Volunteers) หรือผู้เข้าร่วมการวิจัย (Research Participants) รวมทั้งนักสิทธิมนุษยชนและประชาชนทั่วไปที่เข้ามามีส่วนร่วมหารือเกี่ยวข้องกับการวิจัยทุกแขนง
</description>
<dc:date>2569-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="http://hdl.handle.net/11228/6427">
<title>รายงานสถานะสุขภาพของคนไทย สถานการณ์ระบบบริการสุขภาพและกำลังคนด้านสุขภาพ เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์กำลังคนด้านสุขภาพของประเทศ</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6427</link>
<description>รายงานสถานะสุขภาพของคนไทย สถานการณ์ระบบบริการสุขภาพและกำลังคนด้านสุขภาพ เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์กำลังคนด้านสุขภาพของประเทศ
ฑิณกร โนรี; Thinakorn Noree; ศรวณีย์ อวนศรี; Sonvanee Uansri; นิจนันท์ ปาณะพงศ์; Nitjanan Panapong
กำลังคนด้านสุขภาพถือเป็นทรัพยากรหลักที่กำหนดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของระบบบริการสุขภาพของประเทศ แม้ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการผลิตบุคลากรสายหลัก เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร และพยาบาลวิชาชีพ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงพบปัญหาการกระจายตัวที่ไม่เท่าเทียมระหว่างพื้นที่เมืองและชนบทซึ่งสวนทางความต้องการใช้บริการของประชากรในพื้นที่ การขาดแคลนบุคลากรในบางสาขาวิชาชีพ รวมถึงการสูญเสียกำลังคนออกจากระบบภาครัฐ ประกอบกับความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญหลายประการ ได้แก่ การเข้าสู่สังคมสูงอายุ ภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น นโยบายการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นโยบายบัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ รวมถึงการพัฒนาของเทคโนโลยีดิจิทัลและ Telemedicine ล้วนส่งผลต่อรูปแบบความต้องการบริการสุขภาพและกำลังคนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดทำแผนยุทธศาสตร์กำลังคนด้านสุขภาพของประเทศฉบับต่อไป จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องทบทวนสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างรอบด้านและเป็นระบบ การศึกษาการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) รวบรวมและรายงานสถานะสุขภาพของคนไทย 2) ทบทวนสถานการณ์ระบบบริการสุขภาพของประเทศ และ 3) ทบทวนสถานการณ์กำลังคนด้านสุขภาพในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต โดยใช้กรอบแนวคิดที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่าง 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ความต้องการด้านสุขภาพของประชาชน (Health demand) ระบบบริการสุขภาพ (Service delivery) และกำลังคนด้านสุขภาพ (Health workforce) และนำมาสังเคราะห์สถานการณ์ ประกอบด้วย 2 วิธีการหลัก คือ การทบทวนวรรณกรรมทั้งในและต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมประเด็นสถานะสุขภาพ พฤติกรรมการใช้บริการ ภาระโรค ปัจจัยกำหนดสุขภาพ โครงสร้างระบบบริการ จำนวนและการกระจายตัวของกำลังคน ตลอดจนปัจจัยนโยบายที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาด้านสถานะสุขภาพของคนไทย พบว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านทางระบาดวิทยาอย่างชัดเจน โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และโรคระบบทางเดินหายใจ ครองสัดส่วนภาระโรคสูงสุดวัดด้วยดัชนี Disability-Adjusted Life Years (DALYs) นอกจากนี้ปัญหาสุขภาพจิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มวัย ขณะที่พฤติกรรมการใช้บริการสุขภาพของประชาชนยังเน้นการรักษามากกว่าการป้องกัน และปัจจัยทางสังคมกำหนดสุขภาพ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การศึกษา และที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุความเป็นธรรมด้านสุขภาพ ด้านระบบบริการสุขภาพ พบว่าโครงสร้างปัจจุบันยังคงเน้นการดูแลในโรงพยาบาลเป็นหลัก ซึ่งไม่สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยที่ต้องการบริการดูแลระยะยาว บริการชุมชน และการดูแลที่บ้านมากยิ่งขึ้น รูปแบบบริการใหม่ เช่น Telemedicine การจัดส่งยาถึงบ้าน และบริการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนเริ่มมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในเขตเมือง ขณะที่ อปท. มีบทบาทในการจัดบริการสุขภาพเพิ่มขึ้น ความเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพระหว่างหน่วยบริการยังเป็นช่องว่างสำคัญที่ต้องพัฒนาด้านกำลังคนด้านสุขภาพ พบว่าปัญหาการขาดแคลนในวิชาชีพหลักดีขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต แต่การกระจายตัวยังกระจุกอยู่ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดขนาดใหญ่ ในขณะที่จังหวัดขนาดเล็กและจังหวัดชายแดนยังขาดแคลนอย่างมีนัยสำคัญ บุคลากรในสาขาที่มีการผลิตน้อย เช่น นักรังสีการแพทย์ นักจิตวิทยา และนักกิจกรรมบำบัด ยังคงขาดแคลนในระดับพื้นที่ นอกจากนี้ยังพบปัญหาการสูญเสียกำลังคนจากภาครัฐสู่ภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง จากความแตกต่างด้านค่าตอบแทน ภาระงาน และความก้าวหน้าในสายอาชีพ รวมถึงระบบการผลิตกำลังคนที่ยังไม่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพในระยะยาว ผลการศึกษาข้างต้นนำมาสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ดังนี้ กระทรวงสาธารณสุขควรร่วมกับคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติจัดทำยุทธศาสตร์กำลังคนที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน อปท. และภาคประชาสังคม พร้อมออกแบบระบบบริการที่เสริมสร้างความเข้มแข็งของบริการปฐมภูมิ และพัฒนาระบบค่าตอบแทนตามผลงานที่จูงใจคนรุ่นใหม่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสถาบันพระบรมราชชนกควรเพิ่มการผลิตกำลังคนด้วยกระบวนการ Local recruitment – Local training – Hometown placement และบรรจุทักษะดิจิทัล การคิดเชิงระบบ และนวัตกรรมในหลักสูตรทุกวิชาชีพ ทั้งนี้การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศกำลังคนด้านสุขภาพที่เป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพถือเป็นฐานรากสำคัญในการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดขึ้น
</description>
<dc:date>2569-03-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="http://hdl.handle.net/11228/6426">
<title>ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการตรวจพิเศษด้านรังสีวินิจฉัยที่มีราคาแพงภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6426</link>
<description>ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการตรวจพิเศษด้านรังสีวินิจฉัยที่มีราคาแพงภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
จิรัชญา กลีบสุวรรณ์; Jiratchaya Kleebsuwan
การจัดบริการสาธารณสุขเป็นภารกิจการจัดบริการสาธารณะของรัฐและมีสถานะเป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพของประชาชนภายใต้หลักนิติรัฐ หลักความเสมอภาคและหลักความเป็นธรรมในการใช้และบังคับใช้บริการสาธารณะ อย่างไรก็ตาม การรับรองสิทธิด้านสุขภาพในเชิงบทบัญญัติกฎหมายมิได้หมายความว่าสิทธิดังกล่าวจะเกิดผลได้จริงในทางปฏิบัติ หากยังคงปรากฏข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบบริการสาธารณสุข โดยเฉพาะบริการตรวจพิเศษทางรังสีวินิจฉัย ซึ่งเป็นบริการที่มีต้นทุนสูง ต้องอาศัยทรัพยากรและเทคโนโลยีเฉพาะด้าน และถูกกำหนดโดยระบบการเงิน ระบบประกันสุขภาพ และการจัดบริการของรัฐที่พึ่งพาการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้ดุลพินิจของหน่วยบริการสาธารณสุขของรัฐในการส่งตรวจรังสีวินิจฉัยทางการแพทย์ในฐานะการใช้อำนาจทางปกครองภายใต้กรอบกฎหมายมหาชนว่าด้วยการจัดบริการสาธารณะ การคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพและหลักความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการ โดยใช้การทบทวนวรรณกรรมอย่างรอบด้าน และการวิเคราะห์กรณีศึกษาข้อพิพาทเกี่ยวกับการให้บริการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (computed tomography, CT scan) แก่ผู้ป่วยฉุกเฉินซึ่งสะท้อนความคลาดเคลื่อนระหว่างสถานะทางกฎหมายของบริการสาธารณะกับการปฏิบัติจริง ผลการศึกษาพบว่า ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง รูปแบบการจัดหาทรัพยากรทางการแพทย์ และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจของหน่วยบริการ ส่งผลให้เกิดความแตกต่างระหว่างความเสมอภาคในทางกฎหมายกับความเสมอภาคในการใช้สิทธิจริง การจำกัดการเข้าถึงบริการตรวจพิเศษโดยไม่มีเหตุผลทางการแพทย์อาจเข้าข่ายเลือกปฏิบัติในทางข้อเท็จจริงอันขัดต่อหลักความเสมอภาค หลักความต่อเนื่องของบริการ และหลักความรับผิดของรัฐ นอกจากนี้บทความยังเสนอแนวคิด “สถาปัตยกรรมทางกฎหมายมหาชนของบริการตรวจ CT ฉุกเฉิน” เพื่อสร้างกรอบบูรณาการด้านกฎหมายและนโยบายอันมุ่งให้การจัดบริการสาธารณสุขในทางปฏิบัติเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และทำให้สิทธิด้านสุขภาพเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเสมอภาคและยั่งยืน
</description>
<dc:date>2569-03-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</rdf:RDF>
