<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rdf:RDF xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel rdf:about="http://hdl.handle.net/11228/8">
<title>Research Reports</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/8</link>
<description>งานวิจัย</description>
<items>
<rdf:Seq>
<rdf:li rdf:resource="http://hdl.handle.net/11228/6429"/>
<rdf:li rdf:resource="http://hdl.handle.net/11228/6427"/>
<rdf:li rdf:resource="http://hdl.handle.net/11228/6420"/>
<rdf:li rdf:resource="http://hdl.handle.net/11228/6419"/>
</rdf:Seq>
</items>
<dc:date>2026-04-11T05:35:27Z</dc:date>
</channel>
<item rdf:about="http://hdl.handle.net/11228/6429">
<title>การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์: รูปแบบการป้องกันและดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โดยอาสาสมัครสาธารณสุขร่วมกับบุคลากรทางสาธารณสุขในบริบทหน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัดขอนแก่น</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6429</link>
<description>การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์: รูปแบบการป้องกันและดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โดยอาสาสมัครสาธารณสุขร่วมกับบุคลากรทางสาธารณสุขในบริบทหน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัดขอนแก่น
ศิริรัตน์ อนุตระกูลชัย; Sirirat Anutrakulchai; อุบล ชาอ่อน; Ubon Cha’on; ธนชัย พนาพุฒิ; Thanachai Panaput; สุณี เลิศสินอุดม; Sunee Lertsinudom; อัมพรพรรณ ธีรานุตร; Ampornpan Theeranut; นงลักษณ์ เมธากาญจนศักดิ์; Nonglak Methakanjanasak; ณิชานันทน์ ปัญญาเอก; Nichanun Panyaek; เพียงทิฆัมพร นิลเพชร์; Peangtikumporn Nilpetch; วรุณยุพา พรพลทอง; Warunyupha Pornpoltthong; อดุลย์ บำรุง; Adulaya Bamrung; ประวีร์ คำศรีสุข; Prawee Khamsrisuk; ปวิช พากฏิพัทธ์; Pawich Paktipat; ณัฐพล หมื่นสีพรม; Nataphon Meansriprom; วิโรจน์ เลิศพงศ์พิพัฒน์; Viroj Lerdpongpipat; จูณี คงทรัพย์; Junee Kongsap; กรรณิการ์ ตฤณวุฒิพงษ์; Kannika Trinnawoottipong; สิริลักขณา พระวงศ์; Sirilakkhana Phrawong; ยุภาพร ดีแป้น; Yupaporn Deepaen; ชนิดา ปโชติการ; Chanida Pachotikarn
โรคไตเรื้อรังเป็นปัญหาสาธารณสุขทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ รายงานสถานการณ์โรคไตเรื้อรังในจังหวัดขอนแก่นพบว่า จำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังสะสม 5 ปีย้อนหลัง เพิ่มขึ้นทุกปี และพบผู้ป่วยรายใหม่จำนวน 3,500-4,000 รายต่อปี ซึ่งบ่งบอกถึงการมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเพิ่มมากขึ้นตามสภาพสิ่งแวดล้อม สังคมสูงอายุ และสาเหตุหลักคือโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นโดยได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เพื่อสร้างความร่วมมือเครือข่ายของสถาบันภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหา ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ ซึ่งรับทราบความจำเป็นและเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยเป็นรูปแบบผสมผสานที่เครือข่ายได้เคยมีการดำเนินงานและศึกษาประสิทธิผลแล้วว่าสามารถลดความรุนแรงและการดำเนินโรคได้ มาขยายผลในพื้นที่ 24 อำเภอ ของจังหวัดขอนแก่น ขั้นตอนการทำงานคือ สร้างความร่วมมือเครือข่าย สร้างทีมสหสาขาวิชาชีพแม่แบบ ซึ่งประกอบด้วย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไตเรื้อรัง เภสัชกร พยาบาล โภชนากร นักกายภาพบำบัด เพื่อเป็นจุดศูนย์กลางถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างทีมสหสาขาวิชาชีพประจำโซนสุขภาพ จำนวน 5 โซน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ภายในโซนรับผิดชอบ เพื่อให้ครอบคลุม รพ.สต. 220 แห่งในเขตพื้นที่ 24 อำเภอ จังหวัดขอนแก่น หลังอบรมเจ้าหน้าที่แต่ละ รพ.สต. มีหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 30 คน และ อสม.แต่ละรายดูแลและเยี่ยมบ้านผู้ป่วยจำนวน 3-5 ราย เป็นเวลา 6 เดือน ทั้งนี้จัดให้มีเครื่องมือเสริมแก่ อสม.ในการเยี่ยมบ้าน ได้แก่ คู่มือ อสม. และแบบบันทึกการเยี่ยมบ้าน รวมทั้งเครื่องมือเสริมแก่ รพ.สต. ในการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ได้แก่ แผ่นพลิก เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องชั่งน้ำหนัก สายวัดรอบเอว เครื่องวัดความเค็มในอาหาร และแถบตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิในการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ผลการประเมินเมื่อสิ้นสุดโครงการพบว่าเจ้าหน้าที่ รพ.สต. มีความมั่นใจเพิ่มขึ้น (ร้อยละ 84.4) ในการให้คำแนะนำและดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และเห็นว่าเครื่องมือเสริม (แผ่นพลิก และคู่มือ อสม.) เพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วย ซึ่งสอดคล้องกับผลประเมินของ อสม. พบว่าส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อการอบรมให้ความรู้ในการให้คำแนะนำและดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (ร้อยละ 86.9) พึงพอใจต่อภาพรวมของการใช้สื่อการสอน (คู่มือ อสม.) (ร้อยละ 84.8) และแบบบันทึกการเยี่ยมบ้านในการดูแลผู้ป่วย (ร้อยละ 83.6) อีกทั้งมีความประสงค์จะใช้คู่มือและแบบบันทึกการเยี่ยมบ้านในการดูแลผู้ป่วยต่อไป ที่สำคัญคือ อสม. ร้อยละ 72.5 มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นถึงเพิ่มขึ้นมาก ในการให้คำแนะนำและดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ผลการประเมินความรู้เกี่ยวกับการดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเปรียบเทียบก่อนและหลังการอบรมของแพทย์ ทีมสหสาขาวิชาชีพ เจ้าหน้าที่ รพ.สต. และ อสม.พบว่าคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลลัพธ์ทางคลินิกในภาพรวมของจังหวัดขอนแก่นพบว่าผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ได้แก่ การตรวจติดตามยืนยันวินิจฉัยกลุ่มสงสัยป่วยโรคเบาหวานและกลุ่มสงสัยป่วยโรคความดันโลหิตสูง, ร้อยละของผู้ป่วยเบาหวานที่มีความดันโลหิตควบคุมได้ตามเกณฑ์, และร้อยละของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตได้ดี ส่วนผลลัพธ์ทางสุขภาพของอาสาสมัครผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลโดย อสม. ที่เข้าร่วมโครงการ จากการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นของอาสาสมัครจำนวน 9,000-10,000 ราย พบว่าระดับความดันโลหิตสูง น้ำหนักตัวและรอบเอวลดลง และพฤติกรรมที่เป็นผลเสียต่อสุขภาพดีขึ้นหลังจบการวิจัยอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ได้มีการติดตั้งระบบฐานข้อมูลสุขภาพ KCPHAI (KKU-CKD Privacy Health Artificial Intelligence) ที่ รพ.สต. 2 แห่ง และติดตั้งระบบสุขภาพระยะไกล Telehealth Thailand และทดสอบการใช้ กับ รพ.สต. อีก 6 แห่ง ซึ่งเมื่อมีการปรับปรุงและพัฒนาให้เป็นที่พอใจและสะดวกต่อการใช้งานของกลุ่มโรงพยาบาลนำร่องนี้แล้ว จะมีการประชาสัมพันธ์ให้โรงพยาบาลอื่น ๆ นำไปใช้ต่อไป คาดว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดในการดูแลสุขภาพประชาชน
</description>
<dc:date>2569-04-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="http://hdl.handle.net/11228/6427">
<title>รายงานสถานะสุขภาพของคนไทย สถานการณ์ระบบบริการสุขภาพและกำลังคนด้านสุขภาพ เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์กำลังคนด้านสุขภาพของประเทศ</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6427</link>
<description>รายงานสถานะสุขภาพของคนไทย สถานการณ์ระบบบริการสุขภาพและกำลังคนด้านสุขภาพ เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์กำลังคนด้านสุขภาพของประเทศ
ฑิณกร โนรี; Thinakorn Noree; ศรวณีย์ อวนศรี; Sonvanee Uansri; นิจนันท์ ปาณะพงศ์; Nitjanan Panapong
กำลังคนด้านสุขภาพถือเป็นทรัพยากรหลักที่กำหนดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของระบบบริการสุขภาพของประเทศ แม้ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการผลิตบุคลากรสายหลัก เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร และพยาบาลวิชาชีพ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงพบปัญหาการกระจายตัวที่ไม่เท่าเทียมระหว่างพื้นที่เมืองและชนบทซึ่งสวนทางความต้องการใช้บริการของประชากรในพื้นที่ การขาดแคลนบุคลากรในบางสาขาวิชาชีพ รวมถึงการสูญเสียกำลังคนออกจากระบบภาครัฐ ประกอบกับความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญหลายประการ ได้แก่ การเข้าสู่สังคมสูงอายุ ภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น นโยบายการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นโยบายบัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ รวมถึงการพัฒนาของเทคโนโลยีดิจิทัลและ Telemedicine ล้วนส่งผลต่อรูปแบบความต้องการบริการสุขภาพและกำลังคนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดทำแผนยุทธศาสตร์กำลังคนด้านสุขภาพของประเทศฉบับต่อไป จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องทบทวนสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างรอบด้านและเป็นระบบ การศึกษาการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) รวบรวมและรายงานสถานะสุขภาพของคนไทย 2) ทบทวนสถานการณ์ระบบบริการสุขภาพของประเทศ และ 3) ทบทวนสถานการณ์กำลังคนด้านสุขภาพในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต โดยใช้กรอบแนวคิดที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่าง 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ความต้องการด้านสุขภาพของประชาชน (Health demand) ระบบบริการสุขภาพ (Service delivery) และกำลังคนด้านสุขภาพ (Health workforce) และนำมาสังเคราะห์สถานการณ์ ประกอบด้วย 2 วิธีการหลัก คือ การทบทวนวรรณกรรมทั้งในและต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมประเด็นสถานะสุขภาพ พฤติกรรมการใช้บริการ ภาระโรค ปัจจัยกำหนดสุขภาพ โครงสร้างระบบบริการ จำนวนและการกระจายตัวของกำลังคน ตลอดจนปัจจัยนโยบายที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาด้านสถานะสุขภาพของคนไทย พบว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านทางระบาดวิทยาอย่างชัดเจน โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และโรคระบบทางเดินหายใจ ครองสัดส่วนภาระโรคสูงสุดวัดด้วยดัชนี Disability-Adjusted Life Years (DALYs) นอกจากนี้ปัญหาสุขภาพจิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มวัย ขณะที่พฤติกรรมการใช้บริการสุขภาพของประชาชนยังเน้นการรักษามากกว่าการป้องกัน และปัจจัยทางสังคมกำหนดสุขภาพ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การศึกษา และที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุความเป็นธรรมด้านสุขภาพ ด้านระบบบริการสุขภาพ พบว่าโครงสร้างปัจจุบันยังคงเน้นการดูแลในโรงพยาบาลเป็นหลัก ซึ่งไม่สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยที่ต้องการบริการดูแลระยะยาว บริการชุมชน และการดูแลที่บ้านมากยิ่งขึ้น รูปแบบบริการใหม่ เช่น Telemedicine การจัดส่งยาถึงบ้าน และบริการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนเริ่มมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในเขตเมือง ขณะที่ อปท. มีบทบาทในการจัดบริการสุขภาพเพิ่มขึ้น ความเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพระหว่างหน่วยบริการยังเป็นช่องว่างสำคัญที่ต้องพัฒนาด้านกำลังคนด้านสุขภาพ พบว่าปัญหาการขาดแคลนในวิชาชีพหลักดีขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต แต่การกระจายตัวยังกระจุกอยู่ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดขนาดใหญ่ ในขณะที่จังหวัดขนาดเล็กและจังหวัดชายแดนยังขาดแคลนอย่างมีนัยสำคัญ บุคลากรในสาขาที่มีการผลิตน้อย เช่น นักรังสีการแพทย์ นักจิตวิทยา และนักกิจกรรมบำบัด ยังคงขาดแคลนในระดับพื้นที่ นอกจากนี้ยังพบปัญหาการสูญเสียกำลังคนจากภาครัฐสู่ภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง จากความแตกต่างด้านค่าตอบแทน ภาระงาน และความก้าวหน้าในสายอาชีพ รวมถึงระบบการผลิตกำลังคนที่ยังไม่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพในระยะยาว ผลการศึกษาข้างต้นนำมาสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ดังนี้ กระทรวงสาธารณสุขควรร่วมกับคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติจัดทำยุทธศาสตร์กำลังคนที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน อปท. และภาคประชาสังคม พร้อมออกแบบระบบบริการที่เสริมสร้างความเข้มแข็งของบริการปฐมภูมิ และพัฒนาระบบค่าตอบแทนตามผลงานที่จูงใจคนรุ่นใหม่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสถาบันพระบรมราชชนกควรเพิ่มการผลิตกำลังคนด้วยกระบวนการ Local recruitment – Local training – Hometown placement และบรรจุทักษะดิจิทัล การคิดเชิงระบบ และนวัตกรรมในหลักสูตรทุกวิชาชีพ ทั้งนี้การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศกำลังคนด้านสุขภาพที่เป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพถือเป็นฐานรากสำคัญในการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดขึ้น
</description>
<dc:date>2569-03-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="http://hdl.handle.net/11228/6420">
<title>การพัฒนาเครื่องมือประเมินคุณภาพงานวิจัยด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการวิเคราะห์ผลกระทบด้านงบประมาณ</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6420</link>
<description>การพัฒนาเครื่องมือประเมินคุณภาพงานวิจัยด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการวิเคราะห์ผลกระทบด้านงบประมาณ
อัญชลี เพิ่มสุวรรณ; Unchalee Permsuwan
งานวิจัยด้านการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการวิเคราะห์ผลกระทบด้านงบประมาณ จัดเป็นหลักฐานด้านวิชาการสำคัญ สำหรับการตัดสินใจบรรจุยาราคาแพงเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติหรือเทคโนโลยีด้านสุขภาพอื่นๆ ที่มิใช่ยาเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การประเมินคุณภาพงานวิจัยที่ดำเนินการเสร็จสิ้น เป็นขั้นตอนสำคัญที่ให้ข้อมูลแก่ผู้ตัดสินใจเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ดังนั้นเครื่องมือที่เป็นเกณฑ์การประเมินจึงมีความสำคัญ คณะทำงานด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขของบัญชียาหลักแห่งชาติจึงได้มอบหมายให้จัดทำเครื่องมือ rubric score ขึ้น เพื่อนำไปใช้เป็นเกณฑ์ช่วยในการประเมินคุณภาพของงานวิจัยด้านการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการวิเคราะห์ผลกระทบด้านงบประมาณ การพัฒนาเครื่องมือ rubric score เริ่มจากการทบทวนคู่มือการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพสำหรับประเทศไทยทั้ง 3 ฉบับ ร่วมกับการทบทวนวรรณกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เครื่องมือที่จัดทำขึ้น ได้นำเสนอในที่ประชุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและคณะทำงานด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข เพื่อให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขเครื่องมือ rubric score ที่ได้สร้างขึ้นนี้ มีจำนวนทั้งหมด 20 ข้อคำถาม ประเมินในส่วนงานวิจัยความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข จำนวน 13 ข้อ และการวิเคราะห์ผลกระทบด้านงบประมาณ จำนวน 7 ข้อ ข้อคำถามแต่ละข้อจะมีน้ำหนักเท่ากัน มีระดับการให้คะแนน 4 ระดับคือ ดีมาก (9-10 คะแนน) ดี (7-8 คะแนน) พอใช้ (4-6 คะแนน) ควรปรับปรุง (1-3 คะแนน) คะแนนรวมทั้งหมด 200 คะแนน ทั้งนี้ไม่มีเกณฑ์ (cut point) ที่ระบุว่างานวิจัยจะมีคุณภาพดีมาก/ดี/พอใช้/ควรปรับปรุง จากคะแนนรวมทั้งหมด การพิจารณาคุณภาพของงานวิจัย จะใช้ความสอดคล้องของคะแนนรวมที่ได้รับจากผู้ทบทวนเป็นหลัก ซึ่งไม่ควรจะแตกต่างกันมากนักตามเกณฑ์การให้คะแนนที่ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนในแต่ละข้อคำถาม นอกจากการนำเครื่องมือ rubric score ไปใช้ในการประเมินคุณภาพงานวิจัยแล้ว เครื่องมือนี้สามารถช่วยผู้ทำวิจัยด้านการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการวิเคราะห์ผลกระทบด้านงบประมาณตั้งแต่เริ่มต้นของกระบวนการทำวิจัย เพราะผู้วิจัยสามารถใช้เครื่องมือนี้เป็นตัวช่วยในการเขียนโครงร่างวิจัย วางแผนการเก็บข้อมูลที่ต้องใช้ หรือเขียนรายงานฉบับสมบูรณ์ให้ครบถ้วนสมบูรณ์
</description>
<dc:date>2569-03-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="http://hdl.handle.net/11228/6419">
<title>การส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจด้านจีโนมิกส์สู่สาธารณะ</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6419</link>
<description>การส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจด้านจีโนมิกส์สู่สาธารณะ
คริษ อรรคราช; Kris Akkarach
รายงานฉบับนี้สรุปผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจด้านจีโนมิกส์สู่สาธารณะ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และความเชื่อมั่นของประชาชน บุคลากรสาธารณสุข หน่วยงานด้านนโยบาย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องถึงความสำคัญของเทคโนโลยีจีโนมิกส์ต่อการพัฒนาระบบการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศ โครงการยังมุ่งกระตุ้นการสนับสนุนเชิงนโยบายและงบประมาณ ตลอดจนส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจระยะยาว พร้อมทั้งผลิตเนื้อหาและออกแบบกิจกรรมสาธารณะให้เข้าถึงง่ายผ่านช่องทางของไทยพีบีเอส กิจกรรมประกอบด้วยการเสวนาจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการแพทย์จีโนมิกส์ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผู้รับการตรวจจีโนมิกส์ การประกวดผลงานศิลปะ The Art of Genome ตลอดจนกิจกรรมเชิงปฏิบัติ เช่น Q&amp;A Lab นิทรรศการ Art of Genome และกิจกรรม DNA Decode Boardgame เพื่อเสริมการเรียนรู้ของประชาชน โดยมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน 200 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้พักอาศัยในกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 71 และกว่าร้อยละ 97.5 เห็นว่าข้อมูลพันธุกรรมมีความสำคัญต่อสุขภาพ ขณะที่กิจกรรมที่ได้รับความสนใจสูงสุด ได้แก่ บูธนิทรรศการและการประกวดศิลปะ โครงการยังดำเนินแผนการสื่อสารบนแพลตฟอร์มโทรทัศน์และออนไลน์ ผ่าน 3 รายการหลักของไทยพีบีเอส ได้แก่ รายการคนสู้โรค รายการวันใหม่วาไรตี้ และรายการเศรษฐกิจติดบ้าน โดยนำเสนอประเด็นด้านสุขภาพ สิทธิประโยชน์ ความปลอดภัยของข้อมูลพันธุกรรม และผลเชิงเศรษฐกิจของเทคโนโลยีการแพทย์แม่นยำ รายการคนสู้โรคเผยแพร่เนื้อหาด้านจีโนมิกส์รวม 3 ตอน มียอดรับชมบน YouTube รวมกว่า 3,400 ครั้ง และบน Facebook เกิน 9,700 ครั้ง ส่วนรายการวันใหม่วาไรตี้นำเสนอ 4 ตอน ทั้งประเด็นสิทธิสุขภาพ ความปลอดภัยของข้อมูลพันธุกรรม กรณีศึกษาผู้ป่วย และการประชาสัมพันธ์กิจกรรม มียอดรับชมตั้งแต่หลักหลายร้อยจนถึงกว่า 10,000 ครั้งในบางช่วง ขณะที่รายการเศรษฐกิจติดบ้านนำเสนอผลเชิงเศรษฐกิจของเทคโนโลยีจีโนมิกส์ผ่านเนื้อหาเฉพาะทางเพื่อสร้างความเข้าใจในมุมมองเศรษฐกิจสุขภาพ โดยสรุป โครงการสามารถขยายการรับรู้ด้านการแพทย์จีโนมิกส์สู่สาธารณะได้อย่างกว้างขวางผ่านกิจกรรมในพื้นที่จริง และสื่อสาธารณะของไทยพีบีเอส สร้างผลลัพธ์เชิงความรู้ แรงสนับสนุนจากผู้เข้าร่วมและข้อมูลเชิงสถิติที่สำคัญต่อการพัฒนาการสื่อสาร นโยบาย และการลงทุนด้านจีโนมิกส์ในอนาคต
</description>
<dc:date>2569-03-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</rdf:RDF>
