<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) - Health Systems Research Institute (HSRI)</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/1</link>
<description>ผลงานวิชาการของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข</description>
<pubDate>Sat, 23 May 2026 04:30:45 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-05-23T04:30:45Z</dc:date>
<item>
<title>ข้อเสนอระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6438</link>
<description>ข้อเสนอระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
คณะทำงานพัฒนานโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นก้าวย่างสำคัญอันหนึ่งของการปฏิรูประบบสุขภาพ ทั้งนี้เพราะเป็นกลไกสำคัญที่จะทำหน้าที่รับรองสิทธิในด้านสุขภาพของคนไทย เป็นยุทธศาสตร์หลักในการปรับเปลี่ยนระบบบริการสุขภาพในระดับบุคคลและครอบครัวให้ครอบคลุมทั่วถึง มีประสิทธิภาพ ด้วยมาตรฐานและคุณภาพเดียวกัน ตลอดจนเป็นเครื่องมือทางการเงินการคลังที่จะจูงใจให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรเพื่อสุขภาพให้เกิดความเป็นธรรมแก่คนไทยได้อย่างทั่วถึง อุปสรรคสำคัญของการจัดการช่วงเปลี่ยนผ่านของระบบบริการสุขภาพ และระบบการคลังสุขภาพจากสภาพปัจจุบันไปสู่ภาวะพึงประสงค์ก็คือ ความสับสนในปรัชญาและแนวคิดหลักซึ่งเป็นพื้นฐานของการจัดองค์กรและกลไกประกอบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงความไม่มีเอกภาพของแนวทางปฏิบัติที่ยอมรับได้ในหมู่คนไทยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหาร ผู้ให้บริการสุขภาพ และผู้ใช้บริการสุขภาพ ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ขาดความเชื่อมั่น อันนำไปสู่การต่อต้าน ขัดขวางหรือวางเฉยต่อกระบวนการจัดวางกลไกใหม่เพื่อใช้ในการบริหารจัดการให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างมีพลัง การเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลไกหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้เข้ามาร่วมเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และแลกเปลี่ยนทัศนคติความคิดเห็น พร้อมกันไปกับการเปลี่ยนผ่านของระบบ จะช่วยให้การจัดตัวของปรัชญาและวิธีคิดต่อหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในประเทศไทยเกิดขึ้นอย่างสมเหตุสมผล เป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่ ส่งผลให้การปรับเปลี่ยนเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิผล ผลงานวิจัยของคณะทำงานพัฒนานโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยการสนับสนุนของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข เป็นผลผลิตจากความเพียรพยายามและสติปัญญาของนักวิชาการ และนักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางสุขภาพกลุ่มหนึ่ง ที่ได้ร่วมกันศึกษาวิเคราะห์ปัญหาการจัดบริการและการคลังสุขภาพของประเทศไทยที่ผ่านมา ทบทวนทางเลือกและกลวิธีนานาประการที่จะนำมาใช้ในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แล้วจึงร่วมกันสังเคราะห์ขึ้นเป็นโครงสร้างกลไกที่จำเป็นจะต้องจัดให้มีขึ้นเพื่อขับเคลื่อนให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามุ่งสู่สัมฤทธิผลได้อย่างจริงจัง ในช่วงเวลาที่ดำเนินกระบวนการศึกษาและจัดทำแนวทางการบริหารจัดการระบบ คณะทำงานฯ ได้แลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อคิดเห็น และทัศนะ กับหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับกลไกการคลังระบบสุขภาพและบริการสุขภาพในภาคส่วนต่าง ๆ ตลอดจนองค์กรการเมือง และผู้กำหนดนโยบายของประเทศอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อเสนอแนะประกอบขึ้นบนพื้นฐานความเป็นไปได้ทางการเมืองและการบริหารของประเทศ การเผยแพร่เอกสารงานวิจัยชิ้นนี้มิได้มีความมุ่งหมายที่จะให้สังคมไทยยึดถือเป็นแบบแผนกำกับการปฏิบัติที่ตายตัวเคร่งครัด แต่มุ่งหวังว่าจะเป็นข้อมูลและความรู้ที่จะช่วยให้คนไทยทุกหมู่เหล่าที่ให้ความสนใจกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ใช้เป็นฐานความคิดที่มั่นคงชัดเจน สามารถช่วยกันประยุกต์ต่อยอดให้เป็นหลักคิดที่ชัดเจนมีเอกภาพในทุกประชาคม เพราะการขับเคลื่อนให้กลไกหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทุกส่วนเกิดขึ้นและจัดการกับพันธกิจต่อสังคมได้อย่างยั่งยืนแท้จริงนั้น จำต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจจากประชาสังคมไทยอย่างมุ่งมั่น เอกสารเล่มนี้ จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจได้ว่า ทำไมจึงต้องสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าขึ้น และการสรรสร้างดังกล่าวมีวัตถุประสงค์อย่างไร องค์ประกอบสำคัญของกลไกมีอะไรบ้าง ตลอดจนให้แนวคิดในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่สมานฉันท์และราบรื่น หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความรู้และแนวคิดที่เกิดขึ้นจากการศึกษาในผลงานวิจัยนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และสัมมาทิฐิ ให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนให้เกิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอันส่งผลประโยชน์แก่คนไทยทั้งมวลอย่างยั่งยืน
</description>
<pubDate>Fri, 01 May 2544 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6438</guid>
<dc:date>2544-05-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การจัดทำคู่มือและหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรด้านสาธารณสุขภายใต้หน่วยงานบริการปฐมภูมิสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6437</link>
<description>การจัดทำคู่มือและหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรด้านสาธารณสุขภายใต้หน่วยงานบริการปฐมภูมิสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ปรีดา แต้อารักษ์; Preeda Taearak; แสงดาว จันทร์ดา; Saengdao Janda; ทิพิชา โปษยานนท์; Tipicha Posayanonda; นภินทร ศิริไทย; Napintorn Sirithai; จารึก ไชยรักษ์; Jaruek Chairak; จุรี แสนสุข; Juree Sansuk; นิระมล สมตัว; Niramol Somtua; กฤชกันทร สุวรรณพันธุ์; Kritkantorn Suwannaphant; สุพัฒน์ อาสนะ; Supat Assana; ปิ่นนเรศ กาศอุดม; Pinnarate Gadudom; กุลธิดา กิ่งสวัสดิ์; Kunthida Kingsawad; ณัฐวดี มณีพรหม; Natthawadee Maneeprom
การถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) สู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ก่อให้เกิดภาวะช่องว่างสมรรถนะ (Competency Gap) ของบุคลากรสาธารณสุขอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ยังขาดกรอบและเครื่องมือพัฒนาบุคลากรที่เป็นมาตรฐาน การวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาช่องว่างสมรรถนะ พัฒนากรอบหลักสูตร ทดสอบประสิทธิภาพหลักสูตร และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานวิชาชีพเฉพาะ และบุคลากรใหม่ ใน 4 จังหวัดตัวแทนทุกภูมิภาค ได้แก่ แพร่ ขอนแก่น สุพรรณบุรี และปัตตานี เก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยใช้แนวคำถามในการสนทนากลุ่ม สัมภาษณ์เชิงลึกและแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์เนื้อหา วิเคราะห์ประเด็น สถิติเชิงพรรณนา และ Wilcoxon Signed-Ranks Tests ผลการศึกษาพบว่า 1. ภายหลังการถ่ายโอนภารกิจ บุคลากรทั้ง 3 กลุ่มมีสมรรถนะลดลงแต่ภาระงานเพิ่มสูงขึ้นโดยไม่มีการเตรียมความพร้อมที่เพียงพอ โดยเฉพาะบุคลากรใหม่ที่ย้ายมาจากหน่วยบริการระดับทุติยภูมิ ตติยภูมิ และภาคเอกชน พื้นที่ที่มีความร่วมมือกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และ Contracting Unit for Primary Care (CUP) มีการพัฒนาบุคลากรในระดับปฐมภูมิได้ดีกว่าพื้นที่ที่ขาดกลไกสนับสนุน พบช่องว่างสมรรถนะกลุ่มผู้บริหาร ได้แก่ การบริหารจัดการ ภาวะผู้นำ การทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย การบริหารความเสี่ยง การทำวิจัยและนวัตกรรม การวางแผนเชิงกลยุทธ์ การบริหารโครงการ การบริหารบุคลากร ความรู้ด้านระเบียบการเงินและพัสดุ การจัดการข้อมูล การบริหารคุณภาพ และทักษะเวชปฏิบัติและการจัดการผู้ป่วยฉุกเฉิน กลุ่มผู้ปฏิบัติงาน ได้แก่ การทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย การป้องกันความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน การทำวิจัยและนวัตกรรม ทักษะด้านวิชาชีพ ความรู้ด้านระเบียบการเงินและพัสดุ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการจัดการข้อมูล การสื่อสารและการทำงานกับชุมชน และการปรับ Mindset และทัศนคติ กลุ่มบุคลากรใหม่ ได้แก่ การขาดประสบการณ์และความพร้อมในการปฏิบัติงาน การขาดความรู้และทักษะด้านบริการสุขภาพปฐมภูมิ การขาดทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและระบบข้อมูล การขาดความรู้ด้านระเบียบการเงินและพัสดุ การขาดทักษะการสื่อสารและการทำงานในชุมชน การขาดความเข้าใจในตัวชี้วัดและการประเมินผลงาน การขาดระบบพี่เลี้ยงและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และการปรับ Mindset และทัศนคติต่อการทำงานในระบบใหม่ 2. กรอบและเครื่องมือในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสาธารณสุขในกองสาธารณสุข และ รพ.สต. ในการสนับสนุนการจัดบริการปฐมภูมิหลังการถ่ายโอนภารกิจฯ จำแนกเป็น 3 ประเด็น ได้แก่ 1) สมรรถนะที่จำเป็นในการทำงานหลังถ่ายโอนภารกิจ (Essential Competency for Change: ECC) ได้แก่ สมรรถนะที่จำเป็นในการเปลี่ยนแปลง (Essential Competency for Change: ECC) การสร้างทัศนคติเชิงบวก กระบวนการคิดและออกแบบการพัฒนางานปฐมภูมิ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์ และการจัดการความเสี่ยง พร้อมสมรรถนะเฉพาะตามกลุ่ม 2) สมรรถนะร่วมในการทำงาน (Advance Core Competency: ACC) ครอบคลุมการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ระเบียบการเงินพัสดุ การบริหารงบประมาณ และมาตรฐานคุณภาพบริการ และ 3) สมรรถนะเชิงวิชาชีพ (Specific Competency for PHC: SCP) ครอบคลุมเวชปฏิบัติเบื้องต้น การจัดการภาวะฉุกเฉิน การดูแลโรคเรื้อรัง งานอนามัยแม่และเด็ก การควบคุมโรค และสุขภาพจิตชุมชน 3. หลักสูตรต้นแบบการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสาธารณสุขในกองสาธารณสุข และ รพ.สต. ในการสนับสนุนการจัดบริการปฐมภูมิหลังการถ่ายโอนภารกิจฯ โครงสร้างหลักสูตรครอบคลุมทั้ง กลุ่มผู้บริหาร กลุ่มผู้ปฏิบัติงาน และ กลุ่มบุคลากรใหม่ มีรายละเอียดดังนี้ 1) หลักสูตรสำหรับผู้บริหาร ด้าน ECC จำนวน 3 ชุดวิชา ACC จำนวน 3 ชุดวิชา SCP จำนวน 2 ชุดวิชา 2) หลักสูตรสำหรับผู้ปฏิบัติงาน ด้าน ECC จำนวน 5 ชุดวิชา ACC จำนวน 3 ชุดวิชา SCP จำนวน 6 ชุดวิชา และ 3) หลักสูตรสำหรับบุคลากรใหม่ ด้าน ECC จำนวน 3 ชุดวิชา ACC จำนวน 4 ชุดวิชา SCP จำนวน 3 ชุดวิชา ผลการทดลองใช้หลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะที่จำเป็นในการทำงานหลังถ่ายโอนภารกิจ Essential Competency for Change (ECC) พบว่า บุคลากรทั้งสามกลุ่มมีคะแนนสมรรถนะเฉลี่ยภายหลังเข้าร่วมโครงการสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโครงการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีความตื่นตัวด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ พัฒนาทักษะดิจิทัลและนำมาใช้ในการพัฒนางานปฐมภูมิ กลุ่มผู้บริหารปรับเปลี่ยนทัศนคติในการบริหารทรัพยากรบุคคล กลุ่มผู้ปฏิบัติงานมีการปรับทัศนคติต่อการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ปรับรูปแบบการทำงานเป็นทีม และกลุ่มบุคลากรใหม่สามารถสร้างเครือข่ายวิชาชีพ และปรับตัวทางวัฒนธรรมองค์กรซึ่งช่วยบรรเทาภาวะ Culture Shock จากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบบริการปฐมภูมิภายใต้การกำกับดูแลของ อบจ. 4. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ได้แก่ สร้างกลไกความร่วมมือเชิงสถาบัน ระหว่าง อบจ. กับเครือข่ายบริการปฐมภูมิเดิมและภาคประชาสังคม ควรกำหนดกรอบสมรรถนะการพัฒนาและประเมินสมรรถนะบุคลากร อย่างชัดเจนในบทบาทหลังถ่ายโอน และ อบจ. ควรพิจารณาจัดสรรงบประมาณการพัฒนาบุคลากรอย่างเพียงพอและกำหนดให้หลักสูตรดังกล่าวเป็นเกณฑ์มาตรฐานภาคบังคับ
</description>
<pubDate>Mon, 01 May 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6437</guid>
<dc:date>2569-05-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การศึกษาเพื่อประเมินผลกระทบล่วงหน้าที่จะเกิดขึ้นกับภาคส่วนต่าง ๆ หากมีการดำเนินร่างนโยบายแห่งชาติด้านราคายา</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6436</link>
<description>การศึกษาเพื่อประเมินผลกระทบล่วงหน้าที่จะเกิดขึ้นกับภาคส่วนต่าง ๆ หากมีการดำเนินร่างนโยบายแห่งชาติด้านราคายา
ศนิตา หิรัญรัศมี; Sanita Hirunrassamee; ชะอรสิน สุขศรีวงศ์; Cha-oncin Sooksriwong; ถิรพิชญ์ เจือจันทร์; Thirapich Chuachantra; กุสาวดี เมลืองนนท์; Kusawadee Maluangnon; ตวงรัตน์ โพธะ; Tuangrat Phodha; ปรุฬห์ รุจนธำรงค์; Parun Rutjanathamrong; สุรศักดิ์ สุนทร; Surasak Soonthorn; สิริวัฒน์ สุวัฒนปรีดา; Siriwat Suwattanapreeda
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลกระทบล่วงหน้าของ (ร่าง) นโยบายแห่งชาติด้านราคายา ซึ่งพัฒนาขึ้นภายใต้โครงการวิจัย “การสำรวจสถานการณ์ราคายาและออกแบบนโยบายราคายาของประเทศไทย” โดยมุ่งคาดการณ์และวิเคราะห์ผลกระทบทางตรงและทางอ้อม ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบยา ครอบคลุมระดับองค์กร ระดับสังคม และระดับนโยบาย รวมถึงผลกระทบต่อกฎหมาย การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยการศึกษาเชิงคุณภาพมุ่งวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อจัดทำแผนที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและแผนที่ผลกระทบ ผ่านกระบวนการทบทวนวรรณกรรม การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงการประชุมกลุ่มย่อยกับผู้เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ มีการตรวจสอบความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า สำหรับการศึกษาเชิงปริมาณ ใช้เทคนิคการคัดเลือกยาแบบ tracer ครอบคลุมยาหลายประเภท ได้แก่ ยาต้นแบบ ยาราคาแพง ยาชื่อสามัญที่มีปริมาณการใช้สูง ยาชื่อสามัญตัวแรก และยานวัตกรรม โดยใช้ข้อมูลการนำเข้ายาและข้อมูลการจัดซื้อยาของโรงพยาบาลรัฐในช่วงปี พ.ศ. 2561–2565 เพื่อนำมาจำลองสถานการณ์และประเมินผลกระทบต่อระดับราคาและภาระงบประมาณด้านยา ผลการสัมภาษณ์เชิงลึกในกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่เป็น key informants ทั้ง 3 กลุ่มในระบบยา ได้แก่ (1) กลุ่มผู้ผลิตและผู้นำเข้า (2) กลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อ ผู้จ่ายเงิน และผู้ใช้ยา และ (3) กลุ่มผู้กำหนดนโยบายและผู้กำกับดูแล และการทำ focus group พบว่า ข้อเสนอสำหรับมาตรการใน (ร่าง) นโยบายแห่งชาติด้านราคายา และการจัดโครงสร้างองค์กรในการกำกับดูแลราคายา ควรปรับเปลี่ยน เนื่องจากปัญหาสำคัญที่สุดของกลไกการควบคุมราคายาปัจจุบัน คือความซ้ำซ้อนของกระบวนการต่อรองราคาที่เกิดขึ้นในหลายขั้นตอน รวมถึงกระบวนการทำงานที่ซับซ้อนและล่าช้า และการจัดการองค์กรที่ดูแลที่ขาดเอกภาพ และลดประสิทธิภาพของระบบโดยรวม เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว การศึกษานี้เสนอกรอบนโยบาย 3 เสาหลัก (Three-Pillar Policy Framework) ประกอบด้วย (1) การต่อรองราคาแบบครั้งเดียวในระดับประเทศ (One-Shot Price Negotiation Model) เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความชัดเจนในการกำหนดราคา (2) การจัดตั้งหน่วยงานกลางกำกับและต่อรองราคายาในลักษณะหน่วยงานเดียว (single authority) เพื่อสร้างเอกภาพในการตัดสินใจ และเพิ่มความโปร่งใส และ (3) การปฏิรูประบบการประเมินความคุ้มค่าและกระบวนการราคากลางให้กระชับและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเปิดให้ภาคเอกชนจัดทำการประเมินภายใต้มาตรฐานกลาง ใช้กลไกพิจารณาแบบเร่งรัด และปรับกระบวนการพิจารณาราคากลางให้เน้นเฉพาะกรณีที่ไม่เข้าเกณฑ์ นอกจากนี้ การศึกษานี้เสนอให้ใช้แนวคิดการแบ่งกลุ่มยาเพื่อเลือกเครื่องมือและมาตรการด้านราคาให้เหมาะสมกับลักษณะของยาแต่ละประเภท ได้แก่ ยาต้นแบบราคาแพง ยาที่อยู่ภายใต้สิทธิบัตร ยากำพร้า และยากลุ่ม Me-too ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการปฏิรูประบบราคายาแห่งชาติจำเป็นต้องดำเนินการเชิงโครงสร้าง โดยลดความซ้ำซ้อน สร้างเอกภาพในการบริหารจัดการ และใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และเศรษฐศาสตร์สุขภาพเป็นฐาน เพื่อให้ระบบราคายามีประสิทธิภาพ เป็นธรรม โปร่งใส และยั่งยืนในระยะยาว
</description>
<pubDate>Mon, 01 May 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6436</guid>
<dc:date>2569-05-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>ระบาดวิทยาจีโนมเชื้อแบคทีเรียก่อโรคจากสัตว์สู่คนอุบัติใหม่ Streptococcus suis กลุ่มโคลน 1, 104 และ 233 ที่ก่อโรคไข้หูดับในคนไทย</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6435</link>
<description>ระบาดวิทยาจีโนมเชื้อแบคทีเรียก่อโรคจากสัตว์สู่คนอุบัติใหม่ Streptococcus suis กลุ่มโคลน 1, 104 และ 233 ที่ก่อโรคไข้หูดับในคนไทย
อนุศักดิ์ เกิดสิน; Anusak Kerdsin; รุจิรัตน์ หาตรงจิตต์; Rujirat Hatrongjit; สุกัญญา ยงเกียรติตระกูล; Suganya Yongkiettrakul; พีชานิกา ชอบจิตต์; Peechanika Chopjitt; ปาริชาติ บัวโรย; Parichart Boueroy; ธิดาทิพย์ วงศ์สุรวัฒน์; Thidathip Wongsurawat; พิรุณ เจนเจริญพันธ์; Piroon Jenjaroenpun; กมลวรรณ ลุนหา; Kamonwan Lunha
ในการศึกษาวิจัยนี้ได้ถอดรหัสจีโนมเชื้อ S. suis จำนวน 139 สายพันธุ์ แบ่งเป็นเชื้อกลุ่มโคลน CC1 จำนวน 30 สายพันธุ์ กลุ่มโคลน CC104 จำนวน 40 สายพันธุ์ กลุ่มโคลน CC233 จำนวน 40 สายพันธุ์ กลุ่มโคลน CC25 จำนวน 15 สายพันธุ์ กลุ่มโคลน CC28 จำนวน 7 สายพันธุ์ และกลุ่มโคลน CC94 จำนวน 7 สายพันธุ์ ซึ่งได้ส่งทำ whole-genome sequencing เป็นที่เรียบร้อย โดยผลการวิเคราะห์จีโนมเชื้อในแต่ละกลุ่มโคลน พบว่า CC1 ประกอบด้วย ST1 จำนวน 16 สายพันธุ์ ST11 จำนวน 2 สายพันธุ์ ST105 จำนวน 10 สายพันธุ์ และ ST237 จำนวน 2 สายพันธุ์ กลุ่มโคลน CC104 ประกอบด้วย ST104 จำนวน 40 สายพันธุ์ กลุ่มโคลน CC233 ประกอบด้วย ST233 จำนวน 25 สายพันธุ์ ST379 จำนวน 6 สายพันธุ์ ST1656 จำนวน 8 สายพันธุ์ และ ST1713 จำนวน 1 สายพันธุ์ กลุ่มโคลน CC25 ประกอบด้วย ST25 จำนวน 11 สายพันธุ์ และ ST103 จำนวน 4 สายพันธุ์ กลุ่มโคลน CC28 ประกอบด้วย ST28 จำนวน 7 สายพันธุ์ กลุ่มโคลน CC94 ประกอบด้วย ST94 จำนวน 4 สายพันธุ์ และ ST1689 จำนวน 3 สายพันธุ์ ผลการวิเคราะห์ phylogeny บ่งชี้ว่า CC233 วิวัฒนาการมาจาก CC104 โดยทั้ง 2 กลุ่มโคลนนี้มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมใกล้ชิดกับ CC25, CC28 และ CC94 มากกว่า CC1 ซึ่งมีวิวัฒนาการมาจากอีก lineage หนึ่ง โดยเฉพาะเชื้อกลุ่มโคลน CC104 และ CC233 ที่พบแต่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น น่าจะอุบัติขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 20 คือประมาณปี ค.ศ. 1978 สำหรับกลุ่มโคลน CC104 และประมาณปี ค.ศ. 1997 สำหรับกลุ่มโคลน CC233 เมื่อเปรียบเทียบจีโนมเชื้อ S. suis serotype 2 ได้แก่ CC1, CC25, CC28, CC104 และ CC233 มียีนที่จำเพาะในแต่ละกลุ่มโคลนเท่ากับ 13, 194, 241, 208 และ 214 ตามลำดับ ซึ่งสามารถพัฒนานำมาเป็น marker สำหรับการพยากรณ์กลุ่มโคลนแต่ละชนิดได้ในอนาคต S. suis ที่แยกได้จากคนไทย มียีนดื้อยา tetracycline ชนิด tetO และยีนดื้อยากลุ่ม macrolide ชนิด ermB เป็นชนิดเด่น โดย S. suis กลุ่มโคลน CC104 และ CC233 มียีนดื้อยา vgaLC ที่ทำให้ดื้อต่อยา pleuromutilin เป็นสำคัญ โดยเชื้อ S. suis ในการศึกษานี้ ร้อยละ 36.7 ไม่ไวต่อยา penicillin โดยการไม่ไวต่อยา penicillin มีความจำเพาะต่อกลุ่มโคลน CC233 และ CC104 มากที่สุด นอกจากนี้ Concatenated sequence ของลำดับกรดอะมิโนของ PBP2B, PBP2X และ MraY สามารถแยกความแตกต่างระหว่าง cluster ที่ไม่ไวต่อยา beta-lactam และ cluster ที่ไวต่อยา beta-lactam
</description>
<pubDate>Mon, 01 May 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6435</guid>
<dc:date>2569-05-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
