<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) - Health Systems Research Institute (HSRI)</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/1</link>
<description>ผลงานวิชาการของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข</description>
<pubDate>Tue, 25 Aug 2026 23:48:34 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-08-25T23:48:34Z</dc:date>
<item>
<title>การสำรวจความชุกของการติดเชื้อในโรงพยาบาล การติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ และการสั่งใช้ยาต้านจุลชีพ รวมถึงการประเมินระบบสนับสนุนการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างสมเหตุผล และการดำเนินงานด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล ในโรงพยาบาล 100 แห่งของประเทศไทย ประจำปี 2568</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6468</link>
<description>การสำรวจความชุกของการติดเชื้อในโรงพยาบาล การติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ และการสั่งใช้ยาต้านจุลชีพ รวมถึงการประเมินระบบสนับสนุนการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างสมเหตุผล และการดำเนินงานด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล ในโรงพยาบาล 100 แห่งของประเทศไทย ประจำปี 2568
ชัยศิริ ศรีเจริญวิจิตร; Chaisiri Srijareonvijit; วีรวัฒน์ มโนสุทธิ; Weerawat Manosuthi; วิศัลย์ มูลศาสตร์; Visal Moolasart; ลัลธริตา เจริญพงษ์; Lantharita Charoenpong; เอกอธิษฐ์ ไตรรัตนาภิกุล; Akeatit Trirattanapikul; วินนะดา คงเดชศักดา; Winnada Kongdejsakda; ฐิติพงษ์ ยิ่งยง; Thitipong Yingyong; นิธิมา สุ่มประดิษฐ์; Nithima Sumpradit; สุวพร อนุกูลเรืองกิตติ์; Suvaporn Anugulruengkitt; แสง อุษยาพร; Sang Usayaporn; รัชนู เจริญพักตร์; Ratchanu Charoenpak; อัมไพวรรณ พวงกำหยาด; Ampaiwan Puangkamyad; วลัยพร วิสิฐนนทชัย; Walaiporn Visitnontachai; วัชรี เจนเจริญรัตน์; Watcharee Chancharoenrat; ณัฐวิภา บุญเกิดรัมย์; Nattawipa Boonkerdram; ปาลิดา นราวุฒิพร; Palida Narawutthiporn; ช่อชมพู่ พูนสูงเนิน; Chorchomphoo Phoonsoongnoen; มุจรินทร์ แจ่มแสงทอง; Mujarin Jamsangtong; ลักษณา ชูอินทร์; Laksana Chuin; จักรพันธุ์ ศิริบริรักษ์; Jukrapun Siriboriruk; ศิริลักษณ์ ลําดับจุด; Sirilak Lamdubjoot; ปณินันท์ ศรีนุชศาสตร์; Paninun Srinuchasart; จารุวรรณ คงเมือง; Jaruwan Kongmuang; สมฤดี ชัชเวช; Somruedee Chatchawej; สุภจิรา อุณวงศ์; Supajira Unwong; ชุติกาญจน์ เสงี่ยม; Chutikarn Sangiam; ศันสนีย์ ชัยบุตร; Sunsanee Chaiyabutra; ยุวดี รัตนคช; Yuwadee Rattanakhot; อำนาจ เจนตลอด; Amnat Janetalod; สุภาภรณ์ ประยูรมหิศร; Supaporn Prayoonmahisorn
บทนำ: การติดเชื้อในโรงพยาบาล (healthcare-associated infection, HAI) การติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ (antimicrobial resistance, AMR) และการสั่งใช้ยาต้านจุลชีพอย่างไม่เหมาะสม (inappropriate antimicrobial use, AMU) เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทย จึงจำเป็นต้องมีฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ระดับชาติที่บูรณาการทั้งภาระโรค ภาระเชื้อดื้อยา รูปแบบการใช้ยา และความพร้อมของระบบป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล (infection prevention and control, IPC) และระบบสนับสนุนการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างสมเหตุผล (antimicrobial stewardship, AMS) เพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวัง การกำหนดนโยบาย และการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ วัตถุประสงค์: เพื่อหาความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับ HAI AMR และ AMU ผลกระทบทางคลินิกและภาระค่าใช้จ่าย รวมทั้งประเมินระบบ IPC และ AMS ในโรงพยาบาล 100 แห่งของประเทศไทย วิธีการศึกษา: การวิจัยเชิงผสมผสาน ดำเนินการในโรงพยาบาล 100 แห่ง ครอบคลุม 13 เขตสุขภาพ ระหว่างเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 ถึง มกราคม พ.ศ. 2569 ประกอบด้วยการสำรวจความชุก ณ จุดเวลา การวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์ด้วยการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุตัวแปร และประเมินระบบ IPC และ AMS โดยใช้ WHO Infection Prevention and Control Assessment Framework (WHO IPCAF), WHO Hand Hygiene Self-Assessment Framework 2010 (WHO HHSAF 2010) และคู่มือการประเมินการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพอย่างบูรณาการในโรงพยาบาล (EE-AMR Tool, Thailand) ร่วมกับสัมภาษณ์และสังเกตการปฏิบัติงานขณะดูแลผู้ป่วย HAI ผลการศึกษา: ผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การสำรวจ 29,414 ราย พบความชุก HAI ร้อยละ 2.9 (95% confidence interval [CI] 2.7–3.1) สูงสุดในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย (ร้อยละ 6.4) และในหอผู้ป่วยวิกฤต (ร้อยละ 9.0) ตำแหน่งติดเชื้อที่พบสูงสุด คือ ทางเดินหายใจ (ร้อยละ 43.6) ปัจจัยที่สัมพันธ์กับ HAI สูงสุด คือ ระยะเวลานอนโรงพยาบาลถึงวันสำรวจ ≥7 วัน (adjusted odds ratio [aOR] 10.22; 95% CI 8.28-12.62) ความชุก AMR ตามกรอบ WHO GLASS และ ESKAPEE พบร้อยละ 48.0 (95% CI 46.1–50.0) โดยกลุ่ม HAI สูงกว่ากลุ่ม Non-HAI อย่างมีนัยสำคัญ (ร้อยละ 62.6 เทียบกับร้อยละ 43.7) ปัจจัยที่สัมพันธ์กับ AMR สูงสุด คือ การรักษาตัวในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิด (aOR 3.80; 95% CI 1.86-7.80) ส่วนความชุก AMU พบร้อยละ 48.1 (95% CI 47.6-48.7) โดยมีสัดส่วนการสั่งใช้ยากลุ่ม Watch ร้อยละ 62.2 และพบการใช้ยาต้านจุลชีพไม่เหมาะสมร้อยละ 29.6 โดยการให้ยาป้องกันทางศัลยกรรมเป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการสั่งใช้ยาไม่เหมาะสมสูงสุด (aOR 12.18; 95% CI 10.77–13.77) โดยภาพรวมพบว่ากลุ่ม HAI มีอัตราการเสียชีวิตที่ 90 วันหลังสำรวจสูงกว่ากลุ่ม Non-HAI (ร้อยละ 23.3 เทียบกับร้อยละ 5.3) ระยะเวลานอนโรงพยาบาลยาวนานกว่าเกือบ 5 เท่า และค่าใช้จ่ายรวมสูงกว่า 7.7 เท่า นอกจากนี้ในผู้ป่วย AMR, AMU และผู้ป่วยที่ได้รับการสั่งใช้ยาต้านจุลชีพอย่างไม่เหมาะสมก็มีผลกระทบทางคลินิกเช่นเดียวกันผลการประเมินระบบ IPC ตามเกณฑ์ WHO IPCAF มีคะแนนเฉลี่ย 669.5 ± 84.8 จากคะแนนเต็ม 800 (ระดับ Advanced) แต่ยังมีช่องว่างด้านภาระงาน อัตรากำลังและอัตราการครองเตียง การฝึกอบรมและโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนด้าน IPC ผลการประเมิน WHO HHSAF 2010 มีคะแนนเฉลี่ย 378.0 ± 86.5 จาก 500 (ระดับ Advanced) โดยช่องว่างที่สำคัญ คือ บรรยากาศความปลอดภัยขององค์กร สำหรับผลการประเมินตามแบบประเมิน EE-AMR Tool มีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าที่ 313.3 ± 85.6 จาก 500 (ระดับ Intermediate) ช่องว่างที่สำคัญ คือ การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลอย่างบูรณาการ และความเข้มแข็งของกลไกบริหารจัดการ AMR ซึ่งสอดคล้องกับผลการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการประเมินหน้างานโดยการสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์พบว่าภาพรวมปฏิบัติได้ดี แต่ยังพบช่องว่างในเรื่องสุขอนามัยมือ การใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อทางอากาศ การติดตามการปฏิบัติตามมาตรการอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการเอาอุปกรณ์ทางการแพทย์ออกเมื่อหมดความจำเป็น สรุป: การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า HAI AMR และ AMU เป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกันในระบบโรงพยาบาลไทย ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลระดับประเทศสำหรับการพัฒนาระบบเฝ้าระวัง การกำหนดมาตรการ IPC และ AMS รวมถึงจัดสรรทรัพยากรเพื่อยกระดับความปลอดภัยของผู้ป่วยและการจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในประเทศไทย
</description>
<pubDate>Sat, 01 Jul 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6468</guid>
<dc:date>2569-07-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การพัฒนารูปแบบชุมชนที่เป็นมิตรสำหรับผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6467</link>
<description>การพัฒนารูปแบบชุมชนที่เป็นมิตรสำหรับผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
วารี กังใจ; Waree Kangchai; พรชัย จูลเมตต์; Pornchai Jullamate; ชลธิชา จันทคีรี; Chonticha Chantakeeree; อมรรัตน์ สัทธาธรรมรักษ์; Amonrat Satthathummarak; ชไมพร จั่นจุ้ย; Chamaipron Janjuy
ภาวะสมองเสื่อมเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ จำเป็นต้องมีระบบสนับสนุนและชุมชนที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบชุมชนที่เป็นมิตร สำหรับผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อม ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย (1) ผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อม (2) ผู้ดูแล (3) แกนนำชุมชน (4) ตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ (5) ประชาชน ที่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ดำเนินการวิจัย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสถานการณ์ ปัญหา ความต้องการ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับชุมชนที่เป็นมิตรสำหรับผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อม ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนารูปแบบชุมชนที่เป็นมิตรสำหรับผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อม ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบชุมชนที่เป็นมิตรสำหรับผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อม วิเคราะห์ข้อมูลด้วย การวิเคราะห์เนื้อหา สถิติพรรณนา และสถิติที (t-test) ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบชุมชนที่เป็นมิตรสำหรับผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อม ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก มีองค์ประกอบหลัก 7 องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบที่ 1 การออกแบบสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อม องค์ประกอบที่ 2 ระบบบริการสุขภาพและการดูแลสำหรับผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อมแบบบูรณาการ องค์ประกอบที่ 3 การยอมรับและให้ความเคารพผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อม องค์ประกอบที่ 4 การออกแบบสภาพแวดล้อมทางสังคม องค์ประกอบที่ 5 นโยบายการบริหารจัดการและการมีส่วนร่วม องค์ประกอบที่ 6 การสนับสนุนผู้ดูแล และองค์ประกอบที่ 7 เทคโนโลยีและนวัตกรรม ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า คะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อมกลุ่มที่ได้รับรูปแบบในระยะหลังการทดลองมากกว่าระยะก่อนการทดลอง และมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับรูปแบบ คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของผู้ดูแล ตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แกนนำชุมชน และประชาชน ต่อรูปแบบ อยู่ในช่วง 8.92–9.42 จากคะแนนเต็ม 10 ส่วนความคิดเห็นของผู้ดูแล ตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แกนนำชุมชน และประชาชนต่อรูปแบบ คือรูปแบบมีความเหมาะสมในการนำไปใช้ สามารถช่วยให้ผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อมสามารถดำรงชีวิตอยู่ในชุมชนได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี ส่งผลดีต่อผู้ดูแลในด้านการเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมในกระบวนการดูแลผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อม จากผลการวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะว่า พยาบาลวิชาชีพและบุคลากรด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ สามารถนำรูปแบบที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ ไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับนโยบายสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ไปใช้ในการวิเคราะห์และวางแผนกำหนดนโยบายด้านสุขภาพผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อมของประเทศไทยต่อไป
</description>
<pubDate>Sun, 01 Jan 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6467</guid>
<dc:date>2569-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การฟื้นคืนสู่สุขภาวะของผู้อยู่กับโรคจิตเภท: รูปแบบการดำเนินงานแบบบูรณาการระดับพื้นที่ ความเข้าใจของผู้ปฏิบัติงานและผู้ดูแล และมุมมองของผู้ใช้บริการ</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6466</link>
<description>การฟื้นคืนสู่สุขภาวะของผู้อยู่กับโรคจิตเภท: รูปแบบการดำเนินงานแบบบูรณาการระดับพื้นที่ ความเข้าใจของผู้ปฏิบัติงานและผู้ดูแล และมุมมองของผู้ใช้บริการ
ณัฐณีย์ มีมนต์; Natthani Meemon; กมลวรรณ ศรีปา; Kamolwan Sripa; กิตติยา ย่งฮะ; Kittiya Yongha; กมลวรรณ เขียวนิล; Kamonwan Kiewnin; ภัทริน อนุตริยะ; Pattarin Anutariya; มินตรา หงษ์ธํารง; Mintar Hongtumrong
การฟื้นคืนสู่สุขภาวะของผู้อยู่กับโรคจิตเภทเป็นความท้าทายสำคัญของระบบสุขภาพจิต โดยเฉพาะในบริบทที่การดูแลยังคงยึดการรักษาในโรงพยาบาลเป็นศูนย์กลาง แม้ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการให้บริการจิตเวช แต่อัตราการกลับเป็นซํ้าและการหลุดจากระบบดูแลหลังจําหน่ายยังคงพบได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนข้อจํากัดของการดูแลต่อเนื่องและการฟื้นฟูในระดับชุมชน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจการฟื้นคืนสู่สุขภาวะในระดับพื้นที่ ผ่านการวิเคราะห์ระบบการฟื้นฟูสุขภาพจิตในชุมชน มุมมองของผู้ให้บริการและผู้ดูแลครอบครัว และประสบการณ์ของผู้อยู่กับโรคจิตเภท เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบการฟื้นคืนสู่สุขภาวะแบบบูรณาการที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบพหุกรณีศึกษา เก็บข้อมูลผ่านการประชุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์เชิงลึกกับบุคลากรด้านสุขภาพ ผู้ปฏิบัติงานในชุมชน ผู้ดูแลครอบครัว และผู้อยู่กับโรคจิตเภท ใน 5 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี สุโขทัย จันทบุรี เลย และพังงา รวมผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 141 คน การวิเคราะห์ในระดับระบบใช้กรอบ Power–Interest Matrix เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบความร่วมมือและบทบาทของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ขณะที่การวิเคราะห์แนวปฏิบัติและประสบการณ์การฟื้นคืนใช้กรอบ SAMHSA’s 10 Principles of Recovery และ CHIME Framework ผลการศึกษาพบว่า ระบบการฟื้นฟูสุขภาพจิตในระดับพื้นที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน พื้นที่ที่มีบทบาทขององค์กรภาคประชาสังคมและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้มแข็ง มักมีการดูแลต่อเนื่องหลังจําหน่ายที่ยืดหยุ่นและตอบสนองต่อชีวิตจริงของผู้ป่วยมากกว่า ขณะที่ระบบที่ขับเคลื่อนโดยภาคสาธารณสุขเป็นหลักมีความเข้มแข็งด้านการรักษาทางคลินิก แต่ยังให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเชิงสังคมและอาชีพในระดับจํากัด การวิเคราะห์ตามกรอบ SAMHSA สะท้อนว่า แนวปฏิบัติด้านการฟื้นคืนในบริบทไทยเน้นความสัมพันธ์ การมีครอบครัวเป็นฐานและการดำรงชีวิตอย่างสงบในชีวิตประจำวัน มากกว่าการเน้นความเป็นอิสระของปัจเจกในมุมมองของผู้อยู่กับโรคจิตเภท การฟื้นคืนสู่สุขภาวะมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับครอบครัว ชุมชนและศาสนาหรือจิตวิญญาณ ความหวังมักถูกนิยามผ่านเป้าหมายเล็ก ๆ ที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน ขณะที่ตัวตนและความหมายของชีวิตถูกสร้างขึ้นใหม่ผ่านบทบาทที่มีคุณค่าทางสังคม การเสริมพลังอำนาจจึงหมายถึงความสามารถในการจัดการชีวิตประจำวันด้วยตนเองอย่างมั่นคงมากกว่าการเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ โดยสรุป การพัฒนาระบบการฟื้นคืนสู่สุขภาวะสำหรับผู้อยู่กับโรคจิตเภทควรตั้งอยู่บนฐานของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชน และสนับสนุนการฟื้นคืนในชุมชนผ่านความร่วมมืออย่างเป็นทางการและต่อเนื่องระหว่างภาคสุขภาพท้องถิ่น ครอบครัว และภาคประชาสังคม
</description>
<pubDate>Sat, 01 Jul 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6466</guid>
<dc:date>2569-07-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การจัดลำดับความสำคัญของการวิจัยเพื่อพัฒนานโยบายและดำเนินการตามนโยบายเรื่องระบบบริการสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่าในประเทศไทย</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6465</link>
<description>การจัดลำดับความสำคัญของการวิจัยเพื่อพัฒนานโยบายและดำเนินการตามนโยบายเรื่องระบบบริการสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่าในประเทศไทย
บวรศม ลีระพันธ์; Borwornsom Leerapan; ภาณุวิชญ์ แก้วกำจรชัย; Phanuwich Kaewkamjonchai; ณัฐวุฒิ เอี่ยงธนรัตน์; Natthawut Iangtanarat
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากรอบความคิดและแนวทางจัดลำดับความสำคัญของโจทย์วิจัยด้านการพัฒนาระบบบริการสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่า (Value-Based Health Care: VBHC) สำหรับประเทศไทย โดยตั้งอยู่บนโจทย์สำคัญว่า แม้แนวคิดระบบบริการสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่าจะถูกกล่าวถึงมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ความเข้าใจต่อความหมาย ขอบเขต และนัยเชิงนโยบายของแนวคิดดังกล่าวยังไม่เป็นเอกภาพ ส่งผลให้การขับเคลื่อนงานวิจัยและการพัฒนาระบบบริการยังมีลักษณะกระจัดกระจาย และมักตีความระบบบริการสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่าเป็นเพียงการเพิ่มประสิทธิภาพหรือลดต้นทุนบางส่วน มากกว่าการปฏิรูประบบบริการสุขภาพทั้งระบบให้ยึดผลลัพธ์ที่มีความหมายต่อผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง การศึกษาใช้ 3 องค์ประกอบหลักในการสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงวิชาการและเชิงนโยบาย ได้แก่ การทบทวนวรรณกรรมและประสบการณ์จากต่างประเทศ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการประชุมผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในบริบทไทย และการพัฒนาเกณฑ์เพื่อใช้จัดลำดับความสำคัญของโจทย์วิจัยที่สอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาระบบริการสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่าอย่างแท้จริง ผลจากการทบทวนวรรณกรรมชี้ว่า นโยบายหรือโครงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่าที่ประสบผลสำเร็จไม่ได้เกิดจากการใช้เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการออกแบบบริการแบบบูรณาการตลอดเส้นทางผู้ป่วย การวัดผลลัพธ์และต้นทุนตลอดวงจรการดูแลรักษา และกลไกการจ่ายเงินที่สนับสนุนความร่วมมือระหว่างหน่วยบริการ ไม่ใช่การจ่ายตามกิจกรรมหรือรายครั้งแบบเดิม ข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับแนวคิดของคณะกรรมการวิชาการที่เห็นตรงกันว่า นโยบายพัฒนาระบบบริการสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่าควรถูกพิจารณาในฐานะ "การเปลี่ยนระบบสุขภาพ" ไม่ใช่เพียง "การปรับปรุงงานบางจุด ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพสะท้อนประเด็นสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ (1) ประเทศไทยยังมีแนวคิดเกี่ยวกับ VBHC และจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจร่วมในระดับนโยบายและปฏิบัติ (2) หัวใจของการพัฒนาระบบบริการสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่า คือการดูแลรักษาแบบบูรณาการตลอดเส้นทางผู้ป่วย ไม่ใช่การดูแลแบบแยกส่วน (3) ระบบการวัดผลและระบบการจ่ายเงินต้องได้รับการพัฒนาไปพร้อมกัน เพราะหากไม่มีการวัดผลลัพธ์ (outcome measurement) และการจ่ายเงินแบบเน้นคุณค่า (value-base payment) จะทำให้ขาดแรงจูงใจที่ยั่งยืนเพื่อจัดการดูแลรักษาแบบบูรณาการ (4) การเริ่มต้นด้วยโรคหรือบริการต้นแบบที่มีความพร้อมสูง เช่น เบาหวาน กระดูกสะโพกหัก หรือบริการที่เห็นช่องว่างเชิงระบบชัดเจนเป็นยุทธศาสตร์เชิงปฏิบัติที่เหมาะสม และ (5) เป้าหมายของการพัฒนาระบบบริการสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่าในบริบทไทยต้องครอบคลุมทั้งคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความเป็นธรรม โดยเฉพาะการลดช่องว่างการเข้าถึง และยกระดับความครอบคลุมเชิงประสิทธิผล (effective coverage) จากการสังเคราะห์ดังกล่าว การศึกษาวิจัยชิ้นนี้จึงเสนอเกณฑ์เพื่อจัดลำดับความสำคัญของโจทย์วิจัยเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่าในประเทศไทย โดยเน้นให้ความสำคัญกับโจทย์ที่มีคุณลักษณะ 4 ด้านร่วมกัน คือ สอดคล้องกับแนวคิดระบบบริการสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่าอย่างชัดเจน มุ่งยกระดับผลลัพธ์ที่มีความหมายต่อผู้ป่วยและประสบการณ์การรับบริการ ช่วยคลี่คลายคอขวดเชิงระบบผ่านการออกแบบบริการแบบบูรณาการ และมีศักยภาพเชื่อมโยงไปสู่การออกแบบระบบข้อมูล การวัดผล และระบบการเงินการจ่ายเงินตามคุณค่าได้ในอนาคต เกณฑ์ดังกล่าวมีบทบาทสำคัญเพราะช่วยแยกความแตกต่างระหว่าง "โครงการพัฒนาระบบทั่วไป" กับ "โครงการที่เป็นระบบบริการสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่าอย่างแท้จริง" ซึ่งเป็นประเด็นที่คณะกรรมการให้ความสำคัญอย่างมากภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร โดยสรุป ทิศทางการพัฒนาวาระของการวิจัยเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบริการสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่าของประเทศไทยควรเปลี่ยนจากการมองโจทย์วิจัยแบบแยกส่วน ไปสู่การวิจัยเพื่อการเปลี่ยนแปลงระบบอย่างเป็นขั้นตอน สร้างความชัดเจนทางแนวคิด ควบคู่กับการพัฒนาโจทย์วิจัยที่เริ่มจากพื้นที่หรือโรคต้นแบบที่มีความเป็นไปได้สูง สร้างระบบวัดผลที่เหมาะสมกับบริบทไทย และเชื่อมต่อไปสู่การออกแบบกลไกการจ่ายเงินและนโยบายระดับระบบในระยะต่อไป เพื่อช่วยให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาระบบบริการสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่าจากระดับแนวคิดไปสู่การปฏิบัติจริง และยกระดับคุณค่า คุณภาพ และความเป็นธรรมได้อย่างยั่งยืน
</description>
<pubDate>Sat, 01 Jul 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6465</guid>
<dc:date>2569-07-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
