<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>Articles</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/3</link>
<description>บทความวิชาการ</description>
<pubDate>Tue, 07 Apr 2026 16:53:05 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-04-07T16:53:05Z</dc:date>
<item>
<title>ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการตรวจพิเศษด้านรังสีวินิจฉัยที่มีราคาแพงภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6426</link>
<description>ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการตรวจพิเศษด้านรังสีวินิจฉัยที่มีราคาแพงภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
จิรัชญา กลีบสุวรรณ์; Jiratchaya Kleebsuwan
การจัดบริการสาธารณสุขเป็นภารกิจการจัดบริการสาธารณะของรัฐและมีสถานะเป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพของประชาชนภายใต้หลักนิติรัฐ หลักความเสมอภาคและหลักความเป็นธรรมในการใช้และบังคับใช้บริการสาธารณะ อย่างไรก็ตาม การรับรองสิทธิด้านสุขภาพในเชิงบทบัญญัติกฎหมายมิได้หมายความว่าสิทธิดังกล่าวจะเกิดผลได้จริงในทางปฏิบัติ หากยังคงปรากฏข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบบริการสาธารณสุข โดยเฉพาะบริการตรวจพิเศษทางรังสีวินิจฉัย ซึ่งเป็นบริการที่มีต้นทุนสูง ต้องอาศัยทรัพยากรและเทคโนโลยีเฉพาะด้าน และถูกกำหนดโดยระบบการเงิน ระบบประกันสุขภาพ และการจัดบริการของรัฐที่พึ่งพาการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้ดุลพินิจของหน่วยบริการสาธารณสุขของรัฐในการส่งตรวจรังสีวินิจฉัยทางการแพทย์ในฐานะการใช้อำนาจทางปกครองภายใต้กรอบกฎหมายมหาชนว่าด้วยการจัดบริการสาธารณะ การคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพและหลักความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการ โดยใช้การทบทวนวรรณกรรมอย่างรอบด้าน และการวิเคราะห์กรณีศึกษาข้อพิพาทเกี่ยวกับการให้บริการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (computed tomography, CT scan) แก่ผู้ป่วยฉุกเฉินซึ่งสะท้อนความคลาดเคลื่อนระหว่างสถานะทางกฎหมายของบริการสาธารณะกับการปฏิบัติจริง ผลการศึกษาพบว่า ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง รูปแบบการจัดหาทรัพยากรทางการแพทย์ และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจของหน่วยบริการ ส่งผลให้เกิดความแตกต่างระหว่างความเสมอภาคในทางกฎหมายกับความเสมอภาคในการใช้สิทธิจริง การจำกัดการเข้าถึงบริการตรวจพิเศษโดยไม่มีเหตุผลทางการแพทย์อาจเข้าข่ายเลือกปฏิบัติในทางข้อเท็จจริงอันขัดต่อหลักความเสมอภาค หลักความต่อเนื่องของบริการ และหลักความรับผิดของรัฐ นอกจากนี้บทความยังเสนอแนวคิด “สถาปัตยกรรมทางกฎหมายมหาชนของบริการตรวจ CT ฉุกเฉิน” เพื่อสร้างกรอบบูรณาการด้านกฎหมายและนโยบายอันมุ่งให้การจัดบริการสาธารณสุขในทางปฏิบัติเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และทำให้สิทธิด้านสุขภาพเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเสมอภาคและยั่งยืน
</description>
<pubDate>Wed, 01 Mar 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6426</guid>
<dc:date>2569-03-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การทบทวนวรรณกรรมแบบกำหนดขอบเขตเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพในการจัดบริการสุนัขนักบำบัด</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6425</link>
<description>การทบทวนวรรณกรรมแบบกำหนดขอบเขตเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพในการจัดบริการสุนัขนักบำบัด
สรประเวศ กระจ่างคันถมาตร์; Sornpravate Krajangkantamatr; นวภร จันทร์บรรจง; Navaporn Chanbanchong; โอม โตอาจ; Oam To-aj; วีระศักดิ์ พุทธาศรี; Weerasak Putthasri
การบำบัดด้วยสัตว์และการบำบัดด้วยสุนัขเป็นแนวทางการดูแลสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในต่างประเทศ แต่ประเทศไทยยังขาดกรอบนโยบายและมาตรฐานกลางในการจัดบริการสุนัขนักบำบัด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนวรรณกรรมแบบกำหนดขอบเขต เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้เชิงนโยบายสำหรับการพัฒนานโยบายสุขภาพในการจัดบริการสุนัขนักบำบัด โดยมุ่งเน้นขอบเขตการให้บริการ กลุ่มผู้ป่วยเป้าหมาย และประสิทธิผลและประสิทธิภาพการให้บริการ การวิจัยใช้วิธี scoping review ตามแนวทาง Joanna Briggs Institute สืบค้นเอกสารระหว่างปี ค.ศ. 2014–2024 จากฐานข้อมูลสากลและเอกสารกึ่งวิชาการ ผลการศึกษาพบว่า (1) ขอบเขตบริการมีลักษณะเป็นระบบเครือข่าย ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดมาตรฐาน การคัดกรองสัตว์และผู้ดูแล จนถึงการติดตามประเมินผล (2) กลุ่มผู้ป่วยมีความหลากหลาย โดยต้องคำนึงถึงความเหมาะสม ความปลอดภัย และความยินยอม และ (3) ประสิทธิผลและประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับมาตรฐานการดำเนินงาน ระบบติดตามประเมินผล และการจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม การศึกษานี้เสนอให้ประเทศไทยพัฒนากรอบนโยบายที่ชัดเจนและบูรณาการหลายภาคส่วน เพื่อให้การจัดบริการสุนัขนักบำบัดมีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน และยั่งยืน
</description>
<pubDate>Wed, 01 Mar 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6425</guid>
<dc:date>2569-03-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การประเมินผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด RE-AIM</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6424</link>
<description>การประเมินผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด RE-AIM
สายชล คล้อยเอี่ยม; Saichon Kloyiam; ปนัดดา ทองชัง; Panutda Thongshang
กรอบแนวคิด RE-AIM (reach, effectiveness, adoption, implementation, maintenance) เป็นเครื่องมือสำหรับการวางแผนและประเมินผลการดำเนินงานที่สะท้อนผลผลิตและผลลัพธ์ซึ่งเป็นที่นิยมใช้ประเมินผลในบริบทของการศึกษาวิจัยด้านสาธารณสุข อย่างไรก็ตาม การนำกรอบแนวคิด RE-AIM มาประยุกต์ใช้ในการประเมินการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการหน่วยงานยังไม่มีปรากฏในกระทรวงสาธารณสุข จึงไม่เห็นภาพรวมของผลกระทบของการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการของส่วนราชการต่อผลลัพธ์ระดับบุคคลและองค์กร ที่ส่งผลให้การบริหารจัดการโครงการและกิจกรรมภายในแผนปฏิบัติการฯ อาจไม่เกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพเท่าที่ควร  การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด RE-AIM ในการประเมินผลการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการหน่วยงานด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานสังกัดกรมอนามัย โดยประยุกต์ใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม มีหน่วยงานสังกัดกรมอนามัย จำนวน 37 หน่วยงาน ประกอบด้วยหน่วยงานส่วนกลาง 22 หน่วยงาน และหน่วยงานส่วนภูมิภาค 15 หน่วยงานร่วมดำเนินการ  ผลการศึกษา พบว่า ประเภทตัวชี้วัดที่ปรากฏในแผนปฏิบัติการกรมอนามัยมากที่สุดคือประเภท implementation (การดำเนินการ) คิดเป็นร้อยละ 37   รองลงมาคือประเภท reach (การเข้าถึง) คิดเป็นร้อยละ 21  ส่วนประเภทตัวชี้วัดที่ปรากฏน้อยที่สุดคือประเภท maintenance (การคงสภาพ) ทำให้จำเป็นต้องตัดตัวชี้วัดประเภทการคงสภาพออก เหลือไว้เพียง 4 ประเภทตัวชี้วัด หน่วยงานสังกัดกรมอนามัยสามารถเลือกรายการตัวชี้วัดที่สอดคล้องประเภทตัวชี้วัดที่กำหนดได้  แผนปฏิบัติการหน่วยงานของกรมอนามัยนำไปสู่การบรรลุผลเกินเป้าในประเภทการเข้าถึงมากที่สุด 3.7 เท่า  รองลงมาคือประเภทการนำไปประยุกต์ใช้ 3.4 เท่า และการดำเนินการอย่างครบถ้วน 2 เท่า นอกจากนี้ มีหน่วยงานที่บรรลุผลเกินค่าเป้าหมายของรอบ 5 เดือนหลังไปแล้วถึง 28 หน่วยงานจากทั้งหมด 37 หน่วยงาน คิดเป็นร้อยละ 75.7  การแสดงข้อมูลสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของตัวชี้วัดตามประเภท RE-AI ด้วยกระดานข้อมูล ช่วยให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และสามารถดำเนินการปรับแผนปฏิบัติการหน่วยงานได้ทันการณ์ ทั้งในระยะสั้น (รายเดือน) และระยะกลาง (ในช่วง 5 เดือนหลังของปีงบประมาณ)  สรุป กรอบแนวคิด RE-AIM สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการประเมินระดับความสำเร็จของการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการหน่วยงานของกรมอนามัยได้ในระดับที่น่าพึงพอใจ โดยนำมาพิจารณาร่วมกับความครบถ้วนของกิจกรรมและงบประมาณที่ถูกดำเนินการไปในช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐยุคใหม่
</description>
<pubDate>Wed, 01 Mar 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6424</guid>
<dc:date>2569-03-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพประชาชนก่อนวัยสูงอายุ จังหวัดพิจิตร</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6423</link>
<description>การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพประชาชนก่อนวัยสูงอายุ จังหวัดพิจิตร
จรรยา นราธรสวัสดิกุล; Junya Naratornsawatdikul; ไมตรี บูลย์ประมุข; Maitree Boonpramook
ประชาชนวัยก่อนสูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การศึกษาเพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพประชาชนก่อนวัยสูงอายุ จะทำให้ประชาชนก่อนวัยสูงอายุมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม อันจะนำไปสู่การเป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี ซึ่งการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เก็บรวบรวมข้อมูลแบบผสมผสาน (mixed methods) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ อสม. จำนวน 412 คน  ภาคีเครือข่ายจำนวน 18 คน  อสม. พื้นที่ทดลอง 2 ตำบล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ stepwise multiple regression, paired t-test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา  ผลการวิจัย พบว่า อสม. มีส่วนร่วมอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 60.0)  ปัจจัยที่ส่งผลและสามารถพยากรณ์ระดับการมีส่วนร่วม ได้แก่ การได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม ทัศนคติและความรอบรู้ด้านสุขภาพ (R2 adj = 0.402)  รูปแบบการส่งเสริมการมีส่วนร่วมที่สร้างและพัฒนาขึ้น ได้แก่ 1) การจัดทำข้อตกลงการสนับสนุนการมีส่วนร่วมโดยผ่านคณะกรรมการสุขภาพจังหวัดพิจิตร  2) กำหนดนโยบายและประกาศเป็นวาระจังหวัดพิจิตร  3) พัฒนาศักยภาพ อสม. โดยการอบรมฟื้นฟู  4) ส่งเสริมให้ อสม. ได้รับแรงสนับสนุนทางสังคมและแรงจูงใจที่เหมาะสม  5) ส่งเสริมให้ อสม. มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ  6) พัฒนาการสื่อสารประชาสัมพันธ์  7) ประสานความร่วมมือในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ อสม. และ 8) ส่งเสริมให้มีกิจกรรมหรือเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยคะแนนเฉลี่ยการได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม ทัศนคติ ความรอบรู้และการมีส่วนร่วมหลังทดลองมากกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05  ข้อเสนอแนะ ควรสนับสนุนให้ทุกอำเภอและทุกตำบลจัดทำแผนงานหรือโครงการโดยผ่านคณะกรรมการสุขภาพจังหวัดพิจิตร
</description>
<pubDate>Wed, 01 Mar 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6423</guid>
<dc:date>2569-03-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
