<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>Recommended Items</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/5459</link>
<description>งานวิจัยแนะนำ</description>
<pubDate>Fri, 17 Jul 2026 04:39:48 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-07-17T04:39:48Z</dc:date>
<item>
<title>ข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียมสำหรับอาหารประเภทต่าง ๆ ของประเทศไทย</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6441</link>
<description>ข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียมสำหรับอาหารประเภทต่าง ๆ ของประเทศไทย
นัฐพล ตั้งสุภูมิ; Nattapol Tangsuphoom; วันทนีย์ เกรียงสินยศ; Wantanee Kriengsinyos; ปรารถนา ตปนีย์; Pradtana Tapanee; จันทิมา โพธิ; Juntima Photi
หลักการและเหตุผล : ปริมาณการบริโภคโซเดียมของประชากรทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง รวมถึงประเทศไทย ยังสูงกว่าปริมาณที่แนะนำให้บริโภคอยู่มาก องค์การอนามัยโลกจึงได้ตั้งเป้าหมายการลดบริโภคเกลือและโซเดียมอย่างน้อย ร้อยละ 30 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายปริมาณการบริโภคโซเดียม ไม่เกิน 2000 มิลลิกรัม/วัน โดยมีแนวทางสำคัญ คือการลดปริมาณเกลือและโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหารที่เป็นแหล่งของโซเดียม และมีปริมาณการบริโภคสูง ซึ่งนำไปสู่การกำหนด sodium benchmark หรือ เกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียม สำหรับอาหารแต่ละกลุ่มประเภท ทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับประเทศต่าง ๆ เพื่อเป็นเกณฑ์เป้าหมายในการลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มี sodium benchmark ของประเทศไทย ประกอบกับเกณฑ์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และระดับโลกที่มีอยู่ อาจไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ สภาพปัญหา และบริบทของประเทศไทย ทำให้นำไปปฏิบัติได้ยาก นอกจากนี้ยังไม่มีข้อมูลพื้นฐาน (baseline data) ปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหารที่ชัดเจน ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการจัดทำมาตรการและกำหนดเป้าหมายการลดปริมาณเกลือและโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร โครงการวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนด sodium benchmark สำหรับอาหารประเภทต่าง ๆ ของประเทศไทย ตามหลักการและแนวทางที่สอดคล้องกับเกณฑ์ระดับนานาชาติ และเหมาะสมกับสถานการณ์การบริโภคโซเดียมและบริบทของประเทศไทย วิธีการดำเนินงาน : โครงการนี้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากฐานข้อมูลในการจัดทำข้อมูลพื้นฐานปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหารประเภทต่างๆ เพื่อระบุกลุ่มประเภทอาหารที่เป็นแหล่งของโซเดียม และจัดลำดับความสำคัญของกลุ่มประเภทอาหารที่ควรปรับลดปริมาณโซเดียม จากนั้นกำหนด sodium benchmark โดยเปรียบเทียบข้อมูลปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในประเทศไทย กับ sodium benchmark ขององค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (WHO SEARO) ร่วมกับพิจารณาความเหมาะสมและข้อจำกัดในการนำไปใช้ปฏิบัติจริง และจัดทำประชาพิจารณ์ร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะสำหรับการปรับปรุงเกณฑ์ และจัดทำข้อเสนอนโยบาย sodium benchmark ของประเทศไทย แนวทางการกำหนดเพดานปริมาณเกลือและโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร และค่าเป้าหมายในแต่ละระยะ ผลการศึกษาที่สำคัญ : โครงการได้บรรลุวัตถุประสงค์ในการจัดทำ sodium benchmark สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารประเภทต่าง ๆ ของประเทศไทย ได้แก่ เนื้อสัตว์แปรรูป สัตว์น้ำแปรรูป เครื่องปรุงรส ขนมขบเคี้ยวรสเค็ม ผลิตภัณฑ์เบเกอรี ขนมปังอาหารพร้อมรับประทาน และอาหารกึ่งสำเร็จรูป ตามแนวทางของ WHO SEARO และหลักการสากล โดยพิจารณาจากปริมาณโซเดียมที่คนไทยได้รับจากผลิตภัณฑ์อาหารแต่ละประเภท ซึ่งคำนวณจากปริมาณโซเดียมของผลิตภัณฑ์อาหารที่มีในท้องตลาด และข้อมูลปริมาณอาหารที่คนไทยบริโภค ร่วมกับจำนวนผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์ sodium benchmark.ของ WHO SEARO เพื่อจัดลำดับความสำคัญของผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ ที่ต้องกำหนด sodium benchmark โดยให้ความสำคัญกับประเภทผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณโซเดียมที่คนไทยเฉพาะผู้ที่บริโภค (eater only) ได้รับมากกว่า 600 มิลลิกรัม/ผู้ที่บริโภค/วัน สำหรับอาหารพร้อมรับประทาน และอาหารกึ่งสำเร็จรูป หรือ 200 มิลลิกรัม/ผู้ที่บริโภค/วัน สำหรับผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น ๆ ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ที่ต้องกำหนดเกณฑ์ sodium benchmark เป็นกลุ่มแรก เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นแหล่งของโซเดียมที่คนไทยบริโภค และมีสัดส่วนจำนวนผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดที่ผ่านเกณฑ์ของ WHO และ WHO SEARO น้อยกว่า 1/3 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ทั้งชิ้นหรือตัดแต่งแปรรูปโดยไม่ใช้ความร้อน (WHO subcategory 14g) ผลิตภัณฑ์ปลาและอาหารทะเลแปรรูป (WHO subcategory 14b) ประเภทย่อย ซุปก้อนและซุปเข้มข้น (WHO subcategory 18aii) เครื่องจิ้มและซอสสำหรับจิ้มประเภทย่อย (WHO subcategory 18c) เครื่องปรุง (WHO subcaegory 18e) ซอสสไตล์เอเชียอื่น ๆ (WHO subcategory 18g) อาหารพร้อมรับประทานแช่เย็นและแช่เยือกแข็งที่มีคาร์โบไฮเดรตรวมกับผักหรือเนื้อสัตว์หรือทั้งสามอย่าง (WHO subcategory 9f) และพาสต้า บะหมี่ ข้าว เมล็ดพืชราดซอสหรือปรุงรสกึ่งสำเร็จรูปและเข้มข้น (WHO subcategory 9bii) จากการประชุมหารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ และข้อคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่รวบรวมได้จากการประชุมประชาพิจารณ์ โครงการได้เสนอกำหนดค่า sodium benchmark โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ ในระยะที่ 1 ซึ่งมีกรอบระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี เสนอให้กำหนดเพดานปริมาณโซเดียมสูงสุด โดยใช้ค่าปริมาณโซเดียมที่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 70 (P70) ของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท ยกเว้นประเภทผลิตภัณฑ์ที่มีค่า P70 ต่ำกว่า sodium benchmark ของ WHO SEARO และในระยะที่ 2 ซึ่งมีกรอบระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี เสนอให้ใช้ค่าปริมาณโซเดียมที่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 50 หรือค่าปริมาณโซเดียมที่ลดลงจาก sodium benchmark ระยะแรก ร้อยละ 10-20 ขึ้นกับประเภทของผลิตภัณฑ์และความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยี เป็นเพดานปริมาณโซเดียมสูงสุด อย่างไรก็ตามการกำหนดค่า sodium benchmark ในโครงการนี้ มีข้อจำกัดด้านจำนวนข้อมูลปริมาณโซเดียมของผลิตภัณฑ์บางประเภท และข้อมูลปริมาณการบริโภคที่อาจไม่เป็นปัจจุบัน โครงการยังได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อให้เกิดกลไกการดำเนินงาน การตรวจติดตามและประเมินผล และระบบสนับสนุนที่จะทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนในระบบอาหาร สามารถนำ sodium benchmark ไปใช้ปฏิบัติได้จริง ทั้งนี้จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการลดปริมาณโซเดียมในอาหารที่รับประทานนอกบ้าน (out-of-home food) ซึ่งเป็นแหล่งที่มาสำคัญของปริมาณโซเดียมที่คนไทยบริโภค รวมถึงการให้ความรู้เพื่อสร้างความตระหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเค็มของประชากร เพื่อให้เกิดการดำเนินงานเพื่อลดปริมาณการบริโภคโซเดียมอย่างเป็นระบบ และเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด ผลผลิตของโครงการวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานภาครัฐที่ทำหน้าที่กำกับดูแลและขับเคลื่อนมาตรการลดปริมาณเกลือและโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อการลดการบริโภคเกลือและโซเดียมในประเทศไทยอย่างยั่งยืน
</description>
<pubDate>Mon, 01 May 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6441</guid>
<dc:date>2569-05-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 : สุขภาพเด็ก</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6439</link>
<description>การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 : สุขภาพเด็ก
วิชัย เอกพลากร; Wichai Aekplakorn; เริงฤดี ปธานวนิช; Roengrudee Patanavanich; ลัดดา เหมาะสุวรรณ; Ladda Mo-suwan; วราภรณ์ เสถียรนพเก้า; Warapone Satheannoppakao; หทัยชนก พรรคเจริญ; Hataichanok Puckcharern
การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 กลุ่มตัวอย่างเด็กอายุ 1-14 ปี จำนวน 7,235 คน ชาย 3,664 คน หญิง 3,571 คน เป็นตัวอย่างที่สุ่มจากประชากรเด็กที่อาศัยใน 21 จังหวัดทั่วประเทศ โดยการสอบถามประวัติ การตรวจร่างกาย และการทดสอบด้วยแบบทดสอบเฉพาะประเด็น พบข้อมูลทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องที่สำคัญ ดังนี้ 1. เด็กที่อาศัยอยู่กับทั้งพ่อและแม่มีแนวโน้มลด ในขณะที่การหย่าร้างหรือแยกกันอยู่ของพ่อแม่เพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 24.8 ผู้เลี้ยงดูหลักคือแม่ (ร้อยละ 50.8) แต่ปู่ย่าตายาย (ร้อยละ 38.7) เพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับการสำรวจในอดีต 2. สภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก มีทั้งปัจจัยที่เอื้อต่อสุขภาพและปัจจัยเสี่ยง โดยเด็กส่วนใหญ่เข้าถึงโรงเรียนและสนามกีฬาในระยะเดินถึง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงมีแนวโน้มเข้าใกล้ตัวเด็กมากขึ้น โดยพบร้านขายบุหรี่ในละแวกบ้านสูงถึงร้อยละ 62.6 และร้านขายสุราร้อยละ 56.5 นอกจากนี้ยังเริ่มพบการกระจายตัวของร้านขายบุหรี่ไฟฟ้า (ร้อยละ 4.2) และร้านขายกัญชา (ร้อยละ 4.5) ในพื้นที่ที่เด็กเข้าถึงได้ง่าย 3. พฤติกรรมสุขภาพและเทคโนโลยี 3.1 การนอนและการออกกำลังกาย: เด็กไทยมีแนวโน้ม นอนหลับน้อยลง โดยสัดส่วนของเด็กที่นอนมากกว่า 10 ชั่วโมงลดลงในทุกช่วงวัย ขณะที่กิจกรรมทางกายที่เพียงพอ (อย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์) ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเด็กอายุ 10-14 ปี ทำได้เพียงร้อยละ 33.5 เท่านั้น 3.2 พฤติกรรมหน้าจอ (โทรทัศน์ มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์): เด็กอายุ ต่ำกว่า 2 ปี ไม่ควรใช้หน้าจอ แต่จากการสำรวจพบเพียง ร้อยละ 34.7 ที่ไม่ใช้หน้าจอ เด็กอายุ 2-5 ปี ที่ใช้เวลาหน้าจอน้อยกว่า 1 ชั่วโมงมีร้อยละ 38.8 ในวันธรรมดา และร้อยละ 52.3 ช่วงวันหยุด เด็กอายุ 2-5 ปี ที่ใช้เวลาหน้าจอน้อยกว่า 3 ชั่วโมงมีร้อยละ 76.4 ในวันหยุด เด็กอายุ 10-14 ปี เข้าถึงสมาร์ทโฟนสูงถึงร้อยละ 96.8 และใช้เวลาหน้าจอรวมเฉลี่ยถึง 4.4 ชั่วโมงในวันธรรมดา โดยส่วนใหญ่เป็นการใช้เพื่อเล่นเกมมากกว่าการศึกษา 4. พฤติกรรมเสี่ยง: บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และแอลกอฮอล์ สถานการณ์การสูบบุหรี่ในเด็กอายุ 10-14 ปี ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน โดย ความชุกของการเคยสูบบุหรี่เพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 8.5 (เพิ่มจากร้อยละ 2.9 ในปี พ.ศ. 2563) และมีเด็กที่เคยใช้บุหรี่ไฟฟ้าถึงร้อยละ 7.1 และร้อยละ 1.6 สูบบุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบัน นอกจากนี้ เด็กกว่าร้อยละ 57.6 ยังได้รับควันบุหรี่มือสองในรอบเดือนที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับภายในบ้านของตนเอง สำหรับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเด็กอายุ 10-14 ปี อยู่ที่ร้อยละ 5.7 ในรอบ 12 เดือน 5. พฤติกรรมการบริโภคอาหารและโภชนาการ 5.1 นมแม่: ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมการกินนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 33.6 5.2 พฤติกรรมการกิน : เด็กอายุ 6-9 ปี ร้อยละ 87.6 กินอาหารมื้อหลักครบ 3 มื้อ โดยงดมื้อเช้าสูงถึงร้อยละ 58.8 ของมื้อที่งด และมีเพียงร้อยละ 6.3 เท่านั้นที่บริโภคผักและผลไม้เพียงพอตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก 5.3 ภาวะโภชนาการ: ปัญหาด้านโภชนาการของเด็กไทยในปัจจุบันมีลักษณะเป็นทุพโภชนาการเกินและโภชนาการขาด (Double burden of malnutrition) คือยังคงพบทั้งปัญหาการขาดสารอาหารและภาวะอ้วน 5.4 ในช่วง 18 ปีที่ผ่านมา จนถึงปี พ.ศ. 2568 เด็กไทยอายุ 2-14 ปี มีแนวโน้มมีส่วนสูงเพิ่มขึ้น เด็กหญิงสูงขึ้นเฉลี่ย 5.2 เซนติเมตร เด็กชายสูงขึ้นเฉลี่ย 6.5 เซนติเมตร 5.5 แนวโน้มของภาวะโภชนาการในเด็กอายุ 1-14 ปี มีสัดส่วนภาวะเตี้ยลดลง น้ำหนักน้อยลดลง แต่มีภาวะผอมและภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนมากขึ้น ตามการเจริญเติบโตขององค์การอนามัยโลกและเกณฑ์อ้างอิงของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2563 5.6 เด็กอายุ 1-5 ปี พบร้อยละ 6.3 มีภาวะเตี้ย ร้อยละ 6.5 มีน้ำหนักน้อย ร้อยละ 6.5 มีภาวะผอม ร้อยละ 8.1 มีภาวะเริ่มอ้วน และร้อยละ 7.2 อ้วน 5.7 เด็กอายุ 6-11 ปี พบร้อยละ 3.6 มีภาวะเตี้ย ร้อยละ 4.5 มีน้ำหนักน้อย ร้อยละ 10.4 มีภาวะผอม ร้อยละ 5.7 มีภาวะเริ่มอ้วน และร้อยละ 5.5 อ้วน เด็กอายุ 12-14 ปี พบร้อยละ 4.3 มีภาวะเตี้ย ร้อยละ 3.9 มีน้ำหนักน้อย ร้อยละ 4.4 มีภาวะผอม ร้อยละ 8.7 มีภาวะเริ่มอ้วน และร้อยละ 7.5 อ้วน ซึ่งโดยรวมเด็กยังคงมีภาวะเตี้ย ผอม แต่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนเพิ่มขึ้น เมื่อประเมินด้วยดัชนีมวลกายโดยใช้เกณฑ์อ้างอิงดัชนีมวลกาย ปี พ.ศ. 2563 พบความชุกในเด็กอายุ 6-14 ปี มีภาวะน้ำหนักเกินร้อยละ 11.6 และอ้วนร้อยละ 15.8 6. สถานะสุขภาพ ความปลอดภัย และความรุนแรง 6.1 การบาดเจ็บ: อุบัติเหตุจราจร เป็นสาเหตุหลักของการเข้าโรงพยาบาลในทุกช่วงวัย โดยความตระหนักเรื่องความปลอดภัยลดลง เช่น การไม่สวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ (ร้อยละ 55.3) และซ้อนท้าย (ร้อยละ 63.6) 6.2 ความรุนแรง: พบว่าเด็กอายุ 10-14 ปี เคยถูกข่มขู่ด้วยวาจา (ร้อยละ 8.4) และมีเรื่องชกต่อยในโรงเรียน (ร้อยละ 11.8) นอกจากนี้ยังเริ่มพบปัญหาการถูกลวนลามทางเพศและการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ 7. ข้อเสนอแนะเซิงนโยบาย ประเทศไทยต้องเร่งบูรณาการมาตรการควบคุมสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่อสุขภาพ (Obesogenic and Risk environment) โดยเฉพาะการควบคุมการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าและสิ่งเสพติดรอบตัวเด็ก ควบคู่ไปกับการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย การปรับพฤติกรรมการใช้หน้าจอ และการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเข้มงวดเพื่อลดอัตราการบาดเจ็บในเด็กอย่างยั่งยืน
</description>
<pubDate>Sat, 01 Apr 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6439</guid>
<dc:date>2569-04-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>ข้อเสนอระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6438</link>
<description>ข้อเสนอระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
คณะทำงานพัฒนานโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นก้าวย่างสำคัญอันหนึ่งของการปฏิรูประบบสุขภาพ ทั้งนี้เพราะเป็นกลไกสำคัญที่จะทำหน้าที่รับรองสิทธิในด้านสุขภาพของคนไทย เป็นยุทธศาสตร์หลักในการปรับเปลี่ยนระบบบริการสุขภาพในระดับบุคคลและครอบครัวให้ครอบคลุมทั่วถึง มีประสิทธิภาพ ด้วยมาตรฐานและคุณภาพเดียวกัน ตลอดจนเป็นเครื่องมือทางการเงินการคลังที่จะจูงใจให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรเพื่อสุขภาพให้เกิดความเป็นธรรมแก่คนไทยได้อย่างทั่วถึง อุปสรรคสำคัญของการจัดการช่วงเปลี่ยนผ่านของระบบบริการสุขภาพ และระบบการคลังสุขภาพจากสภาพปัจจุบันไปสู่ภาวะพึงประสงค์ก็คือ ความสับสนในปรัชญาและแนวคิดหลักซึ่งเป็นพื้นฐานของการจัดองค์กรและกลไกประกอบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงความไม่มีเอกภาพของแนวทางปฏิบัติที่ยอมรับได้ในหมู่คนไทยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหาร ผู้ให้บริการสุขภาพ และผู้ใช้บริการสุขภาพ ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ขาดความเชื่อมั่น อันนำไปสู่การต่อต้าน ขัดขวางหรือวางเฉยต่อกระบวนการจัดวางกลไกใหม่เพื่อใช้ในการบริหารจัดการให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างมีพลัง การเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลไกหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้เข้ามาร่วมเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และแลกเปลี่ยนทัศนคติความคิดเห็น พร้อมกันไปกับการเปลี่ยนผ่านของระบบ จะช่วยให้การจัดตัวของปรัชญาและวิธีคิดต่อหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในประเทศไทยเกิดขึ้นอย่างสมเหตุสมผล เป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่ ส่งผลให้การปรับเปลี่ยนเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิผล ผลงานวิจัยของคณะทำงานพัฒนานโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยการสนับสนุนของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข เป็นผลผลิตจากความเพียรพยายามและสติปัญญาของนักวิชาการ และนักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางสุขภาพกลุ่มหนึ่ง ที่ได้ร่วมกันศึกษาวิเคราะห์ปัญหาการจัดบริการและการคลังสุขภาพของประเทศไทยที่ผ่านมา ทบทวนทางเลือกและกลวิธีนานาประการที่จะนำมาใช้ในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แล้วจึงร่วมกันสังเคราะห์ขึ้นเป็นโครงสร้างกลไกที่จำเป็นจะต้องจัดให้มีขึ้นเพื่อขับเคลื่อนให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามุ่งสู่สัมฤทธิผลได้อย่างจริงจัง ในช่วงเวลาที่ดำเนินกระบวนการศึกษาและจัดทำแนวทางการบริหารจัดการระบบ คณะทำงานฯ ได้แลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อคิดเห็น และทัศนะ กับหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับกลไกการคลังระบบสุขภาพและบริการสุขภาพในภาคส่วนต่าง ๆ ตลอดจนองค์กรการเมือง และผู้กำหนดนโยบายของประเทศอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อเสนอแนะประกอบขึ้นบนพื้นฐานความเป็นไปได้ทางการเมืองและการบริหารของประเทศ การเผยแพร่เอกสารงานวิจัยชิ้นนี้มิได้มีความมุ่งหมายที่จะให้สังคมไทยยึดถือเป็นแบบแผนกำกับการปฏิบัติที่ตายตัวเคร่งครัด แต่มุ่งหวังว่าจะเป็นข้อมูลและความรู้ที่จะช่วยให้คนไทยทุกหมู่เหล่าที่ให้ความสนใจกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ใช้เป็นฐานความคิดที่มั่นคงชัดเจน สามารถช่วยกันประยุกต์ต่อยอดให้เป็นหลักคิดที่ชัดเจนมีเอกภาพในทุกประชาคม เพราะการขับเคลื่อนให้กลไกหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทุกส่วนเกิดขึ้นและจัดการกับพันธกิจต่อสังคมได้อย่างยั่งยืนแท้จริงนั้น จำต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจจากประชาสังคมไทยอย่างมุ่งมั่น เอกสารเล่มนี้ จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจได้ว่า ทำไมจึงต้องสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าขึ้น และการสรรสร้างดังกล่าวมีวัตถุประสงค์อย่างไร องค์ประกอบสำคัญของกลไกมีอะไรบ้าง ตลอดจนให้แนวคิดในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่สมานฉันท์และราบรื่น หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความรู้และแนวคิดที่เกิดขึ้นจากการศึกษาในผลงานวิจัยนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และสัมมาทิฐิ ให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนให้เกิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอันส่งผลประโยชน์แก่คนไทยทั้งมวลอย่างยั่งยืน
</description>
<pubDate>Fri, 01 May 2544 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6438</guid>
<dc:date>2544-05-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การจัดทำคู่มือและหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรด้านสาธารณสุขภายใต้หน่วยงานบริการปฐมภูมิสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6437</link>
<description>การจัดทำคู่มือและหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรด้านสาธารณสุขภายใต้หน่วยงานบริการปฐมภูมิสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ปรีดา แต้อารักษ์; Preeda Taearak; แสงดาว จันทร์ดา; Saengdao Janda; ทิพิชา โปษยานนท์; Tipicha Posayanonda; นภินทร ศิริไทย; Napintorn Sirithai; จารึก ไชยรักษ์; Jaruek Chairak; จุรี แสนสุข; Juree Sansuk; นิระมล สมตัว; Niramol Somtua; กฤชกันทร สุวรรณพันธุ์; Kritkantorn Suwannaphant; สุพัฒน์ อาสนะ; Supat Assana; ปิ่นนเรศ กาศอุดม; Pinnarate Gadudom; กุลธิดา กิ่งสวัสดิ์; Kunthida Kingsawad; ณัฐวดี มณีพรหม; Natthawadee Maneeprom
การถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) สู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ก่อให้เกิดภาวะช่องว่างสมรรถนะ (Competency Gap) ของบุคลากรสาธารณสุขอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ยังขาดกรอบและเครื่องมือพัฒนาบุคลากรที่เป็นมาตรฐาน การวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาช่องว่างสมรรถนะ พัฒนากรอบหลักสูตร ทดสอบประสิทธิภาพหลักสูตร และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานวิชาชีพเฉพาะ และบุคลากรใหม่ ใน 4 จังหวัดตัวแทนทุกภูมิภาค ได้แก่ แพร่ ขอนแก่น สุพรรณบุรี และปัตตานี เก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยใช้แนวคำถามในการสนทนากลุ่ม สัมภาษณ์เชิงลึกและแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์เนื้อหา วิเคราะห์ประเด็น สถิติเชิงพรรณนา และ Wilcoxon Signed-Ranks Tests ผลการศึกษาพบว่า 1. ภายหลังการถ่ายโอนภารกิจ บุคลากรทั้ง 3 กลุ่มมีสมรรถนะลดลงแต่ภาระงานเพิ่มสูงขึ้นโดยไม่มีการเตรียมความพร้อมที่เพียงพอ โดยเฉพาะบุคลากรใหม่ที่ย้ายมาจากหน่วยบริการระดับทุติยภูมิ ตติยภูมิ และภาคเอกชน พื้นที่ที่มีความร่วมมือกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และ Contracting Unit for Primary Care (CUP) มีการพัฒนาบุคลากรในระดับปฐมภูมิได้ดีกว่าพื้นที่ที่ขาดกลไกสนับสนุน พบช่องว่างสมรรถนะกลุ่มผู้บริหาร ได้แก่ การบริหารจัดการ ภาวะผู้นำ การทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย การบริหารความเสี่ยง การทำวิจัยและนวัตกรรม การวางแผนเชิงกลยุทธ์ การบริหารโครงการ การบริหารบุคลากร ความรู้ด้านระเบียบการเงินและพัสดุ การจัดการข้อมูล การบริหารคุณภาพ และทักษะเวชปฏิบัติและการจัดการผู้ป่วยฉุกเฉิน กลุ่มผู้ปฏิบัติงาน ได้แก่ การทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย การป้องกันความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน การทำวิจัยและนวัตกรรม ทักษะด้านวิชาชีพ ความรู้ด้านระเบียบการเงินและพัสดุ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการจัดการข้อมูล การสื่อสารและการทำงานกับชุมชน และการปรับ Mindset และทัศนคติ กลุ่มบุคลากรใหม่ ได้แก่ การขาดประสบการณ์และความพร้อมในการปฏิบัติงาน การขาดความรู้และทักษะด้านบริการสุขภาพปฐมภูมิ การขาดทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและระบบข้อมูล การขาดความรู้ด้านระเบียบการเงินและพัสดุ การขาดทักษะการสื่อสารและการทำงานในชุมชน การขาดความเข้าใจในตัวชี้วัดและการประเมินผลงาน การขาดระบบพี่เลี้ยงและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และการปรับ Mindset และทัศนคติต่อการทำงานในระบบใหม่ 2. กรอบและเครื่องมือในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสาธารณสุขในกองสาธารณสุข และ รพ.สต. ในการสนับสนุนการจัดบริการปฐมภูมิหลังการถ่ายโอนภารกิจฯ จำแนกเป็น 3 ประเด็น ได้แก่ 1) สมรรถนะที่จำเป็นในการทำงานหลังถ่ายโอนภารกิจ (Essential Competency for Change: ECC) ได้แก่ สมรรถนะที่จำเป็นในการเปลี่ยนแปลง (Essential Competency for Change: ECC) การสร้างทัศนคติเชิงบวก กระบวนการคิดและออกแบบการพัฒนางานปฐมภูมิ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์ และการจัดการความเสี่ยง พร้อมสมรรถนะเฉพาะตามกลุ่ม 2) สมรรถนะร่วมในการทำงาน (Advance Core Competency: ACC) ครอบคลุมการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ระเบียบการเงินพัสดุ การบริหารงบประมาณ และมาตรฐานคุณภาพบริการ และ 3) สมรรถนะเชิงวิชาชีพ (Specific Competency for PHC: SCP) ครอบคลุมเวชปฏิบัติเบื้องต้น การจัดการภาวะฉุกเฉิน การดูแลโรคเรื้อรัง งานอนามัยแม่และเด็ก การควบคุมโรค และสุขภาพจิตชุมชน 3. หลักสูตรต้นแบบการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสาธารณสุขในกองสาธารณสุข และ รพ.สต. ในการสนับสนุนการจัดบริการปฐมภูมิหลังการถ่ายโอนภารกิจฯ โครงสร้างหลักสูตรครอบคลุมทั้ง กลุ่มผู้บริหาร กลุ่มผู้ปฏิบัติงาน และ กลุ่มบุคลากรใหม่ มีรายละเอียดดังนี้ 1) หลักสูตรสำหรับผู้บริหาร ด้าน ECC จำนวน 3 ชุดวิชา ACC จำนวน 3 ชุดวิชา SCP จำนวน 2 ชุดวิชา 2) หลักสูตรสำหรับผู้ปฏิบัติงาน ด้าน ECC จำนวน 5 ชุดวิชา ACC จำนวน 3 ชุดวิชา SCP จำนวน 6 ชุดวิชา และ 3) หลักสูตรสำหรับบุคลากรใหม่ ด้าน ECC จำนวน 3 ชุดวิชา ACC จำนวน 4 ชุดวิชา SCP จำนวน 3 ชุดวิชา ผลการทดลองใช้หลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะที่จำเป็นในการทำงานหลังถ่ายโอนภารกิจ Essential Competency for Change (ECC) พบว่า บุคลากรทั้งสามกลุ่มมีคะแนนสมรรถนะเฉลี่ยภายหลังเข้าร่วมโครงการสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโครงการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีความตื่นตัวด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ พัฒนาทักษะดิจิทัลและนำมาใช้ในการพัฒนางานปฐมภูมิ กลุ่มผู้บริหารปรับเปลี่ยนทัศนคติในการบริหารทรัพยากรบุคคล กลุ่มผู้ปฏิบัติงานมีการปรับทัศนคติต่อการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ปรับรูปแบบการทำงานเป็นทีม และกลุ่มบุคลากรใหม่สามารถสร้างเครือข่ายวิชาชีพ และปรับตัวทางวัฒนธรรมองค์กรซึ่งช่วยบรรเทาภาวะ Culture Shock จากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบบริการปฐมภูมิภายใต้การกำกับดูแลของ อบจ. 4. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ได้แก่ สร้างกลไกความร่วมมือเชิงสถาบัน ระหว่าง อบจ. กับเครือข่ายบริการปฐมภูมิเดิมและภาคประชาสังคม ควรกำหนดกรอบสมรรถนะการพัฒนาและประเมินสมรรถนะบุคลากร อย่างชัดเจนในบทบาทหลังถ่ายโอน และ อบจ. ควรพิจารณาจัดสรรงบประมาณการพัฒนาบุคลากรอย่างเพียงพอและกำหนดให้หลักสูตรดังกล่าวเป็นเกณฑ์มาตรฐานภาคบังคับ
</description>
<pubDate>Mon, 01 May 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6437</guid>
<dc:date>2569-05-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
