<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>Recommended Items</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/5459</link>
<description>งานวิจัยแนะนำ</description>
<pubDate>Thu, 06 Aug 2026 18:44:00 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-08-06T18:44:00Z</dc:date>
<item>
<title>ข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียมสำหรับอาหารประเภทต่าง ๆ ของประเทศไทย</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6441</link>
<description>ข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียมสำหรับอาหารประเภทต่าง ๆ ของประเทศไทย
นัฐพล ตั้งสุภูมิ; Nattapol Tangsuphoom; วันทนีย์ เกรียงสินยศ; Wantanee Kriengsinyos; ปรารถนา ตปนีย์; Pradtana Tapanee; จันทิมา โพธิ; Juntima Photi
หลักการและเหตุผล : ปริมาณการบริโภคโซเดียมของประชากรทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง รวมถึงประเทศไทย ยังสูงกว่าปริมาณที่แนะนำให้บริโภคอยู่มาก องค์การอนามัยโลกจึงได้ตั้งเป้าหมายการลดบริโภคเกลือและโซเดียมอย่างน้อย ร้อยละ 30 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายปริมาณการบริโภคโซเดียม ไม่เกิน 2000 มิลลิกรัม/วัน โดยมีแนวทางสำคัญ คือการลดปริมาณเกลือและโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหารที่เป็นแหล่งของโซเดียม และมีปริมาณการบริโภคสูง ซึ่งนำไปสู่การกำหนด sodium benchmark หรือ เกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียม สำหรับอาหารแต่ละกลุ่มประเภท ทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับประเทศต่าง ๆ เพื่อเป็นเกณฑ์เป้าหมายในการลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มี sodium benchmark ของประเทศไทย ประกอบกับเกณฑ์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และระดับโลกที่มีอยู่ อาจไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ สภาพปัญหา และบริบทของประเทศไทย ทำให้นำไปปฏิบัติได้ยาก นอกจากนี้ยังไม่มีข้อมูลพื้นฐาน (baseline data) ปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหารที่ชัดเจน ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการจัดทำมาตรการและกำหนดเป้าหมายการลดปริมาณเกลือและโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร โครงการวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนด sodium benchmark สำหรับอาหารประเภทต่าง ๆ ของประเทศไทย ตามหลักการและแนวทางที่สอดคล้องกับเกณฑ์ระดับนานาชาติ และเหมาะสมกับสถานการณ์การบริโภคโซเดียมและบริบทของประเทศไทย วิธีการดำเนินงาน : โครงการนี้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากฐานข้อมูลในการจัดทำข้อมูลพื้นฐานปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหารประเภทต่างๆ เพื่อระบุกลุ่มประเภทอาหารที่เป็นแหล่งของโซเดียม และจัดลำดับความสำคัญของกลุ่มประเภทอาหารที่ควรปรับลดปริมาณโซเดียม จากนั้นกำหนด sodium benchmark โดยเปรียบเทียบข้อมูลปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในประเทศไทย กับ sodium benchmark ขององค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (WHO SEARO) ร่วมกับพิจารณาความเหมาะสมและข้อจำกัดในการนำไปใช้ปฏิบัติจริง และจัดทำประชาพิจารณ์ร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะสำหรับการปรับปรุงเกณฑ์ และจัดทำข้อเสนอนโยบาย sodium benchmark ของประเทศไทย แนวทางการกำหนดเพดานปริมาณเกลือและโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร และค่าเป้าหมายในแต่ละระยะ ผลการศึกษาที่สำคัญ : โครงการได้บรรลุวัตถุประสงค์ในการจัดทำ sodium benchmark สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารประเภทต่าง ๆ ของประเทศไทย ได้แก่ เนื้อสัตว์แปรรูป สัตว์น้ำแปรรูป เครื่องปรุงรส ขนมขบเคี้ยวรสเค็ม ผลิตภัณฑ์เบเกอรี ขนมปังอาหารพร้อมรับประทาน และอาหารกึ่งสำเร็จรูป ตามแนวทางของ WHO SEARO และหลักการสากล โดยพิจารณาจากปริมาณโซเดียมที่คนไทยได้รับจากผลิตภัณฑ์อาหารแต่ละประเภท ซึ่งคำนวณจากปริมาณโซเดียมของผลิตภัณฑ์อาหารที่มีในท้องตลาด และข้อมูลปริมาณอาหารที่คนไทยบริโภค ร่วมกับจำนวนผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์ sodium benchmark.ของ WHO SEARO เพื่อจัดลำดับความสำคัญของผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ ที่ต้องกำหนด sodium benchmark โดยให้ความสำคัญกับประเภทผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณโซเดียมที่คนไทยเฉพาะผู้ที่บริโภค (eater only) ได้รับมากกว่า 600 มิลลิกรัม/ผู้ที่บริโภค/วัน สำหรับอาหารพร้อมรับประทาน และอาหารกึ่งสำเร็จรูป หรือ 200 มิลลิกรัม/ผู้ที่บริโภค/วัน สำหรับผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น ๆ ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ที่ต้องกำหนดเกณฑ์ sodium benchmark เป็นกลุ่มแรก เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นแหล่งของโซเดียมที่คนไทยบริโภค และมีสัดส่วนจำนวนผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดที่ผ่านเกณฑ์ของ WHO และ WHO SEARO น้อยกว่า 1/3 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ทั้งชิ้นหรือตัดแต่งแปรรูปโดยไม่ใช้ความร้อน (WHO subcategory 14g) ผลิตภัณฑ์ปลาและอาหารทะเลแปรรูป (WHO subcategory 14b) ประเภทย่อย ซุปก้อนและซุปเข้มข้น (WHO subcategory 18aii) เครื่องจิ้มและซอสสำหรับจิ้มประเภทย่อย (WHO subcategory 18c) เครื่องปรุง (WHO subcaegory 18e) ซอสสไตล์เอเชียอื่น ๆ (WHO subcategory 18g) อาหารพร้อมรับประทานแช่เย็นและแช่เยือกแข็งที่มีคาร์โบไฮเดรตรวมกับผักหรือเนื้อสัตว์หรือทั้งสามอย่าง (WHO subcategory 9f) และพาสต้า บะหมี่ ข้าว เมล็ดพืชราดซอสหรือปรุงรสกึ่งสำเร็จรูปและเข้มข้น (WHO subcategory 9bii) จากการประชุมหารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ และข้อคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่รวบรวมได้จากการประชุมประชาพิจารณ์ โครงการได้เสนอกำหนดค่า sodium benchmark โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ ในระยะที่ 1 ซึ่งมีกรอบระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี เสนอให้กำหนดเพดานปริมาณโซเดียมสูงสุด โดยใช้ค่าปริมาณโซเดียมที่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 70 (P70) ของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท ยกเว้นประเภทผลิตภัณฑ์ที่มีค่า P70 ต่ำกว่า sodium benchmark ของ WHO SEARO และในระยะที่ 2 ซึ่งมีกรอบระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี เสนอให้ใช้ค่าปริมาณโซเดียมที่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 50 หรือค่าปริมาณโซเดียมที่ลดลงจาก sodium benchmark ระยะแรก ร้อยละ 10-20 ขึ้นกับประเภทของผลิตภัณฑ์และความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยี เป็นเพดานปริมาณโซเดียมสูงสุด อย่างไรก็ตามการกำหนดค่า sodium benchmark ในโครงการนี้ มีข้อจำกัดด้านจำนวนข้อมูลปริมาณโซเดียมของผลิตภัณฑ์บางประเภท และข้อมูลปริมาณการบริโภคที่อาจไม่เป็นปัจจุบัน โครงการยังได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อให้เกิดกลไกการดำเนินงาน การตรวจติดตามและประเมินผล และระบบสนับสนุนที่จะทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนในระบบอาหาร สามารถนำ sodium benchmark ไปใช้ปฏิบัติได้จริง ทั้งนี้จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการลดปริมาณโซเดียมในอาหารที่รับประทานนอกบ้าน (out-of-home food) ซึ่งเป็นแหล่งที่มาสำคัญของปริมาณโซเดียมที่คนไทยบริโภค รวมถึงการให้ความรู้เพื่อสร้างความตระหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเค็มของประชากร เพื่อให้เกิดการดำเนินงานเพื่อลดปริมาณการบริโภคโซเดียมอย่างเป็นระบบ และเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด ผลผลิตของโครงการวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานภาครัฐที่ทำหน้าที่กำกับดูแลและขับเคลื่อนมาตรการลดปริมาณเกลือและโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อการลดการบริโภคเกลือและโซเดียมในประเทศไทยอย่างยั่งยืน
</description>
<pubDate>Mon, 01 May 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6441</guid>
<dc:date>2569-05-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 : สุขภาพเด็ก</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6439</link>
<description>การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 : สุขภาพเด็ก
วิชัย เอกพลากร; Wichai Aekplakorn; เริงฤดี ปธานวนิช; Roengrudee Patanavanich; ลัดดา เหมาะสุวรรณ; Ladda Mo-suwan; วราภรณ์ เสถียรนพเก้า; Warapone Satheannoppakao; หทัยชนก พรรคเจริญ; Hataichanok Puckcharern
การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 กลุ่มตัวอย่างเด็กอายุ 1-14 ปี จำนวน 7,235 คน ชาย 3,664 คน หญิง 3,571 คน เป็นตัวอย่างที่สุ่มจากประชากรเด็กที่อาศัยใน 21 จังหวัดทั่วประเทศ โดยการสอบถามประวัติ การตรวจร่างกาย และการทดสอบด้วยแบบทดสอบเฉพาะประเด็น พบข้อมูลทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องที่สำคัญ ดังนี้ 1. เด็กที่อาศัยอยู่กับทั้งพ่อและแม่มีแนวโน้มลด ในขณะที่การหย่าร้างหรือแยกกันอยู่ของพ่อแม่เพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 24.8 ผู้เลี้ยงดูหลักคือแม่ (ร้อยละ 50.8) แต่ปู่ย่าตายาย (ร้อยละ 38.7) เพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับการสำรวจในอดีต 2. สภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก มีทั้งปัจจัยที่เอื้อต่อสุขภาพและปัจจัยเสี่ยง โดยเด็กส่วนใหญ่เข้าถึงโรงเรียนและสนามกีฬาในระยะเดินถึง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงมีแนวโน้มเข้าใกล้ตัวเด็กมากขึ้น โดยพบร้านขายบุหรี่ในละแวกบ้านสูงถึงร้อยละ 62.6 และร้านขายสุราร้อยละ 56.5 นอกจากนี้ยังเริ่มพบการกระจายตัวของร้านขายบุหรี่ไฟฟ้า (ร้อยละ 4.2) และร้านขายกัญชา (ร้อยละ 4.5) ในพื้นที่ที่เด็กเข้าถึงได้ง่าย 3. พฤติกรรมสุขภาพและเทคโนโลยี 3.1 การนอนและการออกกำลังกาย: เด็กไทยมีแนวโน้ม นอนหลับน้อยลง โดยสัดส่วนของเด็กที่นอนมากกว่า 10 ชั่วโมงลดลงในทุกช่วงวัย ขณะที่กิจกรรมทางกายที่เพียงพอ (อย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์) ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเด็กอายุ 10-14 ปี ทำได้เพียงร้อยละ 33.5 เท่านั้น 3.2 พฤติกรรมหน้าจอ (โทรทัศน์ มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์): เด็กอายุ ต่ำกว่า 2 ปี ไม่ควรใช้หน้าจอ แต่จากการสำรวจพบเพียง ร้อยละ 34.7 ที่ไม่ใช้หน้าจอ เด็กอายุ 2-5 ปี ที่ใช้เวลาหน้าจอน้อยกว่า 1 ชั่วโมงมีร้อยละ 38.8 ในวันธรรมดา และร้อยละ 52.3 ช่วงวันหยุด เด็กอายุ 2-5 ปี ที่ใช้เวลาหน้าจอน้อยกว่า 3 ชั่วโมงมีร้อยละ 76.4 ในวันหยุด เด็กอายุ 10-14 ปี เข้าถึงสมาร์ทโฟนสูงถึงร้อยละ 96.8 และใช้เวลาหน้าจอรวมเฉลี่ยถึง 4.4 ชั่วโมงในวันธรรมดา โดยส่วนใหญ่เป็นการใช้เพื่อเล่นเกมมากกว่าการศึกษา 4. พฤติกรรมเสี่ยง: บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และแอลกอฮอล์ สถานการณ์การสูบบุหรี่ในเด็กอายุ 10-14 ปี ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน โดย ความชุกของการเคยสูบบุหรี่เพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 8.5 (เพิ่มจากร้อยละ 2.9 ในปี พ.ศ. 2563) และมีเด็กที่เคยใช้บุหรี่ไฟฟ้าถึงร้อยละ 7.1 และร้อยละ 1.6 สูบบุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบัน นอกจากนี้ เด็กกว่าร้อยละ 57.6 ยังได้รับควันบุหรี่มือสองในรอบเดือนที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับภายในบ้านของตนเอง สำหรับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเด็กอายุ 10-14 ปี อยู่ที่ร้อยละ 5.7 ในรอบ 12 เดือน 5. พฤติกรรมการบริโภคอาหารและโภชนาการ 5.1 นมแม่: ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมการกินนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 33.6 5.2 พฤติกรรมการกิน : เด็กอายุ 6-9 ปี ร้อยละ 87.6 กินอาหารมื้อหลักครบ 3 มื้อ โดยงดมื้อเช้าสูงถึงร้อยละ 58.8 ของมื้อที่งด และมีเพียงร้อยละ 6.3 เท่านั้นที่บริโภคผักและผลไม้เพียงพอตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก 5.3 ภาวะโภชนาการ: ปัญหาด้านโภชนาการของเด็กไทยในปัจจุบันมีลักษณะเป็นทุพโภชนาการเกินและโภชนาการขาด (Double burden of malnutrition) คือยังคงพบทั้งปัญหาการขาดสารอาหารและภาวะอ้วน 5.4 ในช่วง 18 ปีที่ผ่านมา จนถึงปี พ.ศ. 2568 เด็กไทยอายุ 2-14 ปี มีแนวโน้มมีส่วนสูงเพิ่มขึ้น เด็กหญิงสูงขึ้นเฉลี่ย 5.2 เซนติเมตร เด็กชายสูงขึ้นเฉลี่ย 6.5 เซนติเมตร 5.5 แนวโน้มของภาวะโภชนาการในเด็กอายุ 1-14 ปี มีสัดส่วนภาวะเตี้ยลดลง น้ำหนักน้อยลดลง แต่มีภาวะผอมและภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนมากขึ้น ตามการเจริญเติบโตขององค์การอนามัยโลกและเกณฑ์อ้างอิงของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2563 5.6 เด็กอายุ 1-5 ปี พบร้อยละ 6.3 มีภาวะเตี้ย ร้อยละ 6.5 มีน้ำหนักน้อย ร้อยละ 6.5 มีภาวะผอม ร้อยละ 8.1 มีภาวะเริ่มอ้วน และร้อยละ 7.2 อ้วน 5.7 เด็กอายุ 6-11 ปี พบร้อยละ 3.6 มีภาวะเตี้ย ร้อยละ 4.5 มีน้ำหนักน้อย ร้อยละ 10.4 มีภาวะผอม ร้อยละ 5.7 มีภาวะเริ่มอ้วน และร้อยละ 5.5 อ้วน เด็กอายุ 12-14 ปี พบร้อยละ 4.3 มีภาวะเตี้ย ร้อยละ 3.9 มีน้ำหนักน้อย ร้อยละ 4.4 มีภาวะผอม ร้อยละ 8.7 มีภาวะเริ่มอ้วน และร้อยละ 7.5 อ้วน ซึ่งโดยรวมเด็กยังคงมีภาวะเตี้ย ผอม แต่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนเพิ่มขึ้น เมื่อประเมินด้วยดัชนีมวลกายโดยใช้เกณฑ์อ้างอิงดัชนีมวลกาย ปี พ.ศ. 2563 พบความชุกในเด็กอายุ 6-14 ปี มีภาวะน้ำหนักเกินร้อยละ 11.6 และอ้วนร้อยละ 15.8 6. สถานะสุขภาพ ความปลอดภัย และความรุนแรง 6.1 การบาดเจ็บ: อุบัติเหตุจราจร เป็นสาเหตุหลักของการเข้าโรงพยาบาลในทุกช่วงวัย โดยความตระหนักเรื่องความปลอดภัยลดลง เช่น การไม่สวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ (ร้อยละ 55.3) และซ้อนท้าย (ร้อยละ 63.6) 6.2 ความรุนแรง: พบว่าเด็กอายุ 10-14 ปี เคยถูกข่มขู่ด้วยวาจา (ร้อยละ 8.4) และมีเรื่องชกต่อยในโรงเรียน (ร้อยละ 11.8) นอกจากนี้ยังเริ่มพบปัญหาการถูกลวนลามทางเพศและการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ 7. ข้อเสนอแนะเซิงนโยบาย ประเทศไทยต้องเร่งบูรณาการมาตรการควบคุมสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่อสุขภาพ (Obesogenic and Risk environment) โดยเฉพาะการควบคุมการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าและสิ่งเสพติดรอบตัวเด็ก ควบคู่ไปกับการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย การปรับพฤติกรรมการใช้หน้าจอ และการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเข้มงวดเพื่อลดอัตราการบาดเจ็บในเด็กอย่างยั่งยืน
</description>
<pubDate>Sat, 01 Apr 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6439</guid>
<dc:date>2569-04-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6360</link>
<description>การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568
เริงฤดี ปธานวนิช; Roengrudee Patanavanich; วิชัย เอกพลากร; Wichai Aekplakorn
การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย เป็นการสำรวจระดับประเทศที่ครอบคลุมการสัมภาษณ์ ตรวจร่างกาย และตรวจทางชีวภาพ มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังและติดตามพฤติกรรม รวมถึงสถานะทางสุขภาพประชาชนไทยอย่างต่อเนื่อง การสำรวจครั้งที่ 7 นี้ ได้ดำเนินงานภาคสนามในช่วงปี พ.ศ. 2567-2568 โดยมุ่งเน้นประเด็นสำคัญทางสุขภาพหลายมิติ ทั้งในเรื่องพฤติกรรมสุขภาพ ภาวะโรคที่สามารถตรวจวัดพื้นฐาน ได้แก่ การวัดสัดส่วนร่างกาย ความดันโลหิต การตรวจวัดระดับน้ำตาล และระดับไขมันในเลือด เป็นต้น การบริโภคโซเดียม อนามัยเจริญพันธุ์ และสุขภาพผู้สูงอายุ โดยรายงานฉบับนี้นำเสนอผลการศึกษาครอบคลุมทุกกลุ่มวัยทั้งในกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน และผู้สูงอายุ โดยแจกแจงตามเพศ กลุ่มอายุ เขตการปกครอง และภูมิภาค ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ปัญหาสุขภาพที่เป็นความท้าทายหลักของสังคมไทยคือ โรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เกิดจากพฤติกรรมทางสุขภาพที่ไม่เหมาะสม การสำรวจภาวะสุขภาพโดยการตรวจร่างกายในครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นภาพรวมของปัญหาพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนไทยที่ยังคงต้องการการปรับปรุงและแก้ไขอย่างเร่งด่วน เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ และการบริโภคผักผลไม้ในปริมาณที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะภาวะอ้วนลงพุง โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จะนำไปสู่อุบัติการณ์โรคระบบหัวใจและหลอดเลือดในอนาคตและก่อให้เกิดภาระทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว สังคมและระบบบริการสุขภาพโดยรวม ดังนั้น การกำหนดมาตรการป้องกันและลดภาระโรคเหล่านี้จึงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเร่งด่วนอย่างยิ่ง ข้อมูลจากการสำรวจนี้มีความสำคัญและเป็นประโยชน์สำหรับผู้กำหนดนโยบาย และผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง นำไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการประเมินสถานการณ์ ปรับปรุงนโยบายและกำหนดยุทธศาสตร์หรือมาตรการดำเนินงานเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาในระบบสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ด้านสุขภาพให้แก่ประชาชน เพื่อส่งเสริมให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ข้อมูลจากการสำรวจนี้ยังเป็นฐานข้อมูลในการสนับสนุนการศึกษาวิจัยเฉพาะทางด้านสุขภาพและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาเฉพาะประเด็นในอนาคต
</description>
<pubDate>Tue, 01 Nov 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6360</guid>
<dc:date>2568-11-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การกระจายอำนาจด้านสุขภาพในบริบทการถ่ายโอน รพ.สต. ไปยัง อบจ. บทเรียนจากพื้นที่</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6328</link>
<description>การกระจายอำนาจด้านสุขภาพในบริบทการถ่ายโอน รพ.สต. ไปยัง อบจ. บทเรียนจากพื้นที่
จรวยพร ศรีศศลักษณ์; Jaruayporn Srisasalux; เพ็ญนภา หงษ์ทอง; Pennapa Hongthong
การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เป็นหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญในระบบสาธารณสุขไทย ที่สะท้อนความพยายามในการกระจายอำนาจและเพิ่มบทบาทของท้องถิ่นในการดูแลสุขภาพปฐมภูมิของประชาชนอย่างใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของโครงสร้างการบริหารจัดการเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐในระดับต่างๆ และเป็นโอกาสที่ท้าทายให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกันสร้างระบบสุขภาพที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง ปัจจุบันมี รพ.สต. จำนวนเกือบ 50% ทั่วประเทศที่ได้โอนไปอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ อบจ. โดยเริ่มทยอยถ่ายโอนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 สถานการณ์ในช่วงเปลี่ยนผ่านเช่นนี้เป็นบททดสอบสำคัญของระบบสาธารณสุขไทยที่ต้องตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง บริการสุขภาพปฐมภูมิเป็นด่านแรกที่ประชาชนเข้าถึง และเป็นหัวใจสำคัญของระบบสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รักษาโรคทั่วไป หรือการส่งต่ออย่างเหมาะสม การสนับสนุนและพัฒนา รพ.สต. อย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่เหมาะสม ครบถ้วน และยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เช่น การถ่ายโอน รพ.สต. ไปยัง อบจ. อาจส่งผลต่อการเข้าถึงบริการของผู้คนจำนวนมาก และควรได้รับความสนใจและความเข้าใจอย่างรอบด้านจากทุกฝ่ายในสังคม ที่ผ่านมา ข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับการถ่ายโอน รพ.สต. มักจะอยู่ในวงจำกัดของผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และบุคลากรในระบบสุขภาพ หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ที่ต้องการรวบรวมและสังเคราะห์ข้อมูลจากประสบการณ์จริงของการถ่ายโอน รพ.สต. ที่เคยถูกบันทึกในรูปแบบงานวิชาการ มาเผยแพร่ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย และครอบคลุม เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบาย เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น บุคลากรสาธารณสุข รวมถึงประชาชนทั่วไป สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและเห็นภาพรวมของสถานการณ์อย่างครบถ้วน หนังสือเล่มนี้จึงเป็นความพยายามในการเปิดประตูความรู้เหล่านั้นให้กว้างขึ้น ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจร่วมกันในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารท้องถิ่น บุคลากรในระบบสุขภาพ และประชาชนผู้รับบริการ ซึ่งล้วนเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาระบบสุขภาพที่ดี  ในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งโรคใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น การเพิ่มขึ้นของโรคเรื้อรัง ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงบริการ และความซับซ้อนของสังคมและสิ่งแวดล้อม ทำให้การสร้างระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เข้มแข็ง ยืดหยุ่น และมีความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม มีความสำคัญยิ่งกว่าที่เคย การถ่ายโอน รพ.สต. ไปยัง อบจ. เป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะได้เรียนรู้ร่วมกันเพื่อสร้างระบบสุขภาพที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ และเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นได้บริหารจัดการอย่างมีอิสระและรับผิดชอบมากขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเสริมความรู้และความเข้าใจในหมู่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย รวมทั้งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการตัดสินใจที่มีข้อมูลและหลักฐานรองรับ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการกระจายอำนาจด้านสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชนทุกคนในอนาคต
</description>
<pubDate>Fri, 01 Jul 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6328</guid>
<dc:date>2568-07-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
