<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>Research Reports</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/8</link>
<description>งานวิจัย</description>
<pubDate>Fri, 14 Aug 2026 17:43:13 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-08-14T17:43:13Z</dc:date>
<item>
<title>การประเมินและปรับปรุงแนวทางการให้วัคซีนหัดโดยอาศัยผลสำรวจภูมิคุ้มกันในประชากรไทย</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6463</link>
<description>การประเมินและปรับปรุงแนวทางการให้วัคซีนหัดโดยอาศัยผลสำรวจภูมิคุ้มกันในประชากรไทย
ยง ภู่วรวรรณ; Yong Poovorawan; ณศมน วรรณลภากร; Nasamon Wanlapakorn; ภรจริม นิลยนิมิต; Pornjarim Nilyanimit; ศิรภา กลิ่นเฟื่อง; Sirapa Klinfueng; ธนัญรัตน์ ทองมี; Thanunrat Thongmee; ปรียาพร วิชัยวัฒนา; Preeyaporn Vichaiwattana
การบรรลุเป้าหมายการกำจัดโรคหัดในประเทศไทยจำเป็นต้องฟื้นฟูระดับภูมิคุ้มกันของประชากรให้สูงเพียงพอที่จะตัดวงจรการแพร่เชื้อได้ การระบาดที่เกิดขึ้นในช่วงหลังสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างของภูมิคุ้มกันที่ขยายตัว แม้ว่าประเทศไทยจะมีโครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานก็ตาม เราประเมินภูมิคุ้มกันจำเพาะต่อโรคหัดโดยใช้ตัวอย่างซีรัมที่เป็นตัวแทนตามช่วงอายุจำนวน 3,675 ตัวอย่าง ซึ่งเก็บในปี พ.ศ. 2567 จาก 4 จังหวัด วัดความเข้มข้นของ IgG ด้วยวิธี ELISA โดยกำหนดค่าระดับป้องกันที่ ≥200 IU/L และเปรียบเทียบกับการสำรวจซีรั่มระดับประเทศในปี พ.ศ. 2547 และ พ.ศ. 2557 เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของภูมิคุ้มกันตามช่วงเวลาในกลุ่มรุ่นปีเกิดภายใต้ยุควัคซีน ผลการศึกษาพบว่า ความชุกของผู้มีภูมิคุ้มกันในระดับป้องกันโดยรวมในปี พ.ศ. 2567 อยู่ที่ 61.3% และมีรูปแบบตามอายุเป็นลักษณะโค้งรูปตัว U อย่างเด่นชัด ผู้ใหญ่อายุมากกว่า 40 ปีมีระดับภูมิคุ้มกันป้องกันสูงกว่า 95% ซึ่งสอดคล้องกับการได้รับภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อตามธรรมชาติ ในทางตรงกันข้าม วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้นอายุ 14-31 ปี มีระดับภูมิคุ้มกันต่ำกว่ามาก อยู่ในช่วง 27-46% การวิเคราะห์ตามรุ่นปีเกิดพบการลดลงอย่างต่อเนื่องของสัดส่วนผู้มีภูมิคุ้มกันในกลุ่มผู้ที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2528 - 2551 ซึ่งบ่งชี้ถึงการลดลงของภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีนตามกาลเวลา ข้อมูลผู้ป่วยโรคหัดระดับประเทศในปี พ.ศ. 2567 สะท้อนผลในทิศทางเดียวกัน โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่นอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้พบในผู้มีอายุมากกว่า 15 ปี ระดับภูมิคุ้มกันของประชากรไทยในปัจจุบันยังต่ำกว่าค่าระดับภูมิคุ้มกันหมู่ที่จำเป็นต่อการหยุดยั้งการแพร่เชื้อโรคหัด ซึ่งประเมินว่าต้องอยู่ที่ 92% ขึ้นไป ความไวต่อการติดเชื้อที่สูงในวัยรุ่นและผู้ใหญ่บ่งชี้ว่า การได้รับวัคซีนตามกำหนดปกติ 2 เข็มอาจไม่เพียงพอภายใต้บริบททางระบาดวิทยาปัจจุบัน ผลการศึกษานี้สนับสนุนการพิจารณาให้วัคซีนป้องกันโรคหัดเข็มที่ 3 ในประชากรอายุ 10-40 ปี การบูรณาการวัคซีนเข็มดังกล่าวเข้ากับโปรแกรมวัคซีนกระตุ้นในวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ ร่วมกับการเสริมความเข้มแข็งของระบบเฝ้าระวังและการให้วัคซีนเก็บตกแบบมุ่งเป้าในพื้นที่ที่มีความครอบคลุมต่ำ อาจเป็นแนวทางเชิงปฏิบัติที่ช่วยปิดช่องว่างของภูมิคุ้มกันและเร่งความก้าวหน้าสู่การกำจัดโรคหัด
</description>
<pubDate>Tue, 01 Aug 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6463</guid>
<dc:date>2569-08-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>ความสัมพันธ์ของชนิดของ Human Leukocyte Antigen (HLA) กับการเกิดกล้ามเนื้ออักเสบจากภูมิคุ้มกันจากยาไขมันกลุ่ม Statin</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6462</link>
<description>ความสัมพันธ์ของชนิดของ Human Leukocyte Antigen (HLA) กับการเกิดกล้ามเนื้ออักเสบจากภูมิคุ้มกันจากยาไขมันกลุ่ม Statin
อารดา โรจนอุดมศาสตร์; Arada Rojana-udomsart; ดวงตะวัน ธรรมาณิชานนท์; Duangtawan Thammanichanond; เมธา อภิวัฒนากุล; Metha Apiwattanakul; พัฒน์ ก่อรัตนคุณ; Pat Korathanakhun; สัญสณีย์ พงษ์ภักดี; Sunsanee Pongpakdee; เฉลิมชัย มิตรพันธ์; Chalermchai Mitrpant
ยาลดไขมันในกลุ่ม statin เป็นกลุ่มยาสำคัญที่ใช้อย่างแพร่หลาย การใช้ยาดังกล่าวอาจเกิดผลข้างเคียงกับกล้ามเนื้อโดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ self-limited statin associated muscle problems ซึ่งอาการและ/หรือความผิดปกติของค่า creatine kinase ในเลือดดีขึ้นเองหลังหยุดยา และกลุ่มที่ statin กระตุ้นให้เกิดขบวนการอักเสบของกล้ามเนื้อจากภูมิคุ้มกัน (statin induced necrotizing autoimmune myopathy (SINAM)) ซึ่งผู้ป่วยยังอ่อนแรงแม้หยุดยากว่า 2-3 เดือน การรักษาต้องให้ยากดภูมิหลายชนิดเป็นเวลานาน ในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา ศึกษาผู้ป่วยกล้ามเนื้ออักเสบ anti-HMGCR autoimmune myopathy ซึ่งเกิดทั้งในผู้ใช้ยาไขมันกลุ่ม statin และผู้ที่ไม่ได้กินยา (statin naïve) พบ HLA-DRB1*11:01 ในผู้ป่วยกลุ่มนี้มากถึง 70% เป็นที่น่าสนใจว่าการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีการวิเคราะห์แยกกลุ่ม anti-HMGCR autoimmune myopathy และ statin induced autoimmune myopathy กลับพบความสัมพันธ์ของ HLA DRB1*08:03 กับ SINAM จากการทบทวนวรรณกรรมยังไม่มีการศึกษาถึงความสัมพันธ์ดังกล่าวในประเทศไทย และการศึกษายีนดังกล่าวในกลุ่มโรค autoimmune myopathy ที่มีความสัมพันธ์กับการใช้ยาในกลุ่ม statin โดยเฉพาะ ยิ่งมีน้อยมาก วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ (association) ของ HLA-DRB1 alleles กับ statin induced necrotizing autoimmune myopathy ในกลุ่มประชากรไทย วิธีการศึกษา : cross sectional study โดยเปรียบเทียบ HLA-DRB1 alleles จากการตรวจโดยวิธี high resolution genotyping ระหว่าง กลุ่มผู้ป่วย SINAM กับผู้ที่ได้รับ statin แต่ไม่มีโรคกล้ามเนื้อหรือมี self-limited statin associated muscle problems ผลการศึกษา : มีผู้เข้าร่วมโครงการ 43 ราย คัดออก 2 ราย วิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ป่วย 41 ราย ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่ม SINAM จำนวน 9 ราย กลุ่มควบคุม (non-immune mediated) 32 ราย พบว่า ไม่มีความแตกต่างระหว่างเพศ อายุ และ body mass index ระหว่างทั้งสองกลุ่ม พบ HLA-DRB1*11:01 carriers 6 ราย หรือเท่ากับ 66.7% แต่ในกลุ่มควบคุมพบเพียง 2 ราย (6.3%) (P&lt;0.001, odds ratio 25.66) HLA-DRB1 alleles อื่น ๆ ที่พบในผู้ป่วยกลุ่ม SINAM ได้แก่ HLA-DRB1*12:02, HLA-DRB1*13:12, HLA-DRB1*07:01, HLA-DRB1*10:01, HLA DRB1*-0803, HLA-DRB1*09:01, HLA-DRB1*15:01, HLA-DRB1*15:02, HLA-DRB1*14:04 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมแล้วไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ในการศึกษานี้พบผู้ป่วย 3 รายที่เป็น self-limited statin side effect (non-immune mediated) แต่ตรวจพบ anti-HMGCR antibody สรุปผลการศึกษา : HLA-DRB1*11:01 สัมพันธ์กับการเกิด statin induce necrotizing autoimmune myopathy ในคนไทยเช่นเดียวกับการศึกษาในชาวต่างชาติ อย่างไรก็ตามเนื่องจากกลุ่มตัวอย่างมีจำนวนน้อย ความสัมพันธ์ที่พบในการวิจัยนี้ จำเป็นต้องมีการยืนยันความสัมพันธ์ในงานวิจัยอื่นในอนาคตต่อไป นอกจากนี้การใช้ anti-HMGCR antibody ในการวินิจฉัย SINAM ควรพิจารณาอาการ อาการแสดงทางคลินิกและการตรวจเพิ่มเติมอื่น ๆ ร่วมด้วยเสมอ
</description>
<pubDate>Sat, 01 Jul 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6462</guid>
<dc:date>2569-07-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การวิจัยและพัฒนาเครื่องมือรายงานโดยผู้ป่วย (Patient Report Outcomes Measurement) เพื่อใช้ในการพัฒนาระบบบริการแบบเน้นคุณค่าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6461</link>
<description>การวิจัยและพัฒนาเครื่องมือรายงานโดยผู้ป่วย (Patient Report Outcomes Measurement) เพื่อใช้ในการพัฒนาระบบบริการแบบเน้นคุณค่าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
ดวงดาว ศรียากูล; Duangdao Sriyakun; นิธินันท์ พงษ์ศิริ; Nitinun Pongsiri; ญาวธิษา ทองไชยะ; Yavatisa Thongchaiya; จิรภฎา กลัดนุ่ม; Jirapada Gladnoom; เบญจภรณ์ อุดมสุข; Benjaporn Udomsuk
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อปรับปรุงเครื่องมือประเมินผลลัพธ์การรักษาที่ได้จากการรายงานของผู้ป่วย สำหรับผู้ป่วยเบาหวานในประเทศไทยที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวิธีการทำงานระดับปฏิบัติการของพื้นที่ต่างๆ และเพื่อพัฒนา Patient’s Journey ชุดบริการมาตรฐาน (Service Package) ที่รองรับการนำ Patient-Reported Outcome Measures: PROMs ไปใช้จริงในพื้นที่ การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ร่วมกับการวิจัยเชิงดำเนินการ (Implementation Research) ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 3 แห่ง ได้แก่ อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ และอำเภอละงู จังหวัดสตูล แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ PROMs โดยปรับปรุงจากต้นแบบ PRO-DM-Thai และพัฒนาเป็นทั้งฉบับพื้นที่และฉบับมาตรฐาน (Central PROMs Version) พร้อมตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ความตรงเชิงโครงสร้าง และความเชื่อมั่นของเครื่องมือ และระยะที่ 2 การนำ PROMs ไปใช้โดยทำการออกแบบ Patient’s Journey ด้วยการวิเคราะห์หาจุดแข็งจุดอ่อนของพื้นที่ทั้ง 3 แห่ง ซึ่งพบประเด็นสำคัญในการนำไปใช้ในบริบทจริง (In The Real World) คือ การใช้เพื่อสร้างประโยชน์ให้บุคลากรเห็นอย่างรวดเร็วและช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับบริการแต่ละจุดได้จริง จึงทำให้เกิดการยอมรับ ซึ่งทีมวิจัยได้ทำการพัฒนาแบบ Co-Creation ร่วมกับพื้นที่ทั้ง 3 แห่ง เกิดรูปแบบโครงสร้างแบบแยกส่วน (Modular PROMs) ที่ทำให้เหมาะสมกับจุดบริการ กระจายภาระงาน สร้างการยอมรับได้ดี แล้วจึงได้ทดลองนำร่องเป็นระยะเวลา 1 เดือน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 180 คน แบ่งเป็นกลุ่มตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ (n=90) และกลุ่มทดลองนำร่อง (n=90) เก็บข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยใช้แบบสอบถาม การสังเกต การสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน และค่าสัมประสิทธิ์ weighted kappa ผลการศึกษาพบว่า เครื่องมือ PROMs มีความเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ และมีคุณภาพอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ในด้านความตรงและความเชื่อมั่น ในระยะทดลองนำร่อง พบว่า การนำ PROMs ไปใช้สามารถดำเนินการได้จริงในหน่วยบริการปฐมภูมิ โดยเฉพาะเมื่อมีการปรับกระบวนการให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่โดยคำนึงถึงภาระงานและประโยชน์ที่ผู้ปฏิบัติได้ประสบในทันทีที่ใช้ PROMs โดยเฉพาะการเป็นเครื่องมือเปิดบทสนทนาที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้ป่วยได้ระลึก (Awareness) ถึงความสำคัญของการจัดการดูแลตนเองและช่วยแยกอาการที่สำคัญได้ในเวลาอันสั้น ทั้งนี้ ผลลัพธ์ด้านการนำไปใช้สะท้อนถึงระดับการยอมรับ ความเป็นไปได้ การนำไปใช้จริง ความเหมาะสม และความสอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินงานในระดับที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาการทดลองที่จำกัดยังไม่สามารถสะท้อนผลลัพธ์ทางสุขภาพในระยะยาวได้ ข้อค้นพบจากการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า PROMs สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลจากผู้ป่วยเข้าสู่การตัดสินใจเชิงบริการ และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับทั้งบุคลากรและผู้ป่วย แสดงถึงศักยภาพในการสนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่า (Value-Based Health Care: VBHC) ทั้งนี้ การขยายผลควรให้ความสำคัญกับการออกแบบระบบที่ยืดหยุ่น การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการติดตามผลลัพธ์ระยะยาว
</description>
<pubDate>Sat, 01 Jul 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6461</guid>
<dc:date>2569-07-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>ต้นแบบการใช้แอปพลิเคชันคุณลูกในสถานบริการสาธารณสุขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งเสริมและติดตามพัฒนาการเด็กปฐมวัย</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6460</link>
<description>ต้นแบบการใช้แอปพลิเคชันคุณลูกในสถานบริการสาธารณสุขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งเสริมและติดตามพัฒนาการเด็กปฐมวัย
รสวันต์ อารีมิตร; Rosawan Areemit; กุลวดี ศรีพานิชกุลชัย; Kunwadee Sripanidkulchai; สุชาอร แสงนิพันธ์กูล; Suchaorn Saengnipanthkul; สมัย ศิริทองถาวร; Samai Sirithongthaworn
แอปพลิเคชันคุณลูกเป็น mHealth ที่ช่วยผู้ดูแลเด็กมีบทบาทในการเฝ้าระวัง ประเมินติดตาม ส่งเสริมการเจริญเติบโตและกระตุ้นพัฒนาการของเด็กเองได้ที่บ้าน รวมถึงใช้เป็นสื่อในการพูดคุยกับบุคลากรทางด้านสาธารณสุขด้วย ตั้งแต่ พ.ศ. 2556 คณะนักวิจัยได้วิจัยและพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันโมไบล์แอปพลิเคชันคุณลูก (KhunLook) สำหรับผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กเพื่อใช้ในการส่งเสริมให้เด็กมีสุขภาพและพัฒนาการเหมาะสมตามวัย และลดความเสี่ยงต่อการมีพัฒนาการที่ล่าช้า โดยช่วยประเมินและบันทึกสุขภาพและมีข้อมูลส่งเสริมสุขภาพที่สอดคล้องกับการส่งเสริมสุขภาพเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาและหลังคลอดจนถึงอายุ 18 ปี ตามแนวทางของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยและกระทรวงสาธารณสุข จากการศึกษาพบว่าแอปพลิเคชันคุณลูกเป็นที่ยอมรับทั้งด้านเนื้อหาและความง่ายในการใช้งาน และมีผลตอบแทนทางสังคมคุ้มค่า Social Return on Investment (SROI) ได้ 8.9-11.6 มียอดการดาวน์โหลดมากกว่า 550,000 ครั้ง แพลตฟอร์มแอปพลิเคชันคุณลูกสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ โดยประชาชนที่สนใจในการติดตามสุขภาพของลูกได้มีการบันทึกและให้ความยินยอมและอนุญาตให้นําข้อมูลไปใช้ประมวลผลสถานะทางสุขภาพ มีผู้ใช้เฉลี่ย ประมาณ 11,000 คนต่อเดือน และเป็นเทคโนโลยีที่ scale up รองรับผู้ใช้ได้จำนวนมาก แอปพลิเคชันคุณลูกจึงเป็น platform ที่เหมาะสมที่จะนํามาต่อยอดพัฒนาส่วนของพัฒนาการเด็ก วัตถุประสงค์: คณะผู้วิจัยต้องการพัฒนาแอปพลิเคชันคุณลูกด้านพัฒนาการเด็กและพัฒนาต้นแบบการใช้แอปพลิเคชันคุณลูกในสถานบริการสาธารณสุขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งเสริมและติดตามพัฒนาการเด็กปฐมวัย ดำเนินการระหว่าง เดือนกันยายน พ.ศ. 2567 - พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้ารับบริการและการกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก ได้แก่ การไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กโดยมีผู้ปกครองที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจมักจะเปรียบเทียบความสามารถบุตรหลานกับเด็กคนอื่นที่เคยพบเจอ หากทำได้ในระดับใกล้กันก็จะเชื่อว่าบุตรหลานของตนเองพัฒนาการสมวัย หรือเชื่อว่าหากโตขึ้นพัฒนาการที่ล่าช้าก็จะดีขึ้นตามวัย ความรู้สึกว่าโดนตําหนิเมื่อได้รับการคัดกรองแล้วพบว่าเด็กมีความล่าช้า ทำให้ผู้ดูแลรู้สึกแย่และไม่อยากกลับมาตามนัด การไม่มีเวลาในการพามาตามนัด การจดจําวันนัดไม่ได้ ปัญหาการเดินทางไปยังสถานที่ที่มีบริการ การสัมภาษณ์เชิงลึก (individual in-depth interview) และใช้วิเคราะห์แก่นสาร (thematic analysis) เพื่อค้นหารูปแบบของความหมายในข้อมูล ให้เกิดความเข้าใจถึงปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเข้ารับบริการและการติดตามกระตุ้นพัฒนาการของเด็กในบริบทของไทย ในมุมมองของผู้ดูแลเด็กและบุคลากรสาธารณสุขที่ดูแลเด็กที่สงสัยพัฒนาการล่าช้าหรือพัฒนาการล่าช้าหรือพัฒนาการไม่สมวัย โครงการได้ศึกษาในอาสาสมัคร จำนวน 20 คน พบว่ายังมีปัจจัยภายในสำคัญที่ทำให้ยังไม่ตัดสินใจพาเด็กมาตรวจ ได้แก่ การทำใจยอมรับว่าเด็กมีพัฒนาการช้า รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาและสมดุลของภารกิจอื่น ๆ ในชีวิต การออกแบบแอปพลิเคชันคุณลูกส่วนพัฒนาการช่วยเติมเต็มช่องว่างของการเข้าไม่ถึงและไม่เข้าถึงบริการ ได้แก่ การเป็นแหล่งความรู้ที่เชื่อถือได้โดยมีเครื่องมือ Developmental Surveillance and Promotion Manual (DSPM) Developmental Assessment for Intervention Manual (DAIM) และ Thai Early Development Assessment for Intervention (TEDA4I) ฉบับย่อที่ได้รับการคัดเลือกและประเมินเนื้อหาแล้วพร้อมภาพและวิดีโอวิธีการฝึก ปรับเนื้อหาให้เสริมสร้างกําลังใจร่วมฉลองความสำเร็จในการใส่ใจพัฒนาการลูก ซึ่งมาพร้อมกับจุดเด่นของ mHealth คือความสะดวกสบายพกพาเข้าถึงง่ายจากทุกที่ เสริมศักยภาพของผู้ใช้แอปพลิเคชัน ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูล โครงการจึงได้ปรับการใช้งานใน feature ต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ขึ้น โดยมี tutorials ปรับเมนูบันทึกพัฒนาการตามวัย (DSPM และ DAIM) ฝึกเพิ่มเติม (TEDA4I) ทำให้สามารถเข้าและบันทึกข้อมูลพัฒนาการที่ช่วยส่งเสริมแรงจูงใจในการประเมินและบันทึกพัฒนาการ ระบบเช็คอินประจำวัน (daily check-in) ระบบบันทึกพัฒนาการต่อเนื่อง (streak) ระบบเหรียญรางวัล (badge) หน้ารวมรางวัล หน้าปฏิทินประวัติการบันทึกและประเมินพัฒนาการ หน้าค้นหาผู้เชี่ยวชาญ และระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติรายวัน เพื่อช่วยเติมเต็มช่องว่างที่สามารถทำได้ในบทบาทของแอปพลิเคชัน โดยสรุปแอปพลิเคชันคุณลูกมีความน่าเชื่อถือ เหมาะสมทันสมัย ใช้และเข้าใจได้ง่าย เป็นที่พอใจของผู้ใช้ที่เป็นผู้ดูแลเด็กและเป็นเครื่องมือที่เป็นทางเลือกที่ช่วยลดภาระของบุคลากรสาธารณสุข และช่วยลดอัตราการไม่มาติดตามนัดลง ร้อยละ 60.9 แอปพลิเคชันคุณลูกจึงมีความเหมาะสมที่จะใช้ร่วมกับคู่มือพัฒนาการหรือเป็นตัวเลือกทดแทนที่มีศักยภาพในการขยายผลไปสู่การใช้งานในวงกว้าง สอดรับกับนโยบายการดูแลสุขภาพดิจิทัล และลดช่องว่างการเข้าถึงข้อมูลพัฒนาการเด็ก
</description>
<pubDate>Sat, 01 Jul 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6460</guid>
<dc:date>2569-07-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
