<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>Research Reports</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/8</link>
<description>งานวิจัย</description>
<pubDate>Sat, 25 Jul 2026 01:40:05 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-07-25T01:40:05Z</dc:date>
<item>
<title>การวิจัยและพัฒนาเครื่องมือรายงานโดยผู้ป่วย (Patient Report Outcomes Measurement) เพื่อใช้ในการพัฒนาระบบบริการแบบเน้นคุณค่าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6461</link>
<description>การวิจัยและพัฒนาเครื่องมือรายงานโดยผู้ป่วย (Patient Report Outcomes Measurement) เพื่อใช้ในการพัฒนาระบบบริการแบบเน้นคุณค่าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
ดวงดาว ศรียากูล; Duangdao Sriyakun; นิธินันท์ พงษ์ศิริ; Nitinun Pongsiri; ญาวธิษา ทองไชยะ; Yavatisa Thongchaiya; จิรภฎา กลัดนุ่ม; Jirapada Gladnoom; เบญจภรณ์ อุดมสุข; Benjaporn Udomsuk
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อปรับปรุงเครื่องมือประเมินผลลัพธ์การรักษาที่ได้จากการรายงานของผู้ป่วย สำหรับผู้ป่วยเบาหวานในประเทศไทยที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวิธีการทำงานระดับปฏิบัติการของพื้นที่ต่างๆ และเพื่อพัฒนา Patient’s Journey ชุดบริการมาตรฐาน (Service Package) ที่รองรับการนำ Patient-Reported Outcome Measures: PROMs ไปใช้จริงในพื้นที่ การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ร่วมกับการวิจัยเชิงดำเนินการ (Implementation Research) ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 3 แห่ง ได้แก่ อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ และอำเภอละงู จังหวัดสตูล แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ PROMs โดยปรับปรุงจากต้นแบบ PRO-DM-Thai และพัฒนาเป็นทั้งฉบับพื้นที่และฉบับมาตรฐาน (Central PROMs Version) พร้อมตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ความตรงเชิงโครงสร้าง และความเชื่อมั่นของเครื่องมือ และระยะที่ 2 การนำ PROMs ไปใช้โดยทำการออกแบบ Patient’s Journey ด้วยการวิเคราะห์หาจุดแข็งจุดอ่อนของพื้นที่ทั้ง 3 แห่ง ซึ่งพบประเด็นสำคัญในการนำไปใช้ในบริบทจริง (In The Real World) คือ การใช้เพื่อสร้างประโยชน์ให้บุคลากรเห็นอย่างรวดเร็วและช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับบริการแต่ละจุดได้จริง จึงทำให้เกิดการยอมรับ ซึ่งทีมวิจัยได้ทำการพัฒนาแบบ Co-Creation ร่วมกับพื้นที่ทั้ง 3 แห่ง เกิดรูปแบบโครงสร้างแบบแยกส่วน (Modular PROMs) ที่ทำให้เหมาะสมกับจุดบริการ กระจายภาระงาน สร้างการยอมรับได้ดี แล้วจึงได้ทดลองนำร่องเป็นระยะเวลา 1 เดือน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 180 คน แบ่งเป็นกลุ่มตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ (n=90) และกลุ่มทดลองนำร่อง (n=90) เก็บข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยใช้แบบสอบถาม การสังเกต การสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน และค่าสัมประสิทธิ์ weighted kappa ผลการศึกษาพบว่า เครื่องมือ PROMs มีความเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ และมีคุณภาพอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ในด้านความตรงและความเชื่อมั่น ในระยะทดลองนำร่อง พบว่า การนำ PROMs ไปใช้สามารถดำเนินการได้จริงในหน่วยบริการปฐมภูมิ โดยเฉพาะเมื่อมีการปรับกระบวนการให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่โดยคำนึงถึงภาระงานและประโยชน์ที่ผู้ปฏิบัติได้ประสบในทันทีที่ใช้ PROMs โดยเฉพาะการเป็นเครื่องมือเปิดบทสนทนาที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้ป่วยได้ระลึก (Awareness) ถึงความสำคัญของการจัดการดูแลตนเองและช่วยแยกอาการที่สำคัญได้ในเวลาอันสั้น ทั้งนี้ ผลลัพธ์ด้านการนำไปใช้สะท้อนถึงระดับการยอมรับ ความเป็นไปได้ การนำไปใช้จริง ความเหมาะสม และความสอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินงานในระดับที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาการทดลองที่จำกัดยังไม่สามารถสะท้อนผลลัพธ์ทางสุขภาพในระยะยาวได้ ข้อค้นพบจากการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า PROMs สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลจากผู้ป่วยเข้าสู่การตัดสินใจเชิงบริการ และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับทั้งบุคลากรและผู้ป่วย แสดงถึงศักยภาพในการสนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่า (Value-Based Health Care: VBHC) ทั้งนี้ การขยายผลควรให้ความสำคัญกับการออกแบบระบบที่ยืดหยุ่น การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการติดตามผลลัพธ์ระยะยาว
</description>
<pubDate>Sat, 01 Jul 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6461</guid>
<dc:date>2569-07-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>ต้นแบบการใช้แอปพลิเคชันคุณลูกในสถานบริการสาธารณสุขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งเสริมและติดตามพัฒนาการเด็กปฐมวัย</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6460</link>
<description>ต้นแบบการใช้แอปพลิเคชันคุณลูกในสถานบริการสาธารณสุขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งเสริมและติดตามพัฒนาการเด็กปฐมวัย
รสวันต์ อารีมิตร; Rosawan Areemit; กุลวดี ศรีพานิชกุลชัย; Kunwadee Sripanidkulchai; สุชาอร แสงนิพันธ์กูล; Suchaorn Saengnipanthkul; สมัย ศิริทองถาวร; Samai Sirithongthaworn
แอปพลิเคชันคุณลูกเป็น mHealth ที่ช่วยผู้ดูแลเด็กมีบทบาทในการเฝ้าระวัง ประเมินติดตาม ส่งเสริมการเจริญเติบโตและกระตุ้นพัฒนาการของเด็กเองได้ที่บ้าน รวมถึงใช้เป็นสื่อในการพูดคุยกับบุคลากรทางด้านสาธารณสุขด้วย ตั้งแต่ พ.ศ. 2556 คณะนักวิจัยได้วิจัยและพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันโมไบล์แอปพลิเคชันคุณลูก (KhunLook) สำหรับผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กเพื่อใช้ในการส่งเสริมให้เด็กมีสุขภาพและพัฒนาการเหมาะสมตามวัย และลดความเสี่ยงต่อการมีพัฒนาการที่ล่าช้า โดยช่วยประเมินและบันทึกสุขภาพและมีข้อมูลส่งเสริมสุขภาพที่สอดคล้องกับการส่งเสริมสุขภาพเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาและหลังคลอดจนถึงอายุ 18 ปี ตามแนวทางของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยและกระทรวงสาธารณสุข จากการศึกษาพบว่าแอปพลิเคชันคุณลูกเป็นที่ยอมรับทั้งด้านเนื้อหาและความง่ายในการใช้งาน และมีผลตอบแทนทางสังคมคุ้มค่า Social Return on Investment (SROI) ได้ 8.9-11.6 มียอดการดาวน์โหลดมากกว่า 550,000 ครั้ง แพลตฟอร์มแอปพลิเคชันคุณลูกสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ โดยประชาชนที่สนใจในการติดตามสุขภาพของลูกได้มีการบันทึกและให้ความยินยอมและอนุญาตให้นําข้อมูลไปใช้ประมวลผลสถานะทางสุขภาพ มีผู้ใช้เฉลี่ย ประมาณ 11,000 คนต่อเดือน และเป็นเทคโนโลยีที่ scale up รองรับผู้ใช้ได้จำนวนมาก แอปพลิเคชันคุณลูกจึงเป็น platform ที่เหมาะสมที่จะนํามาต่อยอดพัฒนาส่วนของพัฒนาการเด็ก วัตถุประสงค์: คณะผู้วิจัยต้องการพัฒนาแอปพลิเคชันคุณลูกด้านพัฒนาการเด็กและพัฒนาต้นแบบการใช้แอปพลิเคชันคุณลูกในสถานบริการสาธารณสุขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งเสริมและติดตามพัฒนาการเด็กปฐมวัย ดำเนินการระหว่าง เดือนกันยายน พ.ศ. 2567 - พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้ารับบริการและการกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก ได้แก่ การไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กโดยมีผู้ปกครองที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจมักจะเปรียบเทียบความสามารถบุตรหลานกับเด็กคนอื่นที่เคยพบเจอ หากทำได้ในระดับใกล้กันก็จะเชื่อว่าบุตรหลานของตนเองพัฒนาการสมวัย หรือเชื่อว่าหากโตขึ้นพัฒนาการที่ล่าช้าก็จะดีขึ้นตามวัย ความรู้สึกว่าโดนตําหนิเมื่อได้รับการคัดกรองแล้วพบว่าเด็กมีความล่าช้า ทำให้ผู้ดูแลรู้สึกแย่และไม่อยากกลับมาตามนัด การไม่มีเวลาในการพามาตามนัด การจดจําวันนัดไม่ได้ ปัญหาการเดินทางไปยังสถานที่ที่มีบริการ การสัมภาษณ์เชิงลึก (individual in-depth interview) และใช้วิเคราะห์แก่นสาร (thematic analysis) เพื่อค้นหารูปแบบของความหมายในข้อมูล ให้เกิดความเข้าใจถึงปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเข้ารับบริการและการติดตามกระตุ้นพัฒนาการของเด็กในบริบทของไทย ในมุมมองของผู้ดูแลเด็กและบุคลากรสาธารณสุขที่ดูแลเด็กที่สงสัยพัฒนาการล่าช้าหรือพัฒนาการล่าช้าหรือพัฒนาการไม่สมวัย โครงการได้ศึกษาในอาสาสมัคร จำนวน 20 คน พบว่ายังมีปัจจัยภายในสำคัญที่ทำให้ยังไม่ตัดสินใจพาเด็กมาตรวจ ได้แก่ การทำใจยอมรับว่าเด็กมีพัฒนาการช้า รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาและสมดุลของภารกิจอื่น ๆ ในชีวิต การออกแบบแอปพลิเคชันคุณลูกส่วนพัฒนาการช่วยเติมเต็มช่องว่างของการเข้าไม่ถึงและไม่เข้าถึงบริการ ได้แก่ การเป็นแหล่งความรู้ที่เชื่อถือได้โดยมีเครื่องมือ Developmental Surveillance and Promotion Manual (DSPM) Developmental Assessment for Intervention Manual (DAIM) และ Thai Early Development Assessment for Intervention (TEDA4I) ฉบับย่อที่ได้รับการคัดเลือกและประเมินเนื้อหาแล้วพร้อมภาพและวิดีโอวิธีการฝึก ปรับเนื้อหาให้เสริมสร้างกําลังใจร่วมฉลองความสำเร็จในการใส่ใจพัฒนาการลูก ซึ่งมาพร้อมกับจุดเด่นของ mHealth คือความสะดวกสบายพกพาเข้าถึงง่ายจากทุกที่ เสริมศักยภาพของผู้ใช้แอปพลิเคชัน ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูล โครงการจึงได้ปรับการใช้งานใน feature ต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ขึ้น โดยมี tutorials ปรับเมนูบันทึกพัฒนาการตามวัย (DSPM และ DAIM) ฝึกเพิ่มเติม (TEDA4I) ทำให้สามารถเข้าและบันทึกข้อมูลพัฒนาการที่ช่วยส่งเสริมแรงจูงใจในการประเมินและบันทึกพัฒนาการ ระบบเช็คอินประจำวัน (daily check-in) ระบบบันทึกพัฒนาการต่อเนื่อง (streak) ระบบเหรียญรางวัล (badge) หน้ารวมรางวัล หน้าปฏิทินประวัติการบันทึกและประเมินพัฒนาการ หน้าค้นหาผู้เชี่ยวชาญ และระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติรายวัน เพื่อช่วยเติมเต็มช่องว่างที่สามารถทำได้ในบทบาทของแอปพลิเคชัน โดยสรุปแอปพลิเคชันคุณลูกมีความน่าเชื่อถือ เหมาะสมทันสมัย ใช้และเข้าใจได้ง่าย เป็นที่พอใจของผู้ใช้ที่เป็นผู้ดูแลเด็กและเป็นเครื่องมือที่เป็นทางเลือกที่ช่วยลดภาระของบุคลากรสาธารณสุข และช่วยลดอัตราการไม่มาติดตามนัดลง ร้อยละ 60.9 แอปพลิเคชันคุณลูกจึงมีความเหมาะสมที่จะใช้ร่วมกับคู่มือพัฒนาการหรือเป็นตัวเลือกทดแทนที่มีศักยภาพในการขยายผลไปสู่การใช้งานในวงกว้าง สอดรับกับนโยบายการดูแลสุขภาพดิจิทัล และลดช่องว่างการเข้าถึงข้อมูลพัฒนาการเด็ก
</description>
<pubDate>Sat, 01 Jul 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6460</guid>
<dc:date>2569-07-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายแนวทางการจัดสรรงบประมาณโดยใช้การวิเคราะห์ต้นทุนและประสิทธิภาพของโรงพยาบาล: กรณีศึกษาโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6459</link>
<description>การสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายแนวทางการจัดสรรงบประมาณโดยใช้การวิเคราะห์ต้นทุนและประสิทธิภาพของโรงพยาบาล: กรณีศึกษาโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย
ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร; Nuttanan Wichitaksorn; ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์; Direk Patamasiriwat; อุทุมพร วงษ์ศิลป์; Utoomporn Wongsin; เกศินี ธารีสังข์; Kaesinee Tharisung; ธนรัต โชติกเสถียร; Thanarat Chotikasathian; มนัชญา ชูยิ่งสกุลทิพย์; Manatchaya Chuyingsakultip; จิตรเลขา สุขรวย; Jitlakha Sukruay; นันทชาติ รัตนบุรี; Nuntachart Ratanaburi; ณิชมน ทองพัฒน์; Nichamon Thongphat; อติพร ฉิมน้อย; Atiporn Shimnoi; ธงชัย นาพิมพ์; Tongchai Naphim; ธีริศรา สีลพัทธ์กุล; Theerisara Silaphatkul; กุลภรณ์ อันนานนท์; Kullaporn Unnanon; พรรษรัตน์ พัชราพันธุ์; Phansarat Phatcharaphan; พิชญ์สินี แก้วเขียว; Pitchsinee Kaewkeaw; ปวีกรณ์ หลำพงษ์; Paweekorn Lamphong; กิตติยา ยิษฐาณิชกุล; Kittiya Yisthanichakul; รัศมีจันทร์ เสาวคนธ์; Ratsameechan Saowakhon; วิมลรัตน์ เหมือนกูล; Wimolrat Meaunkul; นุชนาถ พุ่มพฤกษ์; Nuchanart Phumphruk
แม้งบประมาณรายจ่ายด้านสาธารณสุขของภาครัฐจะเพิ่มขึ้น แต่โรงพยาบาลรัฐหลายแห่งยังขาดทุน ปัญหานี้อาจเกิดจากการจัดสรรงบประมาณและการจ่ายชดเชยที่ไม่ครอบคลุมต้นทุนจริงหรือสะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงพยาบาล โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาต้นทุนและประสิทธิภาพของโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) และสังกัดมหาวิทยาลัยพร้อมข้อเสนอด้านการประมาณการต้นทุนและการจัดสรรงบประมาณแก่โรงพยาบาลรัฐ คณะผู้วิจัยศึกษาต้นทุนโดยใช้ข้อมูลหลักจากสำนักพัฒนากลุ่มโรคร่วมไทย (สรท.) ซึ่งครอบคลุมโรงพยาบาลสังกัด สป.สธ.จำนวน 38 แห่ง และสังกัดมหาวิทยาลัยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจำนวน 3 แห่งในปีงบประมาณ 2565 ซึ่งอยู่ในช่วงการระบาดของโควิด 19 ทำให้มีข้อจำกัดด้านขนาดกลุ่มตัวอย่างและอาจไม่สะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจาก สรท. พบว่าโรงพยาบาลชุมชนมีต้นทุนค่าบุคลากรสูง ขณะที่โรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.) และโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัยมีสัดส่วนค่าปัจจัยทุนสูง แสดงถึงความซับซ้อนของการรักษาที่ต้องใช้เทคโนโลยีและยาราคาสูง (ปัจจัยทุนหมายถึงค่าวัสดุและต้นทุนการใช้สินทรัพย์ ต้นทุนการใช้สินทรัพย์หมายถึงค่าเสื่อมราคาและตัดจำหน่าย) เมื่อพิจารณาต้นทุนต่อหน่วยจากข้อมูล สรท. พบว่าแม้โรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัยมีจำนวนบริการ OP (visit) รวมสูงกว่า รพศ. แต่กลับมีต้นทุนบริการ OP ต่อครั้งสูงกว่าถึงประมาณ 2.6 เท่า คณะผู้วิจัยเลือกศึกษากรณีตัวอย่าง 3 กลุ่มโรค (DRG) ได้แก่ การผ่าตัดไส้ติ่ง โรคท้องร่วง และการผ่าคลอด พบว่าโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัยมีต้นทุนบริการ IP ต่อครั้ง (admission) โดยเฉลี่ยสูงกว่า รพศ. ในทุกกลุ่มโรคและทุกหมวดค่ารักษาหลัก ต้นทุนที่สูงกว่านี้อาจเป็นผลมาจากการใช้ยาและเทคโนโลยีราคาสูง การดูแลโดยแพทย์เฉพาะทาง และระยะเวลานอนโรงพยาบาลที่ยาวกว่าในบางกรณี นอกจากนั้นแล้ว ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพด้วยวิธีพรมแดนต้นทุนและการผลิตในปีงบประมาณ 2566-2568 จากข้อมูลกองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ โรงพยาบาลสังกัด สป.สธ. ส่วนใหญ่มีประสิทธิภาพด้านต้นทุนใกล้พรมแดนต้นทุนแล้ว หลายโรงพยาบาลยังมีช่องว่างในการเพิ่มผลผลิตบริการโดยเฉพาะบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค อีกทั้ง ผลการศึกษาครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นอีกว่ายังมีปัญหาระบบข้อมูลต้นทุนที่ยังพัฒนาไม่ครบถ้วนและไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โรงพยาบาลสังกัด สป.สธ. ส่วนใหญ่ยังคำนวณต้นทุนด้วยวิธีลัดซึ่งเหมาะสมในเชิงปฏิบัติเนื่องจากใช้ข้อมูลไม่มากและดำเนินการได้ง่าย แต่ยังมีข้อจำกัดในการสะท้อนการใช้ทรัพยากรของบริการแต่ละประเภทอย่างละเอียด การยกระดับระบบข้อมูลต้นทุนควรดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนโดยเริ่มจากการกำหนดชุดข้อมูลขั้นต่ำที่โรงพยาบาลต้องจัดเตรียมโดยใช้มาตรฐานเดียวกัน การยกระดับระบบข้อมูลต้นทุนจึงควรดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนโดยเริ่มจากการกำหนดชุดข้อมูลขั้นต่ำที่มีมาตรฐานร่วมกัน การรื้อฟื้นศูนย์ต้นทุนโดยจัดตั้งทีมงานเฉพาะด้านการจัดทำต้นทุนภายในโรงพยาบาลแต่ละแห่งร่วมกับทีมงานกลางระดับพื้นที่เพื่อรวบรวม ตรวจสอบ และจัดการข้อมูลต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ณ จุดบริการเพื่อลดภาระการบันทึกซ้ำและเพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูลต้นทุน นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสร้างแรงจูงใจเชิงประสิทธิภาพ เช่น ให้รางวัลแก่โรงพยาบาลภาครัฐที่มีประสิทธิภาพสูงกว่ามาตรฐาน ขณะเดียวกัน อาจไม่ลดเงินของโรงพยาบาลที่ผลงานต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ต้องวิเคราะห์หาสาเหตุและแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพ ด้วยหลักการข้างต้นจะทำให้เกิดสมดุลระหว่างความเป็นธรรมและแรงจูงใจในการพัฒนา อีกทั้ง แนวทางนี้จะช่วยหลีกเลี่ยงแรงจูงใจที่ทำให้โรงพยาบาลเพิ่มปริมาณบริการเกินความจำเป็น
</description>
<pubDate>Sat, 01 Jul 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6459</guid>
<dc:date>2569-07-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การประเมินประสิทธิผลของเทคโนโลยีชุดพยุงกล้ามเนื้อ อุปกรณ์วัดแบบสวมใส่และแอปพลิเคชันในการลดระดับของปัจจัยเสี่ยงต่อการหกล้มของผู้สูงอายุ</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6458</link>
<description>การประเมินประสิทธิผลของเทคโนโลยีชุดพยุงกล้ามเนื้อ อุปกรณ์วัดแบบสวมใส่และแอปพลิเคชันในการลดระดับของปัจจัยเสี่ยงต่อการหกล้มของผู้สูงอายุ
วรวริศ กอปรสิริพัฒน์; Worawarit Kobsiriphat; ศราวุธ เลิศพลังสันติ; Sarawut Lerspalungsanti; มนัสวีร์ ยิ้มแย้ม; Manasavee Yimyam; เปริน วันแอเลาะ; Perin Wanaeloh; เมธนียา ปิลันธนานนท์; Metaneeya Pilanthananond; ปัญจวัฒน คงสุวรรณ; Panjawat Kongsuwan; กฤชแก้ว สมตน; Kritkaew Somton; ธนรรค อุทกะพันธ์; Thanak Utakapan; สุจิรัชย์ อัฏฐะวิบูลย์กุล; Sujirat Attawibulkul; วีรวัฒน์ ลิ้มรุ่งเรืองรัตน์; Weerawat Limroongreungrat; บวรรัฐ วนดุรงค์วรรณ; Bavornrat Vanadurongwan; พรพิพัฒน์ อยู่สา; Pornpipat Yoosa; ธีระพงษ์ บุญมา; Teerapong Boonma; ศิวพร ศรีมงคล; Siwaporn Srimongkol; สุธิมา สุขอ่อน; Suthima Suk-on; อรรถกร สุวนันทวงศ์; Attakorn Suwanantawong; ฮาซียะห์ แวหามะ; Haziyah Waehama; ฝอยฝน ศรีสวัสดิ์; Foifon Srisawat; Vo, Kiet Van; พิชิตพล เกิดสมนึก; Pichitpol Kerdsomnuk
การประเมินประสิทธิผลของชุดพยุงกล้ามเนื้อ และอุปกรณ์วัดแบบสวมใส่และแอปพลิเคชัน ในการลดระดับของปัจจัยเสี่ยงต่อการหกล้มในผู้สูงอายุ กำหนดกรอบการศึกษาครอบคลุม 4 โครงการย่อย ได้แก่ (1) การประเมินประสิทธิผลเชิงชีวกลศาสตร์ของชุดพยุงกล้ามเนื้อแบบภาคตัดขวาง (2) การประเมินผลระยะยาวของชุดพยุงกล้ามเนื้อ (3) การประเมินผลระยะยาวของอุปกรณ์วัดแบบสวมใส่และแอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการทรงท่า และ (4) การประเมินความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นของระบบตรวจวัด เพื่อสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ทั้งในด้านผลลัพธ์เชิงหน้าที่ เชิงคลินิก เชิงพฤติกรรม และคุณสมบัติของระบบวัด ผลการศึกษาชี้ว่าชุดพยุงกล้ามเนื้อมีศักยภาพในการลดปัจจัยเสี่ยงต่อการหกล้มในผู้สูงอายุ โดยให้ผลในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อการทรงตัว การลุกยืนจากท่านั่ง และการควบคุมการเคลื่อนไหว ในการศึกษาภาคตัดขวาง (โครงการย่อยที่ 1) พบผลเชิงบวกเด่นในตัวชี้วัดที่สะท้อนการควบคุมสมดุลในแนวด้านข้างและประสิทธิภาพการถ่ายน้ำหนัก ขณะที่การศึกษาติดตามระยะยาว (โครงการย่อยที่ 2) พบแนวโน้มการทรงตัวดีขึ้นภายหลังการใช้งานต่อเนื่อง 3 เดือน โดยเฉพาะในการทดสอบยืนต่อเท้าครึ่งหนึ่ง และมีข้อบ่งชี้ของ carry-over effect แม้ในสภาวะไม่สวมใส่ชุดขณะประเมิน ซึ่งสนับสนุนความเป็นไปได้ของการปรับตัวของระบบประสาทสั่งการจากการใช้งานต่อเนื่องในชีวิตประจำวันสำหรับอุปกรณ์วัดแบบสวมใส่และแอปพลิเคชัน ผลการศึกษาในโครงการย่อยที่ 3 สนับสนุนว่าระบบมีศักยภาพทั้งในฐานะเครื่องมือตรวจวัดและเครื่องมือสนับสนุนการปรับพฤติกรรมการทรงท่า โดยการใช้งานต่อเนื่อง 90 วันสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญของตัวชี้วัดทางคลินิกบางตัว โดยเฉพาะ forward shoulder angle ซึ่งสะท้อนการปรับพฤติกรรมการทรงท่าในระยะยาว ขณะเดียวกัน การศึกษาความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นยืนยันว่าระบบมีสมรรถนะสูง โดยเฉพาะการวัดมุมการก้มตัวผ่านแกน Pitch ที่ตำแหน่ง T3 ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการใช้งานขณะเคลื่อนไหว ในภาพรวมโครงการนี้ได้สร้างองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงจากระดับกลไกของเทคโนโลยีไปสู่ผลต่อปัจจัยเสี่ยงต่อการหกล้มในผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ โดยชุดพยุงกล้ามเนื้อมีศักยภาพในฐานะเทคโนโลยีช่วยเสริมการเคลื่อนไหวและความมั่นคงของร่างกาย ส่วนอุปกรณ์วัดแบบสวมใส่และแอปพลิเคชัน มีศักยภาพในฐานะเครื่องมือประเมินท่าทางและสนับสนุนการปรับพฤติกรรม อย่างไรก็ดี การต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริงควรสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายและบริบทการใช้งาน โดยในส่วนของชุดพยุงกล้ามเนื้อ ควรเร่งสร้างหลักฐานวิชาการเพื่อรองรับการผลักดันเข้าสู่บัญชีนวัตกรรมไทย และการพิจารณาในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ขณะที่อุปกรณ์วัดแบบสวมใส่และแอปพลิเคชันควรพัฒนาแนวทางใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมทั้งในกลุ่มวัยทำงานและในบริบทการประเมินโดยบุคลากรสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ
</description>
<pubDate>Sat, 01 Jul 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6458</guid>
<dc:date>2569-07-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
