<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>Research Reports</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/8</link>
<description>งานวิจัย</description>
<pubDate>Fri, 01 May 2026 07:47:13 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-05-01T07:47:13Z</dc:date>
<item>
<title>การวิจัยพัฒนาและทดลองนําร่องระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบบูรณาการจิตวิทยาสังคมการแพทย์โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการดำเนินงาน</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6433</link>
<description>การวิจัยพัฒนาและทดลองนําร่องระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบบูรณาการจิตวิทยาสังคมการแพทย์โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการดำเนินงาน
ดวงดาว ศรียากูล; Duangdao Sriyakun; สันติ ลาภเบญจกุล; Santi Lapbenjakul; ดรุณี ภู่ขาว; Darunee Phukao; เทพประทาน สีดาบุตร; Teppratan Sidabut; ญานิกา ศรียากูล; Yanika Sriyakun; ทัศน์ยพร นิลระศรี; Thasyaporn Nilrasri
งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experiment) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลและวิเคราะห์ปัจจัยขับเคลื่อนเชิงระบบของ “ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบบูรณาการจิตวิทยาสังคมการแพทย์” หรือ “ระบบครูนางฟ้า” ที่ประยุกต์ใช้การปรับความคิดและพฤติกรรมแบบความเข้มข้นต่ำ (Low-intensity CBT) และการสื่อสารเพื่อสร้างแรงจูงใจ (MI) เป็นหลักการพื้นฐานในการดำเนินงาน โดยศึกษาในโรงเรียน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง 3 แห่ง และกลุ่มควบคุม 3 แห่ง เก็บข้อมูลแบบผสมทั้งเชิงปริมาณ (วัดผลลัพธ์ทางสุขภาพด้วยแบบประเมินภาวะซึมเศร้า PHQ-A, คุณภาพชีวิต WHO-QOL และสุขภาวะทางจิต PWBS) และเชิงคุณภาพ (ใช้การสนทนากลุ่มแบบกึ่งโครงสร้าง) จากนั้นจึงวิเคราะห์ผลลัพธ์ตามกรอบแนวคิด Proctor’s conceptual model of implementation research และวิเคราะห์ปัจจัยขับเคลื่อนเชิงระบบตามกรอบ CFIR 2.0 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้สำหรับเก็บข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อวัดผลทางสุขภาพ คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-2 ที่มีภาวะซึมเศร้าเล็กน้อยถึงปานกลาง (คะแนน PHQ-A อยู่ระหว่าง 5-14 คะแนน) แบ่งเป็น 3 กลุ่มตามระดับความเสี่ยง (สีเขียว สีเหลือง และสีส้ม) กรณีพบนักเรียนที่มีความเสี่ยงขั้นรุนแรง (คะแนน PHQ-A มากกว่า 14 คะแนน) ให้ส่งต่อให้บุคลากรทางการแพทย์ดูแลต่อไป ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนภาวะซึมเศร้าลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.032) โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนที่มีภาวะซึมเศร้าระดับปานกลางถึงสูง ในขณะที่กลุ่มควบคุมมีแนวโน้มมีภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้นมากกว่า ในด้านคุณภาพชีวิต พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนด้านสัมพันธภาพทางสังคมเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.049) ในส่วนผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่าผู้ปฏิบัติงาน (ผู้บริหาร ครูผู้ดูแล และนักเรียนเพื่อนช่วยเพื่อน) มีความพึงพอใจต่อระบบครูนางฟ้าในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย 4.51 - 4.72 จาก 5 คะแนน) อีกทั้งผู้ปฏิบัติงานยังมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและทัศนคติที่ส่งผลให้นักเรียนได้รับการดูแลที่ดีขึ้น บรรยากาศในห้องเรียนและโรงเรียนดีขึ้น การกลั่นแกล้งลดลง และครูมีสุขภาพจิตดีขึ้น ระบบครูนางฟ้ามีความเหมาะสม เครื่องมือและแนวปฏิบัติทำให้การดูแลเชิงจิตวิทยาไม่ซับซ้อน สามารถปฏิบัติตามได้ง่าย (high feasibility and fidelity) ช่วยลดภาวะคอขวด ทำให้นักเรียนที่มีภาวะซึมเศร้าเข้าถึงการดูแลด้านสุขภาพจิต และสามารถปรับใช้กับบริบทต่าง ๆ ได้ (high flexibility and adaptability) โดยปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญคือการสนับสนุนจากผู้บริหาร การมีครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง และการบูรณาการเข้ากับงานประจำได้ ผู้วิจัยได้พัฒนาแบบวัดความพร้อมในการขยายผล เพื่อประเมินความพร้อมของพื้นที่ในอนาคต สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ควรบรรจุระบบดูแลครูนางฟ้า ในมาตรฐานการทำงานของโรงเรียน และใช้โมเดลการเงินแบบนวัตกรรม เช่น Social Impact Partnership (SIP) และ Pay for Success (PFS) เพื่อขยายผลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
</description>
<pubDate>Sat, 01 Apr 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6433</guid>
<dc:date>2569-04-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การเก็บข้อมูลจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อออกแบบแผนงานเชิงกลยุทธ์การวิจัยทดลองเชิงคลินิก</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6432</link>
<description>การเก็บข้อมูลจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อออกแบบแผนงานเชิงกลยุทธ์การวิจัยทดลองเชิงคลินิก
เมษ์ ศรีพัฒนาสกุล; May Sripatanaskul; ไชโย หว่านนา; Chaiyo Wanna; ธนภัทร ชวนไชยสิทธิ์; Tanapat Chounchaisit; รติกร โตอิน; Ratikorn Toin
ความเป็นมาและความสำคัญของการศึกษา ประเทศไทยมีศักยภาพเชิงโครงสร้างในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกระดับภูมิภาค อันประกอบด้วยฐานผู้ป่วยขนาดใหญ่ โครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานสากล บุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ และกรอบนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผลจากการศึกษาภาคสนามและการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สะท้อนให้เห็นว่า ศักยภาพดังกล่าวยังไม่สามารถถูกนำมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากข้อจำกัดเชิงระบบ โดยเฉพาะลักษณะการทำงานแบบแยกส่วนและการขาดกลไกกลางในการบูรณาการองค์ประกอบต่าง ๆ ของระบบเข้าด้วยกัน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์อุปสรรคเชิงระบบที่สำคัญ (2) สังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายจากมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ (3) เสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์ในการยกระดับระบบนิเวศการวิจัยทางคลินิกของประเทศไทย การดำเนินการศึกษาใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เป็นกรอบหลัก เพื่อให้ได้มาซึ่งความเข้าใจเชิงลึกของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยอาศัยข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 57 ราย การประชุมเชิงปฏิบัติการ 2 ครั้ง และการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับปรุงและต่อยอดองค์ความรู้จากรายงานในอดีตให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน พัฒนาการและช่องว่างเชิงระบบในช่วงระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ระบบการวิจัยทางคลินิกของประเทศไทยมีพัฒนาการในหลายมิติ อาทิ การเพิ่มจำนวนคณะกรรมการจริยธรรมที่ได้รับการรับรองในระดับสากล การพัฒนาระบบ e-Submission ของหน่วยงานกำกับดูแล การจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัย และการพัฒนาแพลตฟอร์มสนับสนุนข้อมูล อย่างไรก็ตาม ช่องว่างเชิงระบบที่เคยถูกระบุไว้ในรายงานก่อนหน้ายังคงปรากฏอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระยะเวลาการอนุมัติที่ยังยาวนานเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง การขาดหน่วยงานกลางที่มีอำนาจในการกำกับและประสานงาน และการที่การวิจัยยังไม่ถูกกำหนดให้เป็นพันธกิจหลักของสถาบันบริการสุขภาพ ข้อค้นพบสำคัญของการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดทรัพยากรหรือศักยภาพ แต่เป็นข้อจำกัดเชิง “การออกแบบระบบ” และ “กลไกการประสานงาน” ที่ยังไม่เอื้อต่อการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ประเด็นท้าทายเชิงระบบ 5 ประการ 1. การแบ่งปันข้อมูล: ข้อมูลการวิจัยมีลักษณะกระจัดกระจายและไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลให้การเข้าถึงข้อมูลเพื่อการวางแผนการวิจัยไม่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังขาดฐานข้อมูลระดับชาติที่ครอบคลุมนักวิจัย ศักยภาพสถานที่วิจัย และอาสาสมัคร ขณะที่การรับรู้ของประชาชนต่อการวิจัยทางคลินิกยังมีข้อจำกัด 2. กระบวนการจริยธรรมการวิจัย: กระบวนการพิจารณาจริยธรรมยังมีลักษณะซ้ำซ้อนระหว่างระดับส่วนกลางและระดับสถาบัน ซึ่งเพิ่มภาระด้านเวลาและต้นทุนโดยไม่ได้เพิ่มระดับความปลอดภัยอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังขาดการพัฒนาบุคลากรและเส้นทางอาชีพอย่างเป็นระบบ 3. กระบวนการกำกับดูแล: ระบบกำกับดูแลยังไม่ยืดหยุ่นตามระดับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ และมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรบุคคล ส่งผลให้ระยะเวลาการอนุมัติไม่สามารถคาดการณ์ได้ นอกจากนี้ยังขาดกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจนสำหรับผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง 4. ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน: ยังไม่มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงความต้องการของภาคเอกชนกับศักยภาพของนักวิจัย รวมถึงข้อจำกัดด้านระเบียบการเงินภาครัฐที่ไม่สอดคล้องกับลักษณะของการวิจัย 5. ขีดความสามารถของศูนย์วิจัยทางคลินิก: ศูนย์วิจัยทางคลินิกยังไม่ได้รับการกำหนดให้เป็นพันธกิจหลักของโรงพยาบาล ส่งผลให้ขาดโครงสร้างสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณ บุคลากร และเส้นทางอาชีพ รวมถึงยังไม่มีระบบรับรองมาตรฐานในระดับประเทศ ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์: 3 เสาหลักจากการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ได้พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายจำนวน 13 มาตรการ ภายใต้ 3 เสาหลัก โดยมีหน่วยงานกลาง คือ คณะกรรมการส่งเสริมการวิจัยทางคลินิกแห่งชาติ (National Clinical Research Coordination Board: NCRCB) เป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก เสาที่ 1: คนและสถาบัน มุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรและศูนย์วิจัย ผ่านแผนแม่บทศูนย์วิจัยทางคลินิก (Clinical Research Center: CRC) ระบบรับรองมาตรฐานระดับชาติ กลไกสนับสนุนการวิจัย และเครื่องมือดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เสาที่ 2: กระบวนการ มุ่งปรับปรุงกระบวนการที่เป็นคอขวดของระบบ ได้แก่ การบูรณาการกระบวนการพิจารณา การยื่นคำขอแบบจุดเดียว และการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง เสาที่ 3: โครงสร้างพื้นฐานและข้อมูล มุ่งพัฒนาระบบข้อมูลกลางเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ การเชื่อมโยงข้อมูล และการเข้าถึงของประชาชน แผนการดำเนินงาน การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 (ปีที่ 1): การวางรากฐาน จัดตั้งหน่วยงานกลาง (NCRCB) และกำหนดกรอบนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ระยะที่ 2 (ปีที่ 2–3): การเสริมความเข้มแข็ง ดำเนินการปฏิรูปกระบวนการกำกับดูแล พัฒนาศูนย์วิจัย และสร้างกลไกสนับสนุนที่จำเป็น ระยะที่ 3 (ปีที่ 4 เป็นต้นไป): การยกระดับสู่ความยั่งยืน พัฒนาระบบนิเวศให้มีความครบถ้วนและสามารถแข่งขันในระดับนานาชาติ ประเทศไทยมีความพร้อมในเชิงทรัพยากรและศักยภาพ แต่ยังขาดกลไกเชิงสถาบันที่สามารถบูรณาการองค์ประกอบต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดตั้งหน่วยงานกลางที่มีอำนาจและได้รับความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วนจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ การลงทุนในระบบนิเวศการวิจัยทางคลินิกจึงไม่ใช่เพียงการลงทุนด้านสาธารณสุข แต่เป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การพัฒนานวัตกรรม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว
</description>
<pubDate>Wed, 01 Mar 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6432</guid>
<dc:date>2569-03-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การจัดทำข้อมูลเชิงวิชาการและงานวิจัยเพื่อสนับสนุนการประชุมวิชาการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปี 2568: การเงิน การคลังสุขภาพที่ยั่งยืน เพียงพอ เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6431</link>
<description>การจัดทำข้อมูลเชิงวิชาการและงานวิจัยเพื่อสนับสนุนการประชุมวิชาการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปี 2568: การเงิน การคลังสุขภาพที่ยั่งยืน เพียงพอ เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ
วรณัน วิทยาพิภพสกุล; Woranan Witthayapipopsakul; ระพีพงศ์ สุพรรณไชยมาตย์; Rapeepong Suphanchaimat; วริศา พานิชเกรียงไกร; Warisa Panichkriangkrai; ชาฮีดา วิริยาทร; Shaheda Viriyathorn; จิณณพัต สุวรรณเกตกะ; Jinnapat Suvannakatka; ฉัตรพศ หลายรุ่งเรือง; Chatpot Lairungruang; ณัชชา กองคำ; Natcha Kongkam; วริษฐา หวังศิรบรรจง; Waritta Wangsirabanchong; วิรากร บุญยะมาลิก; Wirakorn Boonyamalik
โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตและรวบรวมองค์ความรู้ด้านการเงินการคลังสุขภาพของประเทศไทยที่สอดคล้องกับกรอบการประชุมวิชาการระดับชาติด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พ.ศ. 2568 และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายให้รองรับความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว โครงการดำเนินการโดยทบทวนสถานการณ์การเงินการคลังสุขภาพตามกรอบตัวชี้วัด SAFE Financing และจัดทำงานวิจัย 4 ด้าน ผลการประเมินตามกรอบ SAFE ชี้ว่าไทยมีผลการดำเนินงานค่อนข้างดีด้านความยั่งยืน โดยรายจ่ายสุขภาพต่อ GDP อยู่ในระดับบริหารจัดการได้ (ยกเว้นช่วงโควิด-19) ขณะที่ด้านความเพียงพอรายจ่ายสุขภาพของรัฐยังต่ำกว่าเกณฑ์เป้าหมายในภาวะปกติ และรายจ่ายนอกภาครัฐยังอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 22.2–28.8) สะท้อนบทบาทการร่วมจ่ายของครัวเรือนแต่สัดส่วนการร่วมจ่าย ณ จุดบริการและอุบัติการณ์ครัวเรือนที่ประสบความยากลำบากทางการเงินจากค่ารักษาพยาบาลมีแนวโน้มลดลง ด้านความเป็นธรรมยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจากเพดานเงินสมทบประกันสังคมและความแตกต่างรายจ่ายต่อหัวระหว่างสามกองทุนหลัก ส่วนด้านประสิทธิภาพยังมีพื้นที่ให้พัฒนาเพิ่มเติม เช่น การลดบริการที่มีคุณค่าต่ำ การควบคุมราคา และการลดการสูญเสียจากทุจริต/ความซ้ำซ้อน การประมาณการปี พ.ศ. 2566–2576 คาดว่าค่าใช้จ่ายรวมของสามกองทุนหลักจะเพิ่มเฉลี่ยร้อยละ 6 ต่อปี และเติบโตเร็วกว่าการเติบโตของ GDP สะท้อนความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างในระยะกลาง–ยาว ขณะที่ innovative health financing มีบทบาทเป็นเครื่องมือเสริมมากกว่าแหล่งรายได้หลัก ด้านความเพียงพอพบการร่วมจ่ายทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน และกรณีศึกษา IMC/LTC พบการเข้าถึงบริการต่ำและช่องว่างงบประมาณ โดยเฉพาะ LTC ที่ต้นทุนจริงสูงกว่าอัตราเบิกจ่าย ทั้งนี้ แม้ระบบยังไม่ครอบคลุมถึงระดับ “ไม่ต้องร่วมจ่าย” ในทุกบริบท แต่ยังไม่พบสัญญาณผลกระทบต่อความยากลำบากทางการเงิน มิติความเป็นธรรมพบความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่และสิทธิ โดยดัชนี Kakwani ชี้ความก้าวหน้าด้านความเป็นธรรมทางการเงินลดลง และการจัดสรรทรัพยากรปฐมภูมิยังไม่สอดคล้องภาระงานจริง งานกรณีศึกษา LVC พบความแตกต่างการใช้ CT/MRI ในระยะท้ายชีวิตระหว่างสิทธิ ค่าใช้จ่ายพุ่งใน 3 เดือนสุดท้ายก่อนเสียชีวิต โดยการได้รับ palliative care สัมพันธ์กับค่าใช้จ่ายที่ลดลง ข้อเสนอเชิงนโยบายโดยสรุป ได้แก่ การเพิ่มพื้นที่ทางการคลังผ่านการขยายฐานภาษีและการจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพ การใช้ภาษีสินค้าที่เป็นอันตรายเพื่อสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ การเสริมความเข้มแข็งของบริการปฐมภูมิและระบบดูแลต่อเนื่อง (IMC/LTC/palliative care) การกำหนดนโยบาย “ไม่ร่วมจ่าย” สำหรับบริการสุขภาพที่จำเป็นและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม การจัดทำแผนที่นำทางเพื่อเพิ่มความกลมกลืนระหว่างสามสิทธิเพื่อความเป็นธรรมเชิงโครงสร้างในระยะยาว และการส่งเสริมการใช้บริการสุขภาพตามความจำเป็น ลดบริการสุขภาพที่มีคุณค่าต่ำ และลดความสูญเปล่าของการใช้ทรัพยากรในระบบสุขภาพ
</description>
<pubDate>Sat, 01 Apr 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6431</guid>
<dc:date>2569-04-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การประเมินความคุ้มค่าด้วยวิธี Distributional Cost-Effectiveness Analysis (DCEA) ระยะที่ 2</title>
<link>http://hdl.handle.net/11228/6430</link>
<description>การประเมินความคุ้มค่าด้วยวิธี Distributional Cost-Effectiveness Analysis (DCEA) ระยะที่ 2
วรรณฤดี อิสรานุวัฒน์ชัย; Wanrudee Isaranuwatchai; ชิตวรรณ พูนศิริ; Chittawan Poonsiri; สุทธวีร์ โรจนศิริวณิชย์; Suttavee Rojanasirivanit; ภิชารีย์ กรุณายาวงศ์; Picharee Karunayawong; ปฤษฐพร กิ่งแก้ว; Pritaporn Kingkaew
การศึกษาครั้งนี้ประยุกต์ใช้กรอบการวิเคราะห์ต้นทุน-ประสิทธิผลเชิงกระจาย (Distributional Cost-Effectiveness Analysis: DCEA) กับนโยบายการบำบัดทดแทนไตของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นการดำเนินการศึกษาความคุ้มค่าในรูปแบบ DCEA ครั้งแรกของประเทศไทย การศึกษานี้ เปรียบเทียบระหว่างการล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis: PD) และการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis: HD) เพื่อทบทวนนโยบาย “PD First” ของประเทศไทย ซึ่งเริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2550 ภายใต้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (Universal Coverage Schemes: UCS) โดยให้น้ำหนักความสำคัญกับการเข้าถึงบริการ PD สำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย (End-Stage Renal Disease: ESRD) เนื่องจากการศึกษาก่อนหน้านี้มุ่งเน้นเฉพาะประเด็นต้นทุนประสิทธิผล แต่การศึกษาครั้งนี้ได้ผนวกมิติของ “ความเสมอภาค” (equity) เข้าไว้ด้วย เพื่อแสดงให้เห็นว่าการคำนึงถึงความเสมอภาคสามารถส่งผลต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านสุขภาพได้อย่างไร คณะผู้วิจัย อ้างอิงจากการประเมินความคุ้มค่า (cost-utility analysis: CUA) เดิมในปี พ.ศ. 2550 การศึกษานี้เปรียบเทียบระหว่าง PD และ HD จากมุมมองของสังคม ภายใต้สมมติฐานฐานว่า “ต้นทุน ผลลัพธ์ (อัตราการรอดชีวิตและปีสุขภาวะ (Quality-adjusted life year (QALY))” และอัตราการเข้าถึงบริการ มีค่าเท่ากันในทุกกลุ่มความมั่งคั่งในแต่ละควินไทล์ (wealth quintiles) นอกจากนี้ คณะผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์สถานการณ์จำลอง (scenario analyses) เพื่อสำรวจผลกระทบจากความแตกต่างด้านอัตราการเสียชีวิตและการเข้าถึงบริการในแต่ละควินไทล์ โดยมีการรักษาแบบประคับประคองเป็นกลุ่มเปรียบเทียบซึ่งสะท้อนแนวทางที่ใช้ในการศึกษาครั้งก่อน ผลการศึกษาพบว่า การรักษาแบบ PD ส่งผลให้ผู้ป่วยมีปีสุขภาวะที่ใกล้เคียงหรือสูงกว่าการรักษาแบบ HD และมีต้นทุนรวมต่ำกว่า ดังนั้น PD จึงถือเป็นทางเลือกที่มีความคุ้มค่ามากกว่า นอกจากนี้ ผลจากการศึกษาความคุ้มค่าแบบ DCEA ยังแสดงให้เห็นว่า “ผลลัพธ์ด้านสุขภาพ (health effect)” มีค่าสูงที่สุดในกลุ่มเศรษฐฐานะต่ำสุด และต่ำสุดในกลุ่มเศรษฐฐานะสูงสุด ทั้งนี้ PD ก่อให้เกิดการประหยัดงบประมาณในระดับระบบสุขภาพ ซึ่งสามารถนำทรัพยากรที่ประหยัดได้ไปเพิ่มโอกาสทางสุขภาพให้กับประชากรโดยรวม จากผลการศึกษาในกรณีฐานจึงสรุปได้ว่า PD ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าทั้งในด้าน “ประสิทธิภาพ (efficiency)” และ “ความเสมอภาค (equity)” โดยนโยบาย PD First ช่วยให้กลุ่มประชากรที่มีเศรษฐฐานะต่ำกว่า ได้รับประโยชน์มากกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิเคราะห์ในสถานการณ์จำลองยังสนับสนุนข้อค้นพบดังกล่าว โดยเมื่อพิจารณาความแตกต่างด้านอัตราการเสียชีวิตตาม wealth quintiles แล้ว PD ยังคงเป็นทางเลือกที่ให้ผลดีกว่าและมีความเสมอภาคกว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อคำนึงถึงความแตกต่างของอัตราการเข้ารับบริการ ความได้เปรียบด้านความเสมอภาคของกลุ่มประชากรที่มีเศรษฐฐานะต่ำกว่าลดลง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าผลลัพธ์ด้านความเท่าเทียมขึ้นอยู่กับการดำเนินนโยบายที่มีประสิทธิภาพและมาตรการเฉพาะเพื่อส่งเสริมการเข้าถึง PD ของกลุ่มประชากร โดยเฉพาะกลุ่มประชากรที่มีเศรษฐฐานะต่ำกว่าการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า DCEA เป็นแนวทางที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทของประเทศไทย และให้กรอบการประเมินที่โปร่งใสสำหรับการสร้างสมดุลระหว่าง “ประสิทธิภาพ (efficiency)” และ “ความเสมอภาค (equity)” ในการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพ แม้จะมีข้อจำกัดด้านข้อมูล เช่น การกำหนดพารามิเตอร์บางส่วนมาจากการทบทวนวรรณกรรมจากต่างประเทศร่วมกับการใช้สมมติฐาน แต่ผลลัพธ์ยืนยันถึงเหตุผลของการคงนโยบาย PD First ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยในการสร้างระบบสุขภาพที่ครอบคลุมและเสมอภาค นอกจากนี้ การศึกษานี้ยังเป็นตัวอย่างที่สำคัญในการบูรณาการมิติความเสมอภาคเข้ากับการประเมินความคุ้มค่าในรูปแบบเดิม และเสนอแนวทางให้การประยุกต์ใช้ DCEA ในการประเมินเทคโนโลยีสุขภาพอื่น ๆ ช่วยเสริมฐานหลักฐานเชิงนโยบายเพื่อการจัดสรรทรัพยากรที่มีทั้ง “ประสิทธิภาพ (efficiency)” และ “ความเสมอภาค (equity)” ภายใต้ระบบสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของประเทศไทย
</description>
<pubDate>Sat, 01 Apr 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://hdl.handle.net/11228/6430</guid>
<dc:date>2569-04-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
