Show simple item record

A Study on basic structure of accounting information system for thai hospital

dc.contributor.authorบริษัท เอินส์ท แอนด์ ยัง คอร์ปอเรท เซอร์วิสเซศ จำกัดen_US
dc.contributor.authorErnst & Young corporate services limiteden_US
dc.coverage.spatialthen_US
dc.date.accessioned2008-12-04T05:18:20Zen_US
dc.date.accessioned2557-04-17T00:40:51Z
dc.date.available2008-12-04T05:18:20Zen_US
dc.date.available2557-04-17T00:40:51Z
dc.date.issued2002en_US
dc.identifier.otherhs0892en-EN
dc.identifier.urihttp://hdl.handle.net/11228/1261en_US
dc.description.abstractการศึกษาโครงสร้างพื้นฐานระบบข้อมูลทางการบัญชีสำหรับสถานพยาบาลในประเทศไทยสืบเนื่องจากสำนักงานประกันสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขมีความประสงค์จะใช้ข้อมูลต้นทุนของโรงพยาบาล เพื่อนำมาใช้ในการพิจารณาจ่ายเงินชดเชยค่าบริการทางการแพทย์กรณีค่าใช้จ่ายสูงโดยใช้เกณฑ์กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมให้กับหน่วยบริการและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดรวมทั้งกรุงเทพมหานคร แต่พบว่าโรงพยาบาลส่วนใหญ่มีโครงสร้างพื้นฐานระบบข้อมูลการให้บริการและข้อมูลต้นทุนค่าใช้จ่าย รวมถึงระบบการจัดเก็บข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์และได้มาตรฐานดีพอ จึงยังไม่สามารถนำฐานข้อมูลกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมที่เกิดขึ้นมาใช้ในการประเมินต้นทุนโรงพยาบาลได้ ด้วยเหตุผลตามที่ได้กล่าวข้างต้น จึงนำไปสู่การทบทวนและประเมินผลในการนำกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมมาใช้เป็นเครื่องมือในการบริการทางการแพทย์ รวมถึงข้อมูลต้นทุนการให้บริการต่าง ๆ ซึ่งข้อมูลต้นทุนดังกล่าวจะสัมพันธ์โดยตรงกับโครงสร้างพื้นฐานระบบข้อมูลทางการบัญชีของโรงพยาบาล ในส่วนของการทบทวนโครงสร้างพื้นฐานระบบข้อมูลทางการบัญชีของโรงพยาบาล การดำเนินงานเริ่มจากการทบทวนเอกสารวิชาการ ศึกษาดูงานจากกลุ่มตัวอย่างทั้งโรงพยาบาลรัฐบาลและเอกชนซึ่งคัดเลือกโดยสำนักงานประกันสุขภาพ รวมถึงการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงสร้างระบบข้อมูลทางการบัญชีของโรงพยาบาลในประเทศไทย จากนั้นวิเคราะห์และประเมินผลเพื่อนำเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลข้อเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานระบบข้อมูลทางการบัญชีของสถานพยาบาลในประเทศไทย และนำข้อมูลดังกล่าวมาจัดทำเป็นเอกสารวิชาการเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบข้อมูลทางการบัญชีของสถานพยาบาลในประเทศไทยฉบับนี้ เพื่อนำเสนอต่อสำนักงานประกันสุขภาพ โดยโครงสร้างพื้นฐานระบบข้อมูลทางการบัญชีและแนวทางการพัฒนา สามารถสรุปโดยแบ่งตามส่วนประกอบของระบบ ข้อมูลทางการบัญชีเป็น 5 ส่วน ดังนี้หลักการและนโยบายบัญชีหลักการบัญชีการบันทึกบัญชีของโรงพยาบาลรัฐบาลแบ่งได้เป็น 3 แบบ คือ 1) บันทึกตามเกณฑ์เงินสดเท่านั้น ได้แก่ โรงพยาบาลรัฐบาลยกเว้นโรงพยาบาลตามโครงการนำร่อง 2) บันทึกตามเกณฑ์เงินสดและปรับปรุงรายการเพิ่มเติมเพื่อจัดทำรายงานการเงินตามเกณฑ์คงค้าง ได้แก่ โรงพยาบาลตามโครงการนำร่องยกเว้นโรงพยาบาลสระบุรี และ 3) บันทึกบัญชีทั้งตามเกณฑ์เงินสดและตามเกณฑ์คงค้างพร้อมกัน ได้แก่ โรงพยาบาลตามโครงการนำร่อง - โรงพยาบาลสระบุรี สำหรับโรงพยาบาลเอกชนบันทึกบัญชีตามเกณฑ์คงค้าง ซึ่งเป็นหลักการบัญชีตามมาตรฐานการบัญชีของไทย นโยบายบัญชีโรงพยาบาลรัฐบาลจะปฏิบัติตามนโยบายบัญชีสำหรับหน่วยงานภาครัฐที่กำหนดโดยกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ในขณะที่โรงพยาบาลเอกชนจะปฏิบัติตามนโยบายบัญชีตามมาตรฐานการบัญชีของไทย ซึ่งกำหนดโดยสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทยและได้รับการเห็นชอบจากกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์จากความแตกต่างทางด้านหลักการและนโยบายบัญชีดังกล่าวข้างต้น จะส่งผลต่อความถูกต้องน่าเชื่อถือของข้อมูลซึ่งใช้ในการจัดทำงบการเงินของโรงพยาบาล เนื่องจากการบันทึกบัญชีตามเกณฑ์เงินสดของโรงพยาบาลรัฐบาลทำให้ผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับข้อมูลที่ไม่เพียงพอต่อการบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งไม่มีการบันทึกข้อมูลรายการค้างรับ-ค้างจ่าย รายการรับ-จ่ายล่วงหน้า และไม่มีข้อมูลสำหรับบริหารสินทรัพย์ ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ เป็นต้น นอกจากนี้ การบันทึกบัญชีตามหลักการบัญชีที่แตกต่างกันของโรงพยาบาลรัฐบาลและเอกชนทำให้ไม่สามารถเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างกันโดยเฉพาะข้อมูลต้นทุนได้สำหรับแนวทางในการพัฒนาในส่วนของหลักการและนโยบายบัญชีนั้น โรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนควรใช้หลักการบัญชีเดียวกันโดยเฉพาะข้อสมมติฐานเรื่องเกณฑ์การบันทึกบัญชีที่โรงพยาบาลรัฐบาลควรปรับเปลี่ยนจากเกณฑ์เงินสดเป็นเกณฑ์คงค้าง อย่างไรก็ตามโรงพยาบาลรัฐบาลซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐกำลังอยู่ในระหว่างการปรับเปลี่ยนหลักการบันทึกบัญชีตามนโยบายการปฎิรูประบบราชการของรัฐบาล โดยกรมบัญชีกลางในฐานะหน่วยงานกลางทำหน้าที่รับผิดชอบในการกำหนดระบบบัญชีภาครัฐ ได้ประกาศใช้หลักการและนโยบายบัญชีสำหรับหน่วยงานภาครัฐขึ้นเพื่อให้ส่วนราชการถือปฏิบัติ ดังนั้นในอนาคตอันใกล้ทั้งโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชนจะบันทึกบัญชีตามเกณฑ์คงค้างเช่นเดียวกันทั้งหมดระบบบัญชีการเงินและระบบบัญชีเพื่อการบริหารโรงพยาบาลรัฐบาลใช้ระบบบัญชีส่วนราชการซึ่งมีหลักเกณฑ์การรับรู้รายได้และค่าใช้จ่ายเมื่อได้รับหรือจ่ายเงิน และมีทะเบียนคุมเงินงบประมาณเพื่อใช้ควบคุมการเบิกจ่ายเงินงบประมาณให้อยู่ภายในขอบเขตงบประมาณรายจ่าย โดยยังไม่มีการจัดเก็บข้อมูลต้นทุนเพื่อนำมาใช้ในการบริหารงานยกเว้นโรงพยาบาลตามโครงการนำร่อง ซึ่งได้เริ่มปรับเปลี่ยนวิธีการบัญชีจากเกณฑ์เงินสดเป็นเกณฑ์คงค้างเพื่อให้โรงพยาบาลมีข้อมูลที่สามารถตรวจสอบและประเมินประสิทธิภาพการใช้จ่ายเงินของโรงพยาบาลได้ รวมทั้งได้มีการนำข้อมูลต้นทุนที่มีอยู่มาคำนวณต้นทุนการให้บริการแก่ผู้ป่วยประเภทต่าง ๆ โดยใช้โปรแกรม Excel ตามที่สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศกำหนด อย่างไรก็ตามโรงพยาบาลรัฐบาลยังคงไม่มีการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ได้ง่ายและมีความถูกต้องและครบถ้วนสมบูรณ์โรงพยาบาลเอกชนมีระบบการจัดเก็บข้อมูลบัญชีการเงินและบัญชีบริหารครบถ้วน วิธีการบันทึกบัญชีจะใช้ตามมาตรฐานการบัญชีของไทย ซึ่งกำหนดโดยสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย อย่างไรก็ตามวิธีการคำนวณต้นทุนและการจำแนกประเภทรายจ่ายเข้าเป็นต้นทุนบริการยังไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ต้นทุนที่คำนวณได้จะคำนวณตามความต้องการของผู้บริหารของแต่ละโรงพยาบาลจากการวิเคราะห์ระบบบัญชีการเงินและระบบบัญชีเพื่อการบริหารดังกล่าว พบว่า นโยบายในการบริหารงานและการควบคุมทางการบัญชีของโรงพยาบาลรัฐบาลไม่มุ่งเน้นให้ได้ข้อมูลเพื่อใช้ในการบริหารทางการเงินซึ่งแตกต่างจากโรงพยาบาลเอกชน ในส่วนของข้อมูลงบประมาณนั้นโรงพยาบาลรัฐบาลไม่ได้มุ่งเน้นให้นำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการวิเคราะห์และประเมินผลการปฏิบัติงาน แต่จะใช้เพื่อควบคุมการใช้จ่ายตามงบประมาณเท่านั้น นอกจากนี้การจัดเก็บข้อมูลของโรงพยาบาลรัฐบาลไม่เอื้อต่อการคำนวณต้นทุน ในขณะที่วิธีการคำนวณต้นทุนของโรงพยาบาลเอกชนโดยใช้วิธีต้นทุนแบบเดิม (Traditional Cost) ไม่ได้แสดงถึงต้นทุนการให้บริการจริงการปรับปรุงในส่วนของระบบบัญชีการเงินและระบบบัญชีเพื่อการบริหารนั้น แยกเป็นส่วนของโรงพยาบาลรัฐบาลและส่วนของโรงพยาบาลเอกชน ดังนี้โรงพยาบาลรัฐบาลสำหรับระบบบัญชีการเงิน โรงพยาบาลสามารถนำคู่มือระบบการเงินการคลัง ตามที่แสดงในภาคผนวก ฉ มาปรับปรุงบางส่วนตามหลักการและนโยบายบัญชีหน่วยงานภาครัฐ ฉบับที่ 1 ที่กรมบัญชีกลางประกาศใช้ ส่วนระบบบัญชีเพื่อการบริหาร ซึ่งประกอบด้วย ระบบงบประมาณและระบบบัญชีต้นทุน ดังนี้ระบบงบประมาณ ในการออกแบบควรจะต้องอ้างอิงตามระบบงบประมาณแผนใหม่ที่มุ่งเน้นการทำงานโดยยึดวัตถุประสงค์ และการบริหารที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ ซึ่งให้ความสำคัญกับผลผลิต ผลลัพธ์และความคุ้มค่าในการใช้จ่ายเงิน ซึ่งปัจจุบันสำนักงบประมาณอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อให้เป็นแบบปฏิบัติสำหรับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องระบบบัญชีต้นทุน วิธีการคำนวณหาต้นทุนในที่นี้จะกล่าวถึงการคำนวณต้นทุนตามแบบเดิมและการคำนวณต้นทุนฐานกิจกรรม ซึ่งการคำนวณต้นทุนโดยวิธีตามแบบเดิมเป็นการคำนวณต้นทุนของผลิตภัณฑ์/บริการโดยแยกตามแผนกที่ให้บริการ ในขณะที่การคำนวณต้นทุนฐานกิจกรรมเป็นวิธีการคำนวณต้นทุนซึ่งรวบรวมต้นทุนตามกิจกรรมทั้งหลาย จากนั้นจึงระบุต้นทุนกิจกรรมให้สิ่งที่ต้องการคิดต้นทุนโดยใช้ตัวผลักดันกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งการคำนวณต้นทุนฐานกิจกรรมจะเป็นการคำนวณต้นทุนที่ละเอียดกว่าการคำนวณต้นทุนตามแบบเดิม อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชาวต่างประเทศให้ความเห็นว่า วิธีการคิดต้นทุนที่เหมาะสมซึ่งจะทำให้ได้ต้นทุนการบริการอย่างถูกต้องครบถ้วน ได้แก่ วิธีการคำนวณต้นทุนตามระบบต้นทุนฐานกิจกรรม โดยให้เริ่มจัดเป็นโครงการนำร่องในโรงพยาบาลที่เป็นศูนย์แพทย์ศาสตร์ศึกษาซึ่งจะมีความพร้อมทางด้านข้อมูล อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลที่เป็นศูนย์แพทย์ศาสตร์ศึกษาที่มีข้อมูลที่ซับซ้อนมากอาจเกิดปัญหาการเก็บรวบรวมข้อมูลและปัญหาในการปันส่วนค่าใช้จ่ายที่ซับซ้อน ซึ่งจากโรงพยาบาลกลุ่มตัวอย่างที่ได้ศึกษาดูงาน โรงพยาบาลที่เหมาะสมจะได้แก่ โรงพยาบาลสระบุรี เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลที่มีความพร้อมทั้งทางด้านระบบข้อมูลทางการบัญชี และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งนี้วิธีการในการนำระบบบัญชีต้นทุนฐานกิจกรรมมาใช้อาจเลือกได้ 2 ทาง ได้แก่ ประยุกต์ระบบบัญชีต้นทุนตามวิธีระบบต้นทุนฐานกิจกรรมทันที โดยการจัดให้มีการนำมาใช้ในโครงการนำร่องตามที่กล่าวข้างต้น หรือ ประยุกต์ระบบบัญชีตามวิธีการคำนวณต้นทุนแบบเดิม เพื่อปูพื้นฐานความเข้าใจเบื้องต้น ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 3-5 ปี จากนั้นจึงเปลี่ยนวิธีการคำนวณต้นทุนเป็นวิธีการคำนวณต้นทุนตามระบบต้นทุนฐานกิจกรรม โรงพยาบาลเอกชนการปรับปรุงระบบบัญชีของโรงพยาบาลเอกชนนั้นจะปรับปรุงเฉพาะในส่วนระบบบัญชีเพื่อการบริหาร โดยเฉพาะในส่วนของระบบบัญชีต้นทุน ซึ่งจะต้องกำหนดให้มีการคำนวณต้นทุนตามวิธีการที่เหมาะสมเมื่อเปรียบเทียบประโยชน์ที่จะได้รับและค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไป และเมื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมแล้ว จะต้องกำหนดให้เป็นแนวทางปฏิบัติเดียวกัน เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์และเปรียบเทียบกันได้ อย่างไรก็ตามวิธีการคำนวณหาต้นทุนบริการที่จะทำให้ได้ต้นทุนจริงนั้น ได้แก่ วิธีการคำนวณต้นทุนตามระบบต้นทุนฐานกิจกรรมระบบสารสนเทศโรงพยาบาลรัฐบาลส่วนมาก (จากกลุ่มโรงพยาบาลตัวอย่าง) ยังคงบันทึกรายการบัญชีโดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์ สำหรับโรงพยาบาลรัฐบาลที่มีการนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้งานนั้นส่วนมากจะนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้งานเฉพาะอย่าง เช่น งานการควบคุมการเคลื่อนไหวสินค้าคงเหลือ งานการให้บริการรักษาพยาบาล หรืองานด้านการบริหารและธุรการ เป็นต้น นอกจากนี้โรงพยาบาลรัฐบาลจำนวน 2-3แห่งเท่านั้นที่นำระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งมีข้อมูลเชื่อมโยงระหว่างระบบงานการให้บริการรักษาพยาบาลและระบบงานด้านการบัญชีมาใช้ในการปฏิบัติงาน ในขณะที่โรงพยาบาลเอกชนส่วนมากมีการนำระบบคอมพิวเตอร์มาช่วยในการจัดทำบัญชี โดยบางแห่งใช้โปรแกรมสำเร็จรูปที่มีระบบงานด้านการรักษาพยาบาลเชื่อมโยงกับระบบงานบัญชีอย่างสมบูรณ์ การที่โรงพยาบาลเอกชนมีการลงทุนในเทคโนโลยีสารสนเทศมากกว่าโรงพยาบาลรัฐบาล เช่น การลงทุนจัดหาโปรแกรมสำเร็จรูปทางการบัญชีมาใช้ ทำให้ผู้บริหารได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์และเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การนำระบบสารสนเทศทางการบัญชีมาใช้ส่งผลให้ผู้ทำบัญชีเปลี่ยนบทบาทจากการบันทึกรายการเพียงอย่างเดียวมาเป็นผู้สอบทานและวิเคราะห์ข้อมูลทางการบัญชี ดังนั้น ผู้บริหารจะได้รับข้อมูลที่ทันต่อเวลาและสามารถนำมาใช้ในการบริหารงานของโรงพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพในส่วนของแนวทางการพัฒนาระบบสารสนเทศนั้น เนื่องจากโรงพยาบาลมีปริมาณข้อค่อนข้างมาก การจัดเก็บข้อมูลทางบัญชีโดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์จะส่งผลต่อความครบถ้วน ถูกต้องและความสะดวกในการจัดทำข้อมูลเพื่อการตัดสินใจและบริหารงานของผู้บริหาร ดังนั้น โรงพยาบาลทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจึงควรนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้จัดเก็บข้อมูลทั้งการรักษาพยาบาลและข้อมูลทางการบริหาร โดยมีแนวทางในการพัฒนาระบบสารสนเทศ ดังนี้ศึกษาความต้องการในการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินของโรงพยาบาลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อจัดให้มีศูนย์ข้อมูลทางบัญชีโรงพยาบาลศึกษาระบบข้อมูลทางการบัญชี รวมทั้งความเชื่อมโยงข้อมูลทางการรักษาพยาบาลเพื่อนำมาใช้ออกแบบระบบคอมพิวเตอร์และโปรแกรมสำเร็จรูป เพื่อให้มีระบบข้อมูลเพื่อการบริหารที่สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพรวมถึงสามารถสอบยันความถูกต้องระหว่างกันได้ ทั้งนี้ควรเริ่มจากโรงพยาบาลนำร่องตามโครงการปฏิรูประบบงบประมาณบุคลากรบุคลากรผู้ทำบัญชีในโรงพยาบาลเอกชนจะเป็นผู้ที่จบปริญญาตรีทางด้านบัญชี ในขณะที่ผู้ทำบัญชีในโรงพยาบาลรัฐบาลส่วนมากไม่มีวุฒิการศึกษาปริญญาตรีด้านวิชาการบัญชี ดังนั้นอาจทำให้เกิดความผิดพลาดในการจัดทำบัญชีได้มากกว่าเนื่องจากอาจขาดความรู้ ความเข้าใจในวิธีการและหลักการบัญชี โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหลักการบัญชีและนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการจัดทำบัญชีนอกจากนี้ ในช่วงการปรับเปลี่ยนหลักการบัญชีจากเกณฑ์เงินสดเป็นเกณฑ์คงค้างพบว่า ผู้ทำบัญชีของโรงพยาบาลตามโครงการนำร่อง ยังขาดความรู้และความเข้าใจในหลักการบัญชีตามเกณฑ์คงค้างทำให้ไม่สามารถจัดทำรายงานการเงินตามเกณฑ์คงค้างได้ และผู้บริหารรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น งานการเงิน สำนักพัฒนาเครือข่ายบริการสุขภาพซึ่งได้รับมอบหมายให้รวบรวมรายงานการเงินตามเกณฑ์คงค้างของโรงพยาบาลตามโครงการนำร่องเพื่อนำส่งต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ยังไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการจัดทำบัญชีของโรงพยาบาลตามโครงการนำร่องได้ จากข้อมูลข้างต้นรัฐควรจัดให้มีการฝึกอบรมเพิ่มเติม เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถแก้ไขปัญหาในการจัดทำบัญชีและสามารถจัดทำรายงานการเงินตามเกณฑ์คงค้างได้ ทั้งนี้ ในส่วนของแนวทางการปรับปรุงด้านบุคลากร แบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ การแก้ไขปัญหาในระยะสั้น ได้แก่ การจัดอบรมให้ความรู้ทางด้านบัญชีทั้งแก่ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีของส่วนราชการ การแก้ไขปัญหาในระยะยาว คือ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ควรกำหนดตำแหน่ง สรรหาและคัดเลือกบุคลากร พร้อมทั้งกำหนดแนวทางในการปฏิบัติให้แก่ผู้ทำบัญชีที่มีอยู่เดิมแต่ขาดคุณสมบัติ รวมถึงควรขอความร่วมมือกับสถาบันราชภัฏหรือสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลจัดส่งนักศึกษาสาขาวิชาการบัญชีปีสุดท้ายเข้ามาฝึกงานบัญชี พร้อมทดสอบเมื่อสิ้นสุดการฝึกงานเพื่อรับเข้าเป็นผู้ทำบัญชีของโรงพยาบาล เนื่องจากสถาบันทั้งสองแห่งเป็นสถาบันการศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการและมีวิทยาเขตอยู่ทั่วประเทศ อย่างไรก็ตามจำนวนนักบัญชีที่เหมาะสมสำหรับแต่ละโรงพยาบาลควรพิจารณาจากปริมาณรายการหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น ตามคู่มือระบบการเงินการคลัง ที่แสดงในภาคผนวก ฉ จำนวนนักบัญชีที่เหมาะสมสำหรับโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปบนพื้นฐานระบบงานคอมพิวเตอร์สูงสุดจะไม่เกิน 12 คน การกำกับดูแลระบบข้อมูลทางการบัญชีตามระเบียบการคลังกำหนดให้ ส่วนราชการต้องจัดทำงบเดือนและนำส่งให้แก่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเพื่อตรวจสอบทุกสิ้นเดือน สำหรับโรงพยาบาลเอกชนจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักกำกับดูแลธุรกิจ กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งโรงพยาบาลจะต้องจัดทำรายงานทางการเงินและนำส่งอย่างน้อยปีละครั้ง นอกจากนี้โรงพยาบาลเอกชนที่จดทะเบียนเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์จะต้องจัดทำรายงานทางการเงินและนำส่งตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แนวทางการปรับปรุงเพื่อให้โรงพยาบาลรัฐบาลและโรงพยาบาลเอกชนสามารถจัดทำบัญชีการเงินและบัญชีเพื่อการบริหารในแนวทางเดียวกัน รัฐบาลควรกำหนดให้มีหน่วยงานกลางทางด้านบัญชีโรงพยาบาล ภายใต้คณะกรรมการประกันสุขภาพแห่งชาติ (เมื่อประกาศใช้พระราชบัญญัติประกันสุขภาพแห่งชาติ) เพื่อจัดเตรียมระบบบัญชีสำหรับโรงพยาบาลในประเทศไทยและเป็นศูนย์ข้อมูลทางบัญชีโรงพยาบาลที่ให้บริการทั้งแก่ผู้ปฏิบัติงานด้านบัญชีและผู้ที่ต้องการใช้ข้อมูลเพื่อการศึกษาและวิเคราะห์วิจัยต่าง ๆการที่โรงพยาบาลมีระบบข้อมูลทางการบัญชีที่ถูกต้อง ครบถ้วนและสามารถตรวจสอบได้นั้น จะเป็นสิ่งที่สำคัญในการปรับปรุงการบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพการจัดบริการทางการแพทย์อย่างเป็นรูปธรรมและโปร่งใสมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ระบบข้อมูลทางการบัญชีเพียงอย่างเดียวนี้ไม่สามารถนำมาใช้ในการพิจารณาการจ่ายเงินชดเชยค่าบริการทางการแพทย์ได้ต้องใช้ข้อมูลรหัสการวินิจฉัยโรค/รหัสการผ่าตัดหัตถการ รวมถึงกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมมาประกอบกันเพื่อคำนวณหาต้นทุนการรักษาพยาบาลตามความต้องการของสำนักงานประกันสุขภาพen_US
dc.description.sponsorshipสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข, สำนักงานประกันสุขภาพen_US
dc.format.extent6064907 bytesen_US
dc.format.mimetypeapplication/octet-streamen_US
dc.languagethaen_US
dc.language.isoen_USen_US
dc.publisherสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขen_US
dc.subjectNursing Homesen_US
dc.subjectThai -- Nursing Homes, Accounting information systemen_US
dc.subjectสถานพยาบาลen_US
dc.subjectไทย -- สถานพยาบาล,บัญชีen_US
dc.titleการศึกษาโครงสร้างพื้นฐานระบบข้อมูลทางการบัญชี สำหรับสถานพยาบาล ในประเทศไทยen_US
dc.title.alternativeA Study on basic structure of accounting information system for thai hospitalen_US
dc.description.abstractalternativeA Study on Basic Structure of Accounting Information System for Thai HospitalThe Office of Health Insurance, Ministry of Public Health needs hospital cost information for various Diagnostic Relate Groups (DRGs) to set standards (or guidelines) for the payment of compensation for the high medical costs borne by medical service units and hospitals under the authority of Provincial Health Office and the Bangkok Metropolitan Administration. However, DRGs information is not currently available for use in evaluating the medical costs of hospitals since the current basic structure of the hospitals’ information systems, their cost information and their data collection systems are not complete and up to standard. To improve this situation it was felt that a re-evaluation and re-designing of hospital accounting information systems might be required.To re-evaluate the basic structure of the hospital accounting information systems, academic papers were reviewed, public and private hospitals selected by the Office of Health Insurance visited, through which basic information about hospital accounting was gathered. After analysis and evaluation, the data gathered was submitted to local and foreign specialists, including stakeholders. There were then numerous discussions, and exchanges of ideas, and views, as a result of which a recommendation paper was drawn up on ways and means to upgrade the basic structure of Thai hospitals’ accounting information systems. The current basic structure of hospital accounting information systems and the recommendations for their development are below discussed in 5 areas.Accounting Principles and Accounting PolicyAccounting Principles There are 3 ways in which the accounting transactions of public hospitals are recorded. Cash basis accounting. (most public hospitals except the 92 hospitals under the Provincial Health Development Bureau – as pilot hospitals)Cash basis accounting, with preparation of some additional documents or activities apart from the transaction recorded on a cash basis. (as pilot hospitals except Saruburi hospital) Both a cash basis and an accrual basis. (pilot hospitals - only Saraburi hospital)Private hospitals record accounting transactions on an accrual basis, in compliance with Thai Accounting Standard. Accounting PolicyPublic hospitals have to comply with the regulations imposed by the Comptroller’s General Department of the Ministry of Finance. Private hospitals follow the policies and guidelines laid down by the Institute of Certified Accountants and Auditors of Thailand and must get approval from the Department of Commercial Registration, Ministry of Commerce. The differences in accounting principles and accounting policies mentioned above affect the correctness and reliability of the data used to prepare financial reports. Because most public hospitals record all information on a cash basis and do not accrued expenses, income, etc., their management and the relevant departments do not receive sufficient information on which to base management decisions. Moreover, the differences in accounting principles between public and private hospitals mean it is not possible to compare hospital costs.As part of the development of accounting principles and policies, both public and private hospitals should be applying the same accounting principles, especially with regard to the assumptions used for the recording of transactions. In fact, the Comptroller’s General Department has already changed the accounting policy for public hospitals from a cash basis to an accrual basis and this issue will therefore hopefully soon be resolved. Financial and Managerial Accounting SystemMost public hospitals recognize revenue and expenses when cash is received or paid. Although they keep a budgetary control register in order to monitor budget movement, they do not record the hospital transaction costs for management. The 92 pilot hospitals are already switching from a cash basis to an accrual basis so that the hospitals’ expense can be audited and evaluated efficiently. Also hospitals would be able to calculate the service cost for each patient using the Excel program launched by the International Health Policy Program. However, hospitals do not systematically collect data, which may result in incomplete and incorrect information.Private hospitals, however, record their financial and managerial accounting transactions systematically based on accounting standards, laid down by the Institute of Certified Accountants and Auditors of Thailand. However, cost information from each private hospital is different due to differences in management policies. An analysis of financial and managerial accounting, revealed differences in accounting policies between the public and private hospitals. With regard to budget information, the public hospitals do not focus on the analysis and evaluation of performance, but only on control of budget movement. Moreover, the data collected by public hospitals does not support the calculation of cost of services. Private hospitals meanwhile use traditional costs, which do not show the real service cost. The following improvements in the areas of financial and managerial accounting are recommended:Public hospitalsThe financial accounting system of public hospitals should basically follow the conceptual design report for hospitals under the Office of Permanent Secretary of Ministry of Public Health (shown as Appendix - F), adjusting some parts to comply with the Accounting Principles and Policies for State Agencies Vol. 1 prepared by the Comptroller General’s Department (shown as Appendix - E).Managerial accounting should consist of a budgeting system and a cost accounting system as follows:Budgeting systemThe Bureau of the Budget has changed the budget system in order to change the existing government management system to a performance-based budgeting system. The new system is much more concerned with outputs and outcomes.Cost Accounting system There are two different approaches for a cost accounting system: Traditional Costing and Activity-Based Costing (ABC). In Traditional Costing, overhead costs are assigned to cost pools (departments) before being assigned to products or services. However, in Activity-Based Costing costs are assigned to products based on the activities required by that product. As a result, the real cost of a product can be determined with much more fidelity than Traditional Cost. The specialists from 3M Health Information Systems recommended that to ascertain real service costs, it is appropriate to use Activity-based Costing (ABC). ABC should be introduced as pilot project in medical schools because they have complicated data. However, Saraburi hospital may be more suitable as a pilot hospital than medical schools because the complicated data of the latter may cause problems with the allocation of certain expenses.There are two suggested ways to implement Activity-based costing:Applying the ABC in a pilot hospital;Applying Traditional Costing for 3-5 years, and after that changing to ABC.Private hospitalsPrivate hospitals will upgrade only their managerial accounting systems, especially in the area of cost accounting. To select the most appropriate cost calculation method, costs and benefits should be compared and all hospitals are required to utilize the same method so that stakeholders can use the data generated in analysis and for comparison. In order to calculate the real costs of services and to better meet the stakeholders’ needs, it is recommended ABC be used by the hospitals. Information Technology SystemAlthough some of the public hospitals visited used computer systems in some parts of their accounting work, such as inventory, medical service and managerial systems, most did not use computer systems at all. Moreover only 2 or 3 public hospitals have the same type of system integration which links the medical service and accounting systems. In contrast, computer systems have already been introduced in many private hospitals, and some have full system integration between the medical service system and the accounting system.Private hospitals have invested more in information technology, such as accounting application software, than public hospitals have, providing management with more correct, complete and reliable information.Moreover, implementation of accounting information systems results in a change of the accountants’ role from bookkeeper to performing a review and analysis of accounting information. As a result, management has more up-to-date information to enable efficient running of the hospital operations.Due to the large amount of data involved, if hospitals do not use computers for data collection, this may impact on the correctness, the completeness of information and the convenience of its preparation for use by the management in making decisions and running the business.Guidelines for developing information technology system are as follows:Study the needs for financial information integration at each hospital in order to establish a Hospital Accounting Information Center.Study the accounting information systems, including the links between clinical and other aspects of patient care, in order to design computer systems and application software which produce complete and efficient managerial information systems. This process should start with a pilot hospital which is already following the new budget system. Human Resources Accounting staff at private hospitals generally have degrees in accounting, while most accounting staff at public hospitals do not. Staff’s lack of knowledge of accounting procedures and accounting principles, changes in accounting principles, and the use of computer systems to collect data can cause problems with the preparation of the financial statement.In addition, during the period of change from accounting on a cash basis to an accrual basis, it was found that accounting staff at pilot hospitals still lacked knowledge and understanding of the accrual basis principles. As a result, the Finance Department of the Principal Health Development Bureau was unable to prepare all financial statements for submission to the State Audit Office. Moreover, hospital management and the relevant authorities, such as the Principal Health Development Bureau, have still not be able to resolve the problems with recording accounting transactions on this basis. Training and education programs for both management and staff should be introduced so that the Finance Department is able to answer questions and solve problems for accounting staff, and hospitals are able to prepare their financial statements on an accrual basis for submission to the Finance Department and resubmission to the State Audit Office. Guidelines for developing Human resources are as follows:In the short term, management and accounting officers of public hospitals should be trained and educated to give them a solid grounding in basic accounting.In the long term, the Office of the Civil Service Commission (OCSC) should set new positions and job descriptions, and lay down guidelines for recruitment of staff. Also, OCSC should set procedures for dealing with current staff who lack proper qualifications. The OCSC should co-ordinate with the Rajabhat and Rajamankala Institutes to obtain accounting interns to serve apprenticeships because these two institutes have campuses in almost every province throughout Thailand. After the training is over, the accounting interns could take a post-training test and if they passed such test would be appointed accountants in hospitals. The minimum number of accountants for each hospital should be determined based on the number of transactions or significant events occurring. For example, in the conceptual design report, as shown in Appendix-F, the average number of accountants for each pilot hospital where computerized systems are introduced is stipulated to be not more than 12.MonitoringUnder the Law and Ministry of Finance regulations, public hospitals have to prepare monthly financial statements and submit them to the State Audit Office. Private hospitals, which are under the Bureau of Business Supervision of the Department of Commercial Registration at the Ministry of Commerce, have to prepare and submit financial reports yearly. Listed private hospitals also have to prepare and submit financial reports to the Stock Exchange of Thailand (SET).The Government should set up a Hospital Accounting Information Center under the National Health Insurance Committee (after announcing the National Health Insurance Act) in order to prepare an accounting system for Thai public hospitals.Providing hospitals with correct, complete and auditable accounting information systems will be an important factor in bringing about specific and transparent improvements in administration and development in the provision of medical services. However, accounting information systems cannot be used alone to set compensation payment for medical costs. This will require the use of, DRGs and medical coding as well.en_US
dc.identifier.callnoW74 อ919ร 2545en_US
dc.identifier.contactno44ข088en_US
dc.subject.keywordHospitalen_US
dc.subject.keywordAccounting information system for Hospitalen_US
dc.subject.keywordBasic Structureen_US
dc.subject.keywordระบบบัญชีสถานพยาบาลen_US
.custom.citationบริษัท เอินส์ท แอนด์ ยัง คอร์ปอเรท เซอร์วิสเซศ จำกัด and Ernst & Young corporate services limited. "การศึกษาโครงสร้างพื้นฐานระบบข้อมูลทางการบัญชี สำหรับสถานพยาบาล ในประเทศไทย." 2002. <a href="http://hdl.handle.net/11228/1261">http://hdl.handle.net/11228/1261</a>.
.custom.total_download203

Fulltext
Icon
Name: hs0892.pdf
Size: 747.8Kb
Format: PDF
 

This item appears in the following Collection(s)

Show simple item record