Show simple item record

The primary health care system in Amphur Bangsai, Phra Nakhon Si Ayutthaya : Phase II

dc.contributor.authorสุปาณี เสนาดิสัยen_US
dc.contributor.authorSupranee Saynadisaien_US
dc.contributor.authorไพเราะ ผ่องโชคen_US
dc.contributor.authorวชิรา กสิโศลen_US
dc.contributor.authorปาริชาติ โรจน์พลากรen_US
dc.contributor.authorอัจฉรียา ปทุมวันen_US
dc.contributor.authorPhairo Phongchoken_US
dc.contributor.authorWachira Kasisolen_US
dc.contributor.authorParichat Rotpalakornen_US
dc.contributor.authorAchareeya Patumwanen_US
dc.coverage.spatialthen_US
dc.date.accessioned2008-12-04T05:23:51Zen_US
dc.date.accessioned2557-04-17T00:33:32Z
dc.date.available2008-12-04T05:23:51Zen_US
dc.date.available2557-04-17T00:33:32Z
dc.date.issued2003en_US
dc.identifier.otherhs1006-1en-EN
dc.identifier.urihttp://hdl.handle.net/11228/2004en_US
dc.description.abstractการศึกษาการปฏิรูประบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ: ระยะที่ 2 กรณีศึกษาชุมชนภาคกลาง: เขตอำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เริ่มตั้งแต่ เดือนมกราคม พ.ศ. 2545 ถึง เดือนมีนาคม พ.ศ. 2546 มีจุดมุ่งหมายเพื่อ ศึกษากระบวนการจัดบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิในพื้นที่อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในประเด็นโครงสร้าง บทบาทหน้าที่และศักยภาพของพยาบาล เจ้าหน้าที่ทีมสุขภาพ และองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แนวคิดการออกแบบระบบบริการ การจัดสรรทรัพยากร การควบคุมกำกับ คุณภาพบริการ วิธีการทำงาน เครื่องมือในการทำงาน ชุดบริการหลักที่จำเป็นและเหมาะสมกับประชาชนในกลุ่มต่างๆ ที่ใช้ในการดำเนินงานระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิในอำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา การศึกษาวิเคราะห์สังเคราะห์ผลการวิจัยในประเด็นต่างๆ นำไปสู่โครงการพัฒนาระบบบริการและเครื่องมือที่ใช้ในการจัดระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ในเขตอำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาการศึกษาครั้งนี้ได้ใช้กระบวนการหรือวิธีการของการวิจัยเชิงปฎิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory action research) และวิธีการวิจัยดั้งเดิม (Traditional research) ประกอบด้วย การศึกษาจากเอกสาร (Documentary Review) การสัมภาษณ์เจาะลึก (In-depth Interview) การสนทนากลุ่ม (Focus Group Interview) การประชุมระดมสมอง (Brain Storming) การสะท้อนกลับข้อมูล (Reflection)โดยนำความคิดเห็นและความเข้าใจของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมกันโดยใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณ (Quantitative Analysis) และเชิงคุณภาพ (Qualitative Analysis) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้โครงสร้างสถานบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิในอำเภอบางซ้ายใช้หลักการพัฒนาโครงสร้างเดิมที่มีอยู่ 7 แห่ง ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการ จัดระบบเป็นเครือข่ายหน่วยบริการโดยมีโรงพยาบาลบางซ้ายเป็นหน่วยคู่สัญญาของบริการ (CUP) และเป็นหน่วยที่ให้บริการระดับปฐมภูมิ มีเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ (PCU) อีก 2 แห่งคือ PCU 1 และ PCU 2 โครงสร้างอัตรากำลังคนในสถานบริการสุขภาพทั้ง 7 แห่ง พบว่าไม่มีแห่งใดเลยที่มีอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานครบตามกรอบอัตรากำลังที่วางไว้ ซึ่งทำให้บริการปฐมภูมิที่จัดให้กับประชาชนยังไม่เป็นที่พึงพอใจ ภายใต้เงื่อนไขโครงสร้างที่ขาดบุคลากรในการปฏิบัติงาน การออกหน่วยบริการ PCU ในระยะแรกมีความจำเป็นที่จะต้องเน้นเรื่องการรักษาโรคเรื้อรังให้เกิดความต่อเนื่องในการดูแล การออกแบบระบบบริการโดยใช้ทรัพยากรคนที่มีอยู่ให้เต็มหรือเกินความรู้ความสามารถ กรณีไม่มีแพทย์ พยาบาลทำหน้าที่ดูแลคัดกรอง รักษาพยาบาลเบื้องต้น และส่งต่อในรายที่จำเป็น ในกรณีไม่มีพยาบาลวิชาชีพ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอื่นๆจะทำหน้าที่แทน ในช่วงแรกพยาบาลวิชาชีพจากโรงพยาบาลบางซ้ายจะเป็นกำลังหลักในการตรวจรักษาเบื้องต้น ส่วนพยาบาลวิชาชีพประจำสถานีอนามัยหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขชุมชนในกรณีไม่มีพยาบาลวิชาชีพ จะร่วมตรวจวินิจฉัยเบื้องต้น หากพบปัญหาที่เกินความสามารถในการรักษา จะปรึกษาแพทย์และใช้ระบบการส่งต่อผู้ป่วย นอกจากนี้ยังพบว่า เจ้าหน้าที่จะปฏิบัติงานด้านการสร้างเสริมเมื่อมีเวลาว่างพอ ไม่สามารถให้บริการเยี่ยมบ้านตามตารางที่กำหนด การเยี่ยมบ้านไม่ทั่วถึงและไม่ต่อเนื่อง ในด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาสุขภาพตั้งแต่ยังไม่เจ็บป่วย เช่น การออกกำลังกาย การสร้างนิสัยในการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การจัดการกับสิ่งแวดล้อม เมื่อมีอาการเจ็บป่วยประชาชนมีการดูแลตนเองและคนในครอบครัวในเรื่องการดูแลอาหารและยา มีการใช้บริการทั้งการแพทย์แผนไทยและแผนปัจจุบัน มีการใช้สมุนไพรในการรักษา ชุมชนมีความร่วมมือกันน้อยในการจัดการปัญหาทางสุขภาพในชุมชน อ.บ.ต. ให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพน้อย โครงการที่เกี่ยวข้องกับด้านสุขภาพทำได้ยาก ส่วนใหญ่จะสนับสนุนงบประมาณที่เกี่ยวกับวัตถุ เช่น การซื้ออุปกรณ์ การบริหารจัดการระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ผู้บริหารในระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิอำเภอบางซ้าย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางซ้าย สาธารณสุขอำเภอบางซ้ายและหัวหน้าสถานีอนามัย มีประสบการณ์การทำงานกับชุมชนมาก่อน มีกลวิธีการทำงานที่น่าชื่นชม ก่อให้เกิดผลดี เป็นจุดแข็งที่ควรได้รับการส่งเสริม ผู้บริหารมีพื้นฐานของความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงหลักการบริหารบุคคล มีการประเมินปัญหา เลือกที่จะเข้าใจและวางเฉยกับบางปัญหา สร้างบรรยากาศในการทำงาน ให้เกิดภาพสะท้อนแก่บุคลากรระดับต่างๆที่ร่วมงาน ทำให้เกิดความรู้สึกร่วมรับผิดชอบ เข้าใจในความจำเป็นที่ต้องพัฒนาร่วมกัน ระบบของการทำงานมีการใช้เครื่องมือในการทำงานคือ เครื่องมือการศึกษาวิถีชีวิตและชุมชน 7 ชิ้นของนายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ทำให้เห็นภาพรวมของชุมชน เข้าใจมิติทางสังคมวัฒนธรรม ช่วยให้สามารถเข้าถึงชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งบุคลากรเห็นว่าเครื่องมือนี้มีประโยชน์ ช่วยให้ศึกษาได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นการศึกษาชุดบริการหลักที่จำเป็นและเหมาะสมกับประชาชนในกลุ่มต่างๆ ที่จำเป็นต้องครอบคลุมทั้ง 4 มิติคือ การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การตรวจรักษาโดยใช้วิธีผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงการฟื้นฟูสุขภาพ ด้วยระยะเวลาที่จำกัด จึงได้ศึกษาเฉพาะชุดบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค ในด้านความเพียงพอและจำเป็นสำหรับประชาชน ผลการศึกษาพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องสิทธิประโยชน์ที่รัฐบาลจัดบริการให้ตามสถานบริการต่างๆ โดยให้ความไว้วางใจเจ้าหน้าที่ประจำสถานีอนามัยในการดูแลสุขภาพตนเอง การศึกษาและจัดทำชุดบริการหลักที่จำเป็นที่เหมาะสมกับประชาชนกลุ่มต่างๆ ในด้านการรักษารวมถึงการฟื้นฟูสุขภาพตามปัญหาในแต่ละกลุ่มอายุยังเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินต่อไป เช่น ชุดบริการหลักที่จำเป็นเหมาะสมกับผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น จากผลการศึกษาที่ได้ สอดคล้องกับสถานการณ์ของระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิในปัจจุบันที่พบโดยทั่วไปคือ ยังไม่เป็นที่ยอมรับจากประชาชนเท่าที่ควร อัตรากำลังเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่ไม่เพียงพอกับงาน ประชาชนศรัทธาเจ้าหน้าที่บางคนน้อย อุปกรณ์ไม่ทันสมัย ระบบการส่งต่อและรับกลับผู้ป่วยยังขาดความต่อเนื่อง ซึ่งบทเรียนที่เกิดขึ้นในระยะนี้ นำไปสู่โครงการพัฒนาในระยะต่อไปเพื่อเสริมให้การปฏิรูประบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิมีความสมบูรณ์มากขึ้น โครงการพัฒนาระบบบริการและเครื่องมือที่ใช้ในการจัดระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ในเขตอำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ได้จัดทำในช่วงเดือนมกราคม 2546 ถึงเดือนมีนาคม 2546 ประกอบด้วย 2 โครงการดังนี้โครงการพัฒนาระบบและเครื่องมือที่ใช้ในการจัดระบบการประสานงานการส่งต่อและรับผู้ป่วยระหว่างสถานีอนามัย กับโรงพยาบาล ภายในอำเภอบางซ้ายจังหวัดพระนครศรีอยุธยาโครงการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถในการเขียนโครงการพัฒนาชุมชนด้านสุขภาพจากการจัดทำโครงการร่วมกับพื้นที่อำเภอบางซ้าย ในการพัฒนาระบบและเครื่องมือที่ใช้ในการจัดระบบ บรรลุวัตถุประสงค์ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ เจ้าหน้าที่ในทีมสุขภาพได้พัฒนาการผลิตเครื่องมือในการทำงานดังเช่น การผลิตคู่มือการปฏิบัติงานในระบบการประสานงานส่งต่อและรับผู้ป่วยระหว่างสถานีอนามัยกับโรงพยาบาลในอำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และโครงการพัฒนาชุมชนด้านสุขภาพ 2 โครงการคือโครงการตรวจคัดกรองและให้ความรู้โรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน ในประชากรอายุ 40 ปีขึ้นไปของอำเภอบางซ้ายปี 2546โครงการส่งเสริมการออกกำลังกาย ตามความต้องการของประชาชน ในอำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในเชิงคุณภาพได้พัฒนาทรัพยากรคนซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อปฏิรูประบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ : กรณีศึกษา อำเภอบางซ้าย จังหวัด พระนครศรีอยุธยา เจ้าหน้าที่ในทีมสุขภาพที่เข้าร่วมโครงการทุกท่านได้แสดงความคิดเห็นถึงการพัฒนาที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ที่เด่นชัดคือ การได้พัฒนาการทำงานเป็นทีม มีวิธีการทำงานร่วมกันโดยมองปัญหาเป็นเงื่อนไขในการวางแผนงานร่วมกัน ได้ฝึกการมีภาวะผู้นำในตนเอง ได้พัฒนาศักยภาพการเป็นสมาชิกในทีมนิเทศงานในการควบคุมกำกับงาน มีทักษะการใช้แหล่งประโยชน์ทางสังคมให้กับประชาชน ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ทีมสุขภาพทุกฝ่ายกำลังร่วมกันดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง บทเรียนที่เกิดขึ้นในระยะนี้ จะใช้เป็นแนวทางการพัฒนาในระยะต่อๆไป เสริมให้การปฏิรูประบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิมีความสมบูรณ์มากขึ้นต่อไปจากสถานการณ์โครงสร้าง อัตรากำลังคนและบทบาทหน้าที่ที่มีอยู่ก่อให้เกิดข้อเสนอแนะเชิงนโยบายดังต่อไปนี้พัฒนาการใช้ศักยภาพของทรัพยากรบุคคลที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งด้านความรู้และทักษะให้เหมาะสมกับบทบาทหน้าที่รับผิดชอบ มีการจัดทำ Job Description ให้ชัดเจนทำการศึกษาย้อนหลังโดยรวบรวมปริมาณงาน (งานประจำ งานสนองนโยบายทั้งกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทย และงานการสร้างหลักประกันสุขภาพ) เพื่อคำนวณหาอัตราส่วนของกำลังคนประจำหน่วย PCU เพื่อกำหนดเป็นกรอบอัตรากำลังคนต่อไปวางแผนการเพิ่มอัตรากำลังคนในทุกรูปแบบเช่น การให้ทุนแก่นักเรียนในพื้นที่มาศึกษาหลักสูตรพยาบาลและกลับไปปฏิบัติงานในพื้นที่ของตน โครงการคืนบัณฑิตสู่ท้องถิ่น การรับสมัครบุคลากรในตำแหน่งที่ขาด เช่น ทันตแพทย์หรือทันตาภิบาลโดยปรึกษากับผู้ที่เกี่ยวข้องเช่น นโยบายจังหวัด อบต. และสถาบันการศึกษาที่ผลิตบุคลากรเหล่านี้ปลูกฝังบุคลากรในทีมให้มีทัศนคติที่ดีต่อการทำงานในชุมชน รู้จักภูมิใจในการทำงานที่ส่งผลในด้านความสุขที่เกิดกับประชาชน สนับสนุนค่าตอบแทนเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจมีการวางแผนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องไม่มากเกินไปในแต่ละช่วงเวลาเพื่อให้เจ้าหน้าที่มีเวลาที่จะนำความรู้และทักษะมาใช้กับงานจริงสนับสนุนการควบคุมกำกับที่คำนึงถึงผลงานเชิงคุณภาพ ไม่เร่งรัดรายงานเชิงปริมาณ การปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานในระบบ จะเป็นตัวช่วยในการกำหนดทิศทางการทำงาน ให้เจ้าหน้าที่เล็งเห็นงานบริการเป็นอันดับสำคัญที่อยู่ต้นๆ ส่งผลต่อคุณภาพการบริการที่ดีขึ้น มีการประสานงานในระดับกระทรวงโดยมองภาพรวมของงานที่จำเป็นต้องจัดทำเป็นอันดับต้นๆร่วมกัน ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง สุดท้ายนี้คณะผู้วิจัยทุกท่านได้รับบทเรียนที่คุ้มค่าในการศึกษาการปฏิรูประบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิในอำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คณะผู้วิจัยได้ทักษะการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ได้พัฒนาศักยภาพของการทำงานเป็นทีม พัฒนาวิธีการศึกษาชุมชนและทำความเข้าใจชุมชน ได้พัฒนาศักยภาพการเป็นนักวางแผนเชิงนโยบาย ได้พัฒนาจิตใจ การเข้าใจและเห็นใจผู้อื่น ความเหน็ดเหนื่อยที่ได้รับสามารถลบเลื่อนด้วยภาพของชุมชน ซึ่งพร้อมใจกันทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ในการพัฒนาชุมชน มีความภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสเข้าในทีมพัฒนาระบบปฏิรูประบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ นอกจากนี้ยังได้ร่วมพัฒนาชุมชนบางซ้ายอย่างต่อเนื่อง ด้วยการได้มีโอกาสปรึกษาหารือร่วมกันมากขึ้น ทำให้คณะผู้วิจัยได้รับแนวทางในการพัฒนางานทั้งทางด้านการเรียนการสอนและการบริการชุมชนที่เน้นการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อสังคมและประชาชนคนไทยทุกคนต่อไปen_US
dc.description.sponsorshipสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขen_US
dc.format.extent2800323 bytesen_US
dc.format.mimetypeapplication/octet-streamen_US
dc.languagethaen_US
dc.language.isoen_USen_US
dc.publisherสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขen_US
dc.subjectHealth Services Researchen_US
dc.subjectHealth Serviceen_US
dc.subjectการปฏิรูประบบสุขภาพ -- วิจัยen_US
dc.subjectบริการสุขภาพ, การวิจัยen_US
dc.subjectอนามัย, บริการen_US
dc.titleการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อปฏิรูประบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ : กรณีศึกษาภาคกลาง อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาen_US
dc.title.alternativeThe primary health care system in Amphur Bangsai, Phra Nakhon Si Ayutthaya : Phase IIen_US
dc.description.abstractalternativeResearch Title The primary health care system in Amphur Bangsai, Phra Nakhon Si Ayutthaya: Phase IIResearcher Supranee Saynadisai, and otherFunding Health Systems Research InstituteYear 2003ABSTRACTHealth care reform in Thailand is still in the process of development and planning. This study emphasized primary health care in Amphur Bangsai, Phra Nakhon Si Ayuthaya. The participatory action research was utilized and aims to analyze and synthesize the primary health care system in Amphur Bangsai, Phra Nakhon Si Ayuthaya including planning, organizing, staffing, directing, controlling, tools, and what should be the minimum health care service package for people in all age groups. Since the participatory action research was utilized; some traditional research methods were still needed such as documentary review, in-depth interviews, focus group interviews, brain storming, and reflection. The quantitative and qualitative analyses were included within this study as well. The Bangsai’s situation analysis was done during January 2002 until December 2002. The action plan was developed and some critical points of primary health care systems including instruction for action, and was implemented during January 2003 until March 2003.The results were as followas:Since health insurance policy for all Thais and the “All For Health and Health For All” policy were utilized, Amphur Bangsai, Phra Nakhon Si Ayuthaya built up the transitional primary health care system by organizing and registering the previous structures into two primary care units (PCU). PCU 1 includes three northern primary health care centers, and PCU 2 includes three southern primary health care centers. Bangsai Hospital is the only public hospital (10 bed-admissions) in this area that functions as a contraction unit for primary care (CUP).The study has shown that staffing in Bangsai health care organization still has some positions available especially in the six primary health care centers as stated. As a result, in both quality and quantity of health care service for these people in this area remains unsatisfactory.Based on the long-term effects of not having enough quantity and qualified workers in each position, causes the services to deteriorate. Bangsai Hospital (CUP) designed to provide mobile clinics consisting of doctors, nurses, pharmacists from the hospital and the workers from the health care centers. At the beginning, there was a need to provide services that would emphasize a cure for chronic illnesses. The health care center workers need to come together with their customer service ability, including teamwork as a whole. Whether they are a secretary, health care worker, nurse, or doctor in the clinic, they need to learn to perform some common procedures to take care of the people. Even though they may not be a qualified doctor or nurse, they need to be willing to work as a team and get the job done. All workers in the primary health care unit need to be able to get suggestions from other colleagues if their people are sick. Since the mobile units have been constructed, each care worker in the PCU clinics has improved their ability and has become more efficient in terms of investigation, diagnosis, and treatments. In this study, we found that most workers lack health promotion and prevention foundation in service quality. For example, health care workers would provide the person and family preventive service (such as home visit as their schedule posted) when they had enough time, which never was the case. As a result, the equity and continuous service was not achieved. We found that in some severe illnesses, there was a need to refer to another hospital but the referral system was not appropriate. In most cases, it did not serve the quality of care. In terms of community participation, most people in Amphur Bangsai participated to create good health practices such as seeking good nutrition habits, self-care, and building a good environment. In addition, alternative medicine was also being used in Bangsai, which has proven not to be risky in medical science point of view, and in some cases, it saved money and improved the quality of health. However, some villages still have little awareness to solve their own health problems. The community institute in Amphur Bangsai has a lack of concern in health care if we compare to other communities due to the budget being arranged for visible stuff instead of health promotion and prevention. In terms of directing, the executive team in Amphur Bangsai had the most experience, since they had worked and solved many community problems in the past. Some good strategies have been used which emphasized making a serious situation into a positive learning atmosphere. Some things were ignored from the executive team if they felt they could not change the situation at this time. The Bangsai’s workers preferred not to point fingers at each other, instead wanting us to move on in a positive attitude. This attitude made Amphur Bangsai progressed in a positive way by having good teamwork with good intention to develop Bangsai community. In terms of using tools in primary health care system in Amphur Bangsai, the Komart’s 7-tool was modified based on the concepts of anthropology being used. The workers stated that the tool was effective to study the community. The tool also helped to understand the people at Amphur Bangsai. They continue to use this tool to work with the community.Within the short term of this study, the minimum health care service package for people in all age groups resulted in showing most people lack the knowledge to know what they need for health care services. They trust health care workers as their representative to direct their health care. However, the minimum health care service package for people in all age groups including promotion, prevention, curing and rehabilitation still need to be researched in each health care problem, especially dealing with chronic illnesses such as diabetes or hypertension. In Bangsai’s view, most people in Amphur Bangsai were not satisfied in the transitional primary health care system because of the following reasons: Not enough health care workers in both quantity and quality.No trust from the people since the health care center has no technology in both technical service and instruments.No effective referral system for severe cases.Since the Bangsai’ situation analysis has been completed, the solution of the action plan was, “We want to develop the referral system to the one which is effective so we can earn trust and credibility from the people in Amphur Bangsai.” The action plan had been done during January 2003 to March 2003. The team decided to increase the potential of writing the health project to develop the community in Amphur Bangsai. Therefore, those health care workers can learn to write the project to develop their community. Two research proposals were as follows:1. Hypertension and Diabetes screening and health education in people with the age 40 or higher in Amphur Bangsai.2. Health promotion of exercise related to need of the people in Amphur Bangsai.After the implementation of the referral system in Amphur Bangsai, all objectives have been met in both quality and quantity. We received instruction for the referral system so that they could refer patients between the health care centers in Amphur Bangsai, Phra Nakhon Si Ayuthaya with more effective and high quality. During the implementation, we met the most important challenge, which was to increase the potential of the health care workers in Amphur Bangsai. All health care workers in the projects said that their ability improved in terms of working as a team, learning how to turn problems into challenges. Every worker had a chance to take turns in the leadership role within each team. We all learned how to complete the process of monitoring and evaluating with positive thoughts. We learned how to utilize resources in the most effective way. We all agree that it is useful for further development of primary health care reform research to meet the health community and governments goal “All For Health and Health For All.” There are some suggestions in terms of plan and policy to make it better next time and they are as follows: 1. Continuing development of health care workers in terms of role and functional fit in their positions with the highest potential. Utilize especially in terms of transitional primary care unit system. We need to make job descriptions for each position.2. Retrospective study of man-power and job from both ministries (Publichealth Ministry and Interior Ministry, and “All For Health and Health For All” policy), man- power is all right for all requirements. Workload needs to be done for the PCU.Encourage health care workers to further their studies by supporting community’s scholarships and having them utilize their existing potential. Sign contract in joint programs with academic institutes such as Ramathibodi School of Nursing to produce graduate nursing students to work in the community. For the open positions, they need to recruit people for the position that are vacant such as a dentist. Executive team should continue strategies to encourage health care workers to have unconditional love for their community and be proud to work with their community to make them meet the over all goal “All For Health and Health For All”Due to earning very little money working with the government, we should support health care workers whenever we can by rewards or presents to create more happiness.Planning and management should be continuous such as workload or budgets.Personnel training in specific courses have to be appropriate in timing frequency, so that they would be able to utilize what they have learned in their community. Emphasize work quality more than quantity including service and educatingpeople in the community.Coordinating planning and development between Ministry of public healthand Ministry of the interior in terms of underlying what kind of jobs need to be done by health care workers in the community.In terms of development in researchers, we discovered and applied improved primary health care mechanisms and strategies into Bangsai Primary health care system research. We mobilized actions and initiated collaboration to continue, articulate and promote new health care teams to promote a future vision for all in Bangsai community. We had a chance to take a positive role in policy development. Finally, we maintain that the researchers’ team and Bangsai have developed a healthy relationship with strong communication that leads to future projects working together.en_US
dc.identifier.callnoW84.6 ส825ก 2546en_US
dc.identifier.contactno45ค071en_US
dc.subject.keywordPrimary Helath Careen_US
dc.subject.keywordHealth Care Systemen_US
dc.subject.keywordบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิen_US
dc.subject.keywordระบบสุขภาพen_US
.custom.citationสุปาณี เสนาดิสัย, Supranee Saynadisai, ไพเราะ ผ่องโชค, วชิรา กสิโศล, ปาริชาติ โรจน์พลากร, อัจฉรียา ปทุมวัน, Phairo Phongchok, Wachira Kasisol, Parichat Rotpalakorn and Achareeya Patumwan. "การวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อปฏิรูประบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ : กรณีศึกษาภาคกลาง อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา." 2003. <a href="http://hdl.handle.net/11228/2004">http://hdl.handle.net/11228/2004</a>.
.custom.total_download166

Fulltext
Icon
Name: hs1006-1.pdf
Size: 1.981Mb
Format: PDF
 

This item appears in the following Collection(s)

Show simple item record