Show simple item record

Civil Servant Medical Beneficiaries’ Preference and Willingness-to-Pay for Medications: A Case Study of HMG-CoA reductase inhibitors (Statins)

dc.contributor.authorภัสสรานิจ พรรณรังษีen_US
dc.contributor.authorธนเทพ วิชญากรen_US
dc.contributor.authorสุรฉัตร ง้อสุรเชษฐ์en_US
dc.contributor.otherมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. คณะเภสัชศาสตร์en_US
dc.contributor.otherมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. คณะเภสัชศาสตร์en_US
dc.contributor.otherมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. คณะเภสัชศาสตร์en_US
dc.date.accessioned2013-02-15T02:43:02Zen_US
dc.date.accessioned2557-04-17T00:29:40Z
dc.date.available2013-02-15T02:43:02Zen_US
dc.date.available2557-04-17T00:29:40Z
dc.date.issued2013en_US
dc.identifier.otherhs2031en_US
dc.identifier.urihttp://hdl.handle.net/11228/3762en_US
dc.description.abstractการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชอบและความเต็มใจจ่ายค่ายาของผู้ใช้สิทธิรักษาพยาบาลของข้าราชการโดยใช้ยากลุ่ม statin เป็นกรณีศึกษา การศึกษานี้แบ่งเป็น 2 ตอนหลักๆ โดยที่ในตอนแรกได้มีการหาคุณลักษณะที่สำคัญของยากลุ่ม statin โดยใช้การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะและระดับของแต่ละคุณลักษณะของยากลุ่มนี้ หลังจากนั้นจะอาศัยการทำการสัมภาษณ์เชิงลึกกับแพทย์หรือเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญ และการสัมภาษณ์แบบเป็นกลุ่มกับผู้ป่วยที่เคยมีประสบการณ์การใช้ยากลุ่ม statin มาก่อน โดยกลุ่มตัวอย่างทั้งสองจะอาศัยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงและทำการสัมภาษณ์เพิ่มไปเรื่อยๆจนกว่าข้อมูลที่ได้รับจะเกิดการอิ่มตัวหรือไม่มีข้อมูลใหม่ในการอภิปราย จากนั้นนำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ไปรวมกับข้อมูลที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรมเพื่อเป็นข้อมูลในการสร้างตัวเลือกในแบบสอบถามโดยอาศัย orthogonal design เพื่อลดจำนวนตัวเลือกลงโดยที่ยังคงคุณสมบัติในการเป็นตัวเลือกที่ดีอยู่ รูปแบบของชุดตัวเลือกประกอบด้วยตัวเลือก 3 ตัวเลือกโดยที่แต่ละตัวเลือกจะประกอบด้วยคุณลักษณะและระดับของแต่ละคุณลักษณะที่แตกต่างกันออกไปแล้วกำหนดให้ผู้ตอบแบบสอบถามให้เลือกได้เฉพาะตัวเลือกใดตัวเลือกหนึ่งในแต่ละชุดตัวเลือกเท่านั้น ซึ่งแต่ละรูปแบบจะมีรายละเอียดของคุณลักษณะย่อยของแต่ละองค์ประกอบแตกต่างกันไป นอกจากนี้แบบสอบถามยังมีตอนที่เกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างเช่นข้อมูลพื้นฐานได้แก่อายุ เพศ สถานภาพสมรส การศึกษา รายได้ต่อเดือน หน่วยงานที่สังกัด และข้อมูลทางด้านสุขภาพได้แก่การประเมินภาวะสุขภาพของตนเอง ความรุนแรงของโรคของกลุ่มตัวอย่างเป็นต้น จากนั้นแบบสอบถามที่สร้างขึ้นจะถูกนำไปตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาแล้วทำการปรับปรุงแบบสอบถามก่อนที่จะนำไปทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คนแล้วทำการปรับปรุงแบบสอบถามอีกครั้ง ในการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างของการศึกษานี้ได้จากการเลือกตัวอย่างแบบบังเอิญจากผู้ป่วยที่เป็นข้าราชการที่ใช้ยาในการลดระดับไขมันในเลือดในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในภาคใต้จำนวน 233 คน แล้วทำการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานโดยการคำนวณสถิติเชิงพรรณนาเช่นการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และทำการวิเคราะห์โดยการสร้างแบบจำลองด้วยวิธี multinomial logit model ซึ่งทำให้สามารถคำนวณความชอบที่มีต่อคุณลักษณะของยาของผู้ป่วยแต่ละคนและคำนวณความเต็มใจที่จะจ่ายต่อการได้รับยาแต่ละชนิด ส่วนในตอนที่ 2 ของการศึกษานี้ได้ใช้ค่าสัมประสิทธิ์ของความสัมพันธ์ระหว่างความชอบกับแต่ละคุณลักษณะที่คำนวณได้จากการศึกษาตอนแรกมาใช้ในการออกแบบชุดตัวเลือกด้วยวิธี Bayesian efficient design เพื่อให้ได้ชุดตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพ และออกแบบให้เป็นแบบสอบถามที่มีลักษณะเดียวกันกับตอนแรก จากนั้นได้ทำการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างโดยการเลือกตัวอย่างแบบบังเอิญจากผู้ป่วยที่เป็นข้าราชการที่ใช้ยาในการลดระดับไขมันในเลือดในโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งในภาคใต้จำนวน 65 คน แล้วทำการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานโดยการคำนวณสถิติเชิงพรรณนาเช่นการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และทำการสร้างแบบจำลองด้วยวิธี mixed multinomial logit model รวมถึงทำการคำนวณความเต็มใจที่จะจ่ายต่อการได้ยาแต่ละชนิดอีกครั้ง จากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะของยากลุ่มนี้ การสัมภาษณ์เชิงลึกกับแพทย์หรือเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญของยากลุ่ม statin และการสัมภาษณ์แบบเป็นกลุ่มกับผู้ป่วยที่เคยมีประสบการณ์การใช้ยากลุ่ม statin มาก่อน พบว่าคุณลักษณะของยากลุ่มนี้ที่นำไปใช้ออกแบบสอบถามประกอบด้วยผลการลดการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน ผลการลดการเกิดโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน ผลการเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ ผลการเกิดพิษต่อตับ และราคายาต่อเดือนที่ผู้ป่วยต้องจ่าย หลังจากการเก็บข้อมูลในตอนที่ 1 และ 2 พบว่ามีจำนวนแบบสอบถามที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้ 207 และ 57 ชุดตามลำดับ พบว่าข้อมูลลักษณะประชากรไม่แตกต่างกันยกเว้นในส่วนของรายได้ เมื่อทำการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของความชอบกับคุณลักษณะต่างๆของยาจากทั้ง 2 ตอนพบผลความสัมพันธ์ที่เหมือนกันกล่าวคือพบว่าค่าสัมประสิทธิของคุณลักษณะที่เป็นการลดการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน และการลดการเกิดโรคหลอดเลือดสมองอุดตันมีค่าบวก ส่วนค่าสัมประสิทธิของคุณลักษณะที่เป็นการเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ การเกิดพิษต่อตับและค่ายาที่ต้องจ่ายมีค่าเป็นลบ ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์เพราะผู้ใช้ยาย่อมพึงพอใจมากขึ้นเมื่อได้ใช้ยา statin ที่มีผลการลดการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน และการลดการเกิดโรคหลอดเลือดสมองอุดตันเพิ่มขึ้น และพึงพอใจลดลงเมื่อต้องใช้ยา statin ที่ก่อให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ การเกิดพิษต่อตับและต้องจ่ายค่ายาสูงขึ้น หลังจากที่คำนวณหาค่าความเต็มใจที่จะจ่ายที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงแต่ละระดับของแต่ละคุณลักษณะของยา statin พบค่าความเต็มใจที่จะจ่ายของการศึกษาทั้ง 2 ตอนมีความแตกต่างกันกล่าวคือในตอนที่ 1 พบว่าค่ามัธยฐานของค่าความเต็มใจจ่ายต่อเดือนให้กับผลการลดการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลันและผลการลดการเกิดโรคหลอดเลือดสมองอุดตันเพิ่มขึ้นทุก 1% เป็น 44.2 และ 54.4 บาทตามลำดับ ส่วนค่ามัธยฐานของค่าความเต็มใจจ่ายเพื่อให้ได้รับยาที่มีผลการเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อและผลการเกิดพิษต่อตับที่ลดลง 1 เท่าจะเป็น 356.4 และ 881.8 บาทตามลำดับ ในขณะที่ผลการศึกษาตอนที่ 2 พบว่าว่าค่ามัธยฐานของค่าความเต็มใจจ่ายต่อเดือนให้ได้ยาที่มีผลการลดการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลันและผลการลดการเกิดโรคหลอดเลือดสมองอุดตันเพิ่มขึ้นทุก 1% เป็น 23.7 และ 29.0 บาทตามลำดับ ส่วนที่ค่ามัธยฐานของค่าความเต็มใจจ่ายเพื่อให้ได้ยาที่มีโอกาสเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อและผลการเกิดพิษต่อตับที่ลดลง 1 เท่าจะเป็น 145.2 และ 532.1 บาทตามลำดับ ทำให้เมื่อทำการคำนวณหาราคาต่อวันจากความเต็มใจที่จะจ่ายมีความแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามเมื่อคำนวณเป็นผลของค่าความเต็มใจที่จะจ่ายเมื่อผู้ป่วยต้องการเปลี่ยนแปลงชนิดหรือรายการยาที่มีในบัญชียาหลักแห่งชาติเช่นผู้ป่วยที่เคยใช้ยา simvastatin เป็นยาชนิดอื่นๆ พบว่าความเต็มใจในการจ่ายให้กับยาชนิดอื่นเมื่อผู้ป่วยใช้ยา simvastatin อยู่นั้นจะมีเพียงยา rosuvastatin เท่านั้นที่กลุ่มตัวอย่างยินดีร่วมจ่ายแต่จะจ่ายจำนวนไม่เกินประมาณ 10 บาทต่อวัน ซึ่งข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ในการวางนโยบายในอนาคตหากรัฐมีแนวคิดในการนำการมีส่วนร่วมจ่ายหรือการกำหนดราคาอ้างอิงในการจ่ายเงินคืนให้กับสถานพยาบาลมาใช้เพราะหากผู้ป่วยต้องมีการร่วมจ่ายในจำนวนที่สูงเกินกว่าความเต็มใจที่จะจ่ายก็จะส่งผลต่อการถึงยาของผู้ป่วยและในทางตรงกันข้ามหากรัฐนำการมีส่วนร่วมจ่ายมาใช้และกำหนดค่าของการร่วมจ่ายต่ำกว่าที่ผู้ป่วยมีความเต็มใจจ่ายก็จะทำให้รัฐควบคุมการใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติไม่ได้ผลen_US
dc.description.sponsorshipสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขen_US
dc.format.extent1144056 bytesen_US
dc.format.mimetypeapplication/zipen_US
dc.language.isothen_US
dc.publisherสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขen_US
dc.rightsสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขen_US
dc.subjectยาen_US
dc.subjectระบบสารสนเทศด้านสุขภาพ (Health Information Systems)th_TH
dc.titleความชอบและความเต็มใจจ่ายค่ายาของผู้ใช้สิทธิรักษาพยาบาลของข้าราชการ : กรณีศึกษายากลุ่ม HMG-CoA reductase inhibitors (Statins)en_US
dc.title.alternativeCivil Servant Medical Beneficiaries’ Preference and Willingness-to-Pay for Medications: A Case Study of HMG-CoA reductase inhibitors (Statins)en_US
dc.typeTechnical Reporten_US
dc.email.authorไม่มีข้อมูลen_US
dc.email.authorไม่มีข้อมูลen_US
dc.email.authorsurachat.n@psu.ac.then_US
dc.identifier.callnoQV55 ภ391ค 2556en_US
dc.identifier.contactno53-066en_US
dc.subject.keywordความเต็มใจจ่ายen_US
dc.subject.keywordราคายาen_US
.custom.citationภัสสรานิจ พรรณรังษี, ธนเทพ วิชญากร and สุรฉัตร ง้อสุรเชษฐ์. "ความชอบและความเต็มใจจ่ายค่ายาของผู้ใช้สิทธิรักษาพยาบาลของข้าราชการ : กรณีศึกษายากลุ่ม HMG-CoA reductase inhibitors (Statins)." 2013. <a href="http://hdl.handle.net/11228/3762">http://hdl.handle.net/11228/3762</a>.
.custom.total_download139
.custom.downloaded_today0
.custom.downloaded_this_month0
.custom.downloaded_this_year11
.custom.downloaded_fiscal_year23

Fulltext
Icon
Name: hs2031.zip
Size: 1.091Mb
Format: Unknown
 

This item appears in the following Collection(s)

Show simple item record