• TH
    • EN
    • สมัครสมาชิก
    • เข้าสู่ระบบ
    • ลืมรหัสผ่าน
    • ช่วยเหลือ
    • ติดต่อเรา
  • สมัครสมาชิก
  • เข้าสู่ระบบ
  • ลืมรหัสผ่าน
  • ช่วยเหลือ
  • ติดต่อเรา
  • TH 
    • TH
    • EN
ดูรายการ 
  •   หน้าแรก
  • สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) - Health Systems Research Institute (HSRI)
  • Research Reports
  • ดูรายการ
  •   หน้าแรก
  • สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) - Health Systems Research Institute (HSRI)
  • Research Reports
  • ดูรายการ
JavaScript is disabled for your browser. Some features of this site may not work without it.

การจัดทำคู่มือและหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรด้านสาธารณสุขภายใต้หน่วยงานบริการปฐมภูมิสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด

ปรีดา แต้อารักษ์; Preeda Taearak; แสงดาว จันทร์ดา; Saengdao Janda; ทิพิชา โปษยานนท์; Tipicha Posayanonda; นภินทร ศิริไทย; Napintorn Sirithai; จารึก ไชยรักษ์; Jaruek Chairak; จุรี แสนสุข; Juree Sansuk; นิระมล สมตัว; Niramol Somtua; กฤชกันทร สุวรรณพันธุ์; Kritkantorn Suwannaphant; สุพัฒน์ อาสนะ; Supat Assana; ปิ่นนเรศ กาศอุดม; Pinnarate Gadudom; กุลธิดา กิ่งสวัสดิ์; Kunthida Kingsawad; ณัฐวดี มณีพรหม; Natthawadee Maneeprom;
วันที่: 2569-05
บทคัดย่อ
การถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) สู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ก่อให้เกิดภาวะช่องว่างสมรรถนะ (Competency Gap) ของบุคลากรสาธารณสุขอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ยังขาดกรอบและเครื่องมือพัฒนาบุคลากรที่เป็นมาตรฐาน การวิจัยและพัฒนา (R&D) ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาช่องว่างสมรรถนะ พัฒนากรอบหลักสูตร ทดสอบประสิทธิภาพหลักสูตร และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานวิชาชีพเฉพาะ และบุคลากรใหม่ ใน 4 จังหวัดตัวแทนทุกภูมิภาค ได้แก่ แพร่ ขอนแก่น สุพรรณบุรี และปัตตานี เก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยใช้แนวคำถามในการสนทนากลุ่ม สัมภาษณ์เชิงลึกและแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์เนื้อหา วิเคราะห์ประเด็น สถิติเชิงพรรณนา และ Wilcoxon Signed-Ranks Tests ผลการศึกษาพบว่า 1. ภายหลังการถ่ายโอนภารกิจ บุคลากรทั้ง 3 กลุ่มมีสมรรถนะลดลงแต่ภาระงานเพิ่มสูงขึ้นโดยไม่มีการเตรียมความพร้อมที่เพียงพอ โดยเฉพาะบุคลากรใหม่ที่ย้ายมาจากหน่วยบริการระดับทุติยภูมิ ตติยภูมิ และภาคเอกชน พื้นที่ที่มีความร่วมมือกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และ Contracting Unit for Primary Care (CUP) มีการพัฒนาบุคลากรในระดับปฐมภูมิได้ดีกว่าพื้นที่ที่ขาดกลไกสนับสนุน พบช่องว่างสมรรถนะกลุ่มผู้บริหาร ได้แก่ การบริหารจัดการ ภาวะผู้นำ การทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย การบริหารความเสี่ยง การทำวิจัยและนวัตกรรม การวางแผนเชิงกลยุทธ์ การบริหารโครงการ การบริหารบุคลากร ความรู้ด้านระเบียบการเงินและพัสดุ การจัดการข้อมูล การบริหารคุณภาพ และทักษะเวชปฏิบัติและการจัดการผู้ป่วยฉุกเฉิน กลุ่มผู้ปฏิบัติงาน ได้แก่ การทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย การป้องกันความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน การทำวิจัยและนวัตกรรม ทักษะด้านวิชาชีพ ความรู้ด้านระเบียบการเงินและพัสดุ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการจัดการข้อมูล การสื่อสารและการทำงานกับชุมชน และการปรับ Mindset และทัศนคติ กลุ่มบุคลากรใหม่ ได้แก่ การขาดประสบการณ์และความพร้อมในการปฏิบัติงาน การขาดความรู้และทักษะด้านบริการสุขภาพปฐมภูมิ การขาดทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและระบบข้อมูล การขาดความรู้ด้านระเบียบการเงินและพัสดุ การขาดทักษะการสื่อสารและการทำงานในชุมชน การขาดความเข้าใจในตัวชี้วัดและการประเมินผลงาน การขาดระบบพี่เลี้ยงและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และการปรับ Mindset และทัศนคติต่อการทำงานในระบบใหม่ 2. กรอบและเครื่องมือในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสาธารณสุขในกองสาธารณสุข และ รพ.สต. ในการสนับสนุนการจัดบริการปฐมภูมิหลังการถ่ายโอนภารกิจฯ จำแนกเป็น 3 ประเด็น ได้แก่ 1) สมรรถนะที่จำเป็นในการทำงานหลังถ่ายโอนภารกิจ (Essential Competency for Change: ECC) ได้แก่ สมรรถนะที่จำเป็นในการเปลี่ยนแปลง (Essential Competency for Change: ECC) การสร้างทัศนคติเชิงบวก กระบวนการคิดและออกแบบการพัฒนางานปฐมภูมิ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์ และการจัดการความเสี่ยง พร้อมสมรรถนะเฉพาะตามกลุ่ม 2) สมรรถนะร่วมในการทำงาน (Advance Core Competency: ACC) ครอบคลุมการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ระเบียบการเงินพัสดุ การบริหารงบประมาณ และมาตรฐานคุณภาพบริการ และ 3) สมรรถนะเชิงวิชาชีพ (Specific Competency for PHC: SCP) ครอบคลุมเวชปฏิบัติเบื้องต้น การจัดการภาวะฉุกเฉิน การดูแลโรคเรื้อรัง งานอนามัยแม่และเด็ก การควบคุมโรค และสุขภาพจิตชุมชน 3. หลักสูตรต้นแบบการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสาธารณสุขในกองสาธารณสุข และ รพ.สต. ในการสนับสนุนการจัดบริการปฐมภูมิหลังการถ่ายโอนภารกิจฯ โครงสร้างหลักสูตรครอบคลุมทั้ง กลุ่มผู้บริหาร กลุ่มผู้ปฏิบัติงาน และ กลุ่มบุคลากรใหม่ มีรายละเอียดดังนี้ 1) หลักสูตรสำหรับผู้บริหาร ด้าน ECC จำนวน 3 ชุดวิชา ACC จำนวน 3 ชุดวิชา SCP จำนวน 2 ชุดวิชา 2) หลักสูตรสำหรับผู้ปฏิบัติงาน ด้าน ECC จำนวน 5 ชุดวิชา ACC จำนวน 3 ชุดวิชา SCP จำนวน 6 ชุดวิชา และ 3) หลักสูตรสำหรับบุคลากรใหม่ ด้าน ECC จำนวน 3 ชุดวิชา ACC จำนวน 4 ชุดวิชา SCP จำนวน 3 ชุดวิชา ผลการทดลองใช้หลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะที่จำเป็นในการทำงานหลังถ่ายโอนภารกิจ Essential Competency for Change (ECC) พบว่า บุคลากรทั้งสามกลุ่มมีคะแนนสมรรถนะเฉลี่ยภายหลังเข้าร่วมโครงการสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโครงการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีความตื่นตัวด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ พัฒนาทักษะดิจิทัลและนำมาใช้ในการพัฒนางานปฐมภูมิ กลุ่มผู้บริหารปรับเปลี่ยนทัศนคติในการบริหารทรัพยากรบุคคล กลุ่มผู้ปฏิบัติงานมีการปรับทัศนคติต่อการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ปรับรูปแบบการทำงานเป็นทีม และกลุ่มบุคลากรใหม่สามารถสร้างเครือข่ายวิชาชีพ และปรับตัวทางวัฒนธรรมองค์กรซึ่งช่วยบรรเทาภาวะ Culture Shock จากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบบริการปฐมภูมิภายใต้การกำกับดูแลของ อบจ. 4. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ได้แก่ สร้างกลไกความร่วมมือเชิงสถาบัน ระหว่าง อบจ. กับเครือข่ายบริการปฐมภูมิเดิมและภาคประชาสังคม ควรกำหนดกรอบสมรรถนะการพัฒนาและประเมินสมรรถนะบุคลากร อย่างชัดเจนในบทบาทหลังถ่ายโอน และ อบจ. ควรพิจารณาจัดสรรงบประมาณการพัฒนาบุคลากรอย่างเพียงพอและกำหนดให้หลักสูตรดังกล่าวเป็นเกณฑ์มาตรฐานภาคบังคับ

บทคัดย่อ
The transfer of Sub-district Health Promoting Hospitals (SHPHs) to Provincial Administrative Organizations (PAOs) has created notable competency gaps among healthcare personnel, compounded by the absence of standardized frameworks and tools for staff development. This research and development (R&D) study investigated those competency gaps, developed a curriculum framework, evaluated its effectiveness, and formulated policy recommendations. The study targeted administrators, professional practitioners, and newly transferred personnel in four representative provinces: Phrae, Khon Kaen, Suphan Buri, and Pattani. Data were collected using mixed methods—focus groups, in-depth interviews, and questionnaires—and analyzed through content analysis, descriptive statistics, and Wilcoxon signed-rank tests. Findings showed that after the transfer, all three groups experienced declines in competency across multiple dimensions while facing increased workloads and insufficient preparation. Administrators exhibited significant gaps in leadership, strategic planning, and financial regulation. Practitioners demonstrated weaknesses in community networking, research skills, and information technology. Newly transferred personnel—often coming from secondary or tertiary care—lacked primary health care (PHC) experience, community communication skills, and struggled to adapt to the new organizational culture. The resulting competency framework for PHC support comprises three domains: (1) Essential Competency for Change (ECC), emphasizing positive attitudes, IT/AI application, and risk management; (2) Advanced Core Competency (ACC), covering strategic planning and financial regulation; and (3) Specific Competency for PHC (SCP), addressing clinical practice, emergency management, and community mental health. A prototype curriculum tailored to each group proved effective: post-training evaluations showed significantly higher competency scores across all groups compared with pre-training levels. Participants demonstrated increased AI awareness and improved digital skills. Administrators reoriented their human resource management approaches, practitioners strengthened teamwork and participatory learning, and new personnel built professional networks that helped mitigate culture shock during the transition to PAO oversight. Policy recommendations include establishing formal collaborations between PAOs and existing primary care networks, defining clear competency frameworks for post-transfer roles, and ensuring adequate PAO budget allocations to adopt this curriculum as a mandatory standard for personnel development.
Copyright ผลงานวิชาการเหล่านี้เป็นลิขสิทธิ์ของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข หากมีการนำไปใช้อ้างอิง โปรดอ้างถึงสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติสงวนลิขสิทธิ์สำหรับการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
ฉบับเต็ม
Thumbnail
ชื่อ: hs3393.pdf
ขนาด: 14.63Mb
รูปแบบ: PDF
ดาวน์โหลด

คู่มือการใช้งาน
(* หากไม่สามารถดาวน์โหลดได้)

จำนวนดาวน์โหลด:
วันนี้: 1
เดือนนี้: 1
ปีงบประมาณนี้: 1
ปีพุทธศักราชนี้: 1
รวมทั้งหมด: 1
 

 
 


 
 
แสดงรายการชิ้นงานแบบเต็ม
คอลเล็คชั่น
  • Research Reports [2578]

    งานวิจัย

ชิ้นงานที่เกี่ยวข้อง

แสดงชิ้นที่เกี่ยวข้องโดย ชื่อเรื่อง ผู้แต่ง ผู้สร้าง และหัวเรื่อง

  • การประเมินศักยภาพของระบบสุขภาพในความพร้อมรับมือการระบาดโรค COVID-19 ในพื้นที่ชายแดน จังหวัดเชียงราย 

    อนุสรณ์ อุดปล้อง; Anusorn Udplong; ธวัชชัย อภิเดชกุล; Tawatchai Apidechkul; ฟาติมา ยีหมาด; Fartima Yeemard (สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข, 2565-10)
    การวิจัยแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินศักยภาพของบุคลากรและระบบสุขภาพในการดำเนินการป้องกันและควบคุมโรค COVID-19 ของหน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทย ในพื้นที่อำเภอชายแดนจังหวัดเชียงราย คือ ...
  • การพัฒนาประสิทธิภาพทางการคลังที่ยั่งยืนสำหรับระบบหลักประกันสุขภาพ และแบบจำลองการจัดสรรทรัพยากรกำลังคนด้านสุขภาพ 

    ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย; Theepakorn Jithitikulchai (สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข, 2564-06)
    โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1) พื้นที่การคลังสาธารณสุข: ประมาณการช่องว่างในการกำหนดงบประมาณ (Fiscal Space) ของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและระบบสาธารณสุข และ 2) การจัดสรรบุคลากร: ศึกษาช่องว่างอุปส ...
  • ประชุมวิชาการระดับนานาชาติ สมาคมนักระบาดวิทยาภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้านสาธารณสุขและการพัฒนาที่ยั่งยืน 

    ธวัชชัย อภิเดชกุล; Tawatchai Apidechkul (สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข, 2565-11)
    การประชุมวิชาการระดับนานาชาติ สมาคมรักระบาดวิทยาภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้านสาธารณสุขและการพัฒนาที่ยั่งยืน (The 14th SEA Regional Scientific Meeting of the International Epidemiological Association and International ...

DSpace software copyright © 2002-2016  DuraSpace
นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเรา | ส่งความคิดเห็น
Theme by 
Atmire NV
 

 

เลือกตามประเภท (Browse)

ทั้งหมดในคลังข้อมูลDashboardหน่วยงานและประเภทผลงานปีพิมพ์ผู้แต่งชื่อเรื่องคำสำคัญ (หัวเรื่อง)ประเภททรัพยากรนี้ปีพิมพ์ผู้แต่งชื่อเรื่องคำสำคัญ (หัวเรื่อง)หมวดหมู่การบริการสุขภาพ (Health Service Delivery) [648]กำลังคนด้านสุขภาพ (Health Workforce) [103]ระบบสารสนเทศด้านสุขภาพ (Health Information Systems) [292]ผลิตภัณฑ์ วัคซีน และเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Medical Products, Vaccines and Technologies) [129]ระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพ (Health Systems Financing) [165]ภาวะผู้นำและการอภิบาล (Leadership and Governance) [1361]ปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพ (Social Determinants of Health: SDH) [235]วิจัยระบบสุขภาพ (Health System Research) [28]ระบบวิจัยสุขภาพ (Health Research System) [23]

DSpace software copyright © 2002-2016  DuraSpace
นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเรา | ส่งความคิดเห็น
Theme by 
Atmire NV