• TH
    • EN
    • สมัครสมาชิก
    • เข้าสู่ระบบ
    • ลืมรหัสผ่าน
    • ช่วยเหลือ
    • ติดต่อเรา
  • สมัครสมาชิก
  • เข้าสู่ระบบ
  • ลืมรหัสผ่าน
  • ช่วยเหลือ
  • ติดต่อเรา
  • TH 
    • TH
    • EN
ดูรายการ 
  •   หน้าแรก
  • สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) - Health Systems Research Institute (HSRI)
  • Research Reports
  • ดูรายการ
  •   หน้าแรก
  • สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) - Health Systems Research Institute (HSRI)
  • Research Reports
  • ดูรายการ
JavaScript is disabled for your browser. Some features of this site may not work without it.

การสำรวจความชุกของการติดเชื้อในโรงพยาบาล การติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ และการสั่งใช้ยาต้านจุลชีพ รวมถึงการประเมินระบบสนับสนุนการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างสมเหตุผล และการดำเนินงานด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล ในโรงพยาบาล 100 แห่งของประเทศไทย ประจำปี 2568

ชัยศิริ ศรีเจริญวิจิตร; Chaisiri Srijareonvijit; วีรวัฒน์ มโนสุทธิ; Weerawat Manosuthi; วิศัลย์ มูลศาสตร์; Visal Moolasart; ลัลธริตา เจริญพงษ์; Lantharita Charoenpong; เอกอธิษฐ์ ไตรรัตนาภิกุล; Akeatit Trirattanapikul; วินนะดา คงเดชศักดา; Winnada Kongdejsakda; ฐิติพงษ์ ยิ่งยง; Thitipong Yingyong; นิธิมา สุ่มประดิษฐ์; Nithima Sumpradit; สุวพร อนุกูลเรืองกิตติ์; Suvaporn Anugulruengkitt; แสง อุษยาพร; Sang Usayaporn; รัชนู เจริญพักตร์; Ratchanu Charoenpak; อัมไพวรรณ พวงกำหยาด; Ampaiwan Puangkamyad; วลัยพร วิสิฐนนทชัย; Walaiporn Visitnontachai; วัชรี เจนเจริญรัตน์; Watcharee Chancharoenrat; ณัฐวิภา บุญเกิดรัมย์; Nattawipa Boonkerdram; ปาลิดา นราวุฒิพร; Palida Narawutthiporn; ช่อชมพู่ พูนสูงเนิน; Chorchomphoo Phoonsoongnoen; มุจรินทร์ แจ่มแสงทอง; Mujarin Jamsangtong; ลักษณา ชูอินทร์; Laksana Chuin; จักรพันธุ์ ศิริบริรักษ์; Jukrapun Siriboriruk; ศิริลักษณ์ ลําดับจุด; Sirilak Lamdubjoot; ปณินันท์ ศรีนุชศาสตร์; Paninun Srinuchasart; จารุวรรณ คงเมือง; Jaruwan Kongmuang; สมฤดี ชัชเวช; Somruedee Chatchawej; สุภจิรา อุณวงศ์; Supajira Unwong; ชุติกาญจน์ เสงี่ยม; Chutikarn Sangiam; ศันสนีย์ ชัยบุตร; Sunsanee Chaiyabutra; ยุวดี รัตนคช; Yuwadee Rattanakhot; อำนาจ เจนตลอด; Amnat Janetalod; สุภาภรณ์ ประยูรมหิศร; Supaporn Prayoonmahisorn;
วันที่: 2569-07
บทคัดย่อ
บทนำ: การติดเชื้อในโรงพยาบาล (healthcare-associated infection, HAI) การติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ (antimicrobial resistance, AMR) และการสั่งใช้ยาต้านจุลชีพอย่างไม่เหมาะสม (inappropriate antimicrobial use, AMU) เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทย จึงจำเป็นต้องมีฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ระดับชาติที่บูรณาการทั้งภาระโรค ภาระเชื้อดื้อยา รูปแบบการใช้ยา และความพร้อมของระบบป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล (infection prevention and control, IPC) และระบบสนับสนุนการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างสมเหตุผล (antimicrobial stewardship, AMS) เพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวัง การกำหนดนโยบาย และการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ วัตถุประสงค์: เพื่อหาความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับ HAI AMR และ AMU ผลกระทบทางคลินิกและภาระค่าใช้จ่าย รวมทั้งประเมินระบบ IPC และ AMS ในโรงพยาบาล 100 แห่งของประเทศไทย วิธีการศึกษา: การวิจัยเชิงผสมผสาน ดำเนินการในโรงพยาบาล 100 แห่ง ครอบคลุม 13 เขตสุขภาพ ระหว่างเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 ถึง มกราคม พ.ศ. 2569 ประกอบด้วยการสำรวจความชุก ณ จุดเวลา การวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์ด้วยการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุตัวแปร และประเมินระบบ IPC และ AMS โดยใช้ WHO Infection Prevention and Control Assessment Framework (WHO IPCAF), WHO Hand Hygiene Self-Assessment Framework 2010 (WHO HHSAF 2010) และคู่มือการประเมินการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพอย่างบูรณาการในโรงพยาบาล (EE-AMR Tool, Thailand) ร่วมกับสัมภาษณ์และสังเกตการปฏิบัติงานขณะดูแลผู้ป่วย HAI ผลการศึกษา: ผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การสำรวจ 29,414 ราย พบความชุก HAI ร้อยละ 2.9 (95% confidence interval [CI] 2.7–3.1) สูงสุดในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย (ร้อยละ 6.4) และในหอผู้ป่วยวิกฤต (ร้อยละ 9.0) ตำแหน่งติดเชื้อที่พบสูงสุด คือ ทางเดินหายใจ (ร้อยละ 43.6) ปัจจัยที่สัมพันธ์กับ HAI สูงสุด คือ ระยะเวลานอนโรงพยาบาลถึงวันสำรวจ ≥7 วัน (adjusted odds ratio [aOR] 10.22; 95% CI 8.28-12.62) ความชุก AMR ตามกรอบ WHO GLASS และ ESKAPEE พบร้อยละ 48.0 (95% CI 46.1–50.0) โดยกลุ่ม HAI สูงกว่ากลุ่ม Non-HAI อย่างมีนัยสำคัญ (ร้อยละ 62.6 เทียบกับร้อยละ 43.7) ปัจจัยที่สัมพันธ์กับ AMR สูงสุด คือ การรักษาตัวในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิด (aOR 3.80; 95% CI 1.86-7.80) ส่วนความชุก AMU พบร้อยละ 48.1 (95% CI 47.6-48.7) โดยมีสัดส่วนการสั่งใช้ยากลุ่ม Watch ร้อยละ 62.2 และพบการใช้ยาต้านจุลชีพไม่เหมาะสมร้อยละ 29.6 โดยการให้ยาป้องกันทางศัลยกรรมเป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการสั่งใช้ยาไม่เหมาะสมสูงสุด (aOR 12.18; 95% CI 10.77–13.77) โดยภาพรวมพบว่ากลุ่ม HAI มีอัตราการเสียชีวิตที่ 90 วันหลังสำรวจสูงกว่ากลุ่ม Non-HAI (ร้อยละ 23.3 เทียบกับร้อยละ 5.3) ระยะเวลานอนโรงพยาบาลยาวนานกว่าเกือบ 5 เท่า และค่าใช้จ่ายรวมสูงกว่า 7.7 เท่า นอกจากนี้ในผู้ป่วย AMR, AMU และผู้ป่วยที่ได้รับการสั่งใช้ยาต้านจุลชีพอย่างไม่เหมาะสมก็มีผลกระทบทางคลินิกเช่นเดียวกันผลการประเมินระบบ IPC ตามเกณฑ์ WHO IPCAF มีคะแนนเฉลี่ย 669.5 ± 84.8 จากคะแนนเต็ม 800 (ระดับ Advanced) แต่ยังมีช่องว่างด้านภาระงาน อัตรากำลังและอัตราการครองเตียง การฝึกอบรมและโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนด้าน IPC ผลการประเมิน WHO HHSAF 2010 มีคะแนนเฉลี่ย 378.0 ± 86.5 จาก 500 (ระดับ Advanced) โดยช่องว่างที่สำคัญ คือ บรรยากาศความปลอดภัยขององค์กร สำหรับผลการประเมินตามแบบประเมิน EE-AMR Tool มีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าที่ 313.3 ± 85.6 จาก 500 (ระดับ Intermediate) ช่องว่างที่สำคัญ คือ การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลอย่างบูรณาการ และความเข้มแข็งของกลไกบริหารจัดการ AMR ซึ่งสอดคล้องกับผลการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการประเมินหน้างานโดยการสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์พบว่าภาพรวมปฏิบัติได้ดี แต่ยังพบช่องว่างในเรื่องสุขอนามัยมือ การใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อทางอากาศ การติดตามการปฏิบัติตามมาตรการอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการเอาอุปกรณ์ทางการแพทย์ออกเมื่อหมดความจำเป็น สรุป: การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า HAI AMR และ AMU เป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกันในระบบโรงพยาบาลไทย ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลระดับประเทศสำหรับการพัฒนาระบบเฝ้าระวัง การกำหนดมาตรการ IPC และ AMS รวมถึงจัดสรรทรัพยากรเพื่อยกระดับความปลอดภัยของผู้ป่วยและการจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในประเทศไทย

บทคัดย่อ
Background: Healthcare-associated infections (HAIs), antimicrobial resistance (AMR), and inappropriate antimicrobial use (AMU) pose major public health threats in Thailand, yet national evidence that integrates disease burden, resistance, prescribing, and the maturity of infection prevention and control (IPC) and antimicrobial stewardship (AMS) systems is lacking. Objectives: To estimate the prevalence, risk factors, and impacts of HAI, AMR, and AMU and to evaluate the implementation maturity of IPC and AMS systems in 100 hospitals across Thailand. Methods: A mixed-methods study was conducted in 100 hospitals across Thailand between September 2025 to January 2026. A point prevalence survey captured clinical data, with multivariable logistic regression used to identify associated factors. IPC and AMS systems were evaluated using the WHO IPCAF, WHO HHSAF 2010, and EE-AMR Tool, complemented by direct observation and interviews. Results: Among 29,414 surveyed inpatients, HAI prevalence was 2.9% (95% confidence interval [CI] 2.7–3.1), highest in university hospitals (6.4%) and intensive care units (9.0%). Respiratory tract infections were the most common HAI type (43.6%). A length of stay ≥7 days carried the strongest association with HAI (adjusted odds ratio [aOR] 10.22; 95% CI 8.28–12.62). AMR prevalence based on the WHO GLASS and ESKAPEE frameworks was 48.0% (95% CI 46.1–50.0) and was significantly higher among HAI than non-HAI isolates (62.6% vs. 43.7%). Neonatal ward admission was the strongest associated factor for AMR (aOR 3.80; 95% CI 1.86–7.80) ( aOR 3.80; 95% CI 1.86-7.80). AMU prevalence was 48.1% (95% CI 47.6–48.7), with Watch-group antibiotics accounting for 62.2% of prescriptions and 29.6% deemed inappropriate. Surgical antimicrobial prophylaxis was the strongest independent factor (aOR 12.18; 95% CI 10.77–13.77). Compared with non-HAI patients, those with HAIs had higher 90-day mortality (23.3% vs. 5.3%), nearly five-fold longer length of stay, and 7.7-fold greater total costs. Regarding IPC and AMS evaluation, Mean scores were 669.5 ± 84.8/800 for WHO IPCAF (Advanced), 378.0 ± 86.5/500 for WHO HHSAF 2010 (Advanced), and 313.3 ± 85.6/500 for the EE-AMR Tool (Intermediate), with marked disparities between regional referral hospitals and community hospitals. Key gaps included workload and staffing, institutional safety climate, integrated data analysis, and AMR governance. On-site assessment revealed overall acceptable practice but persistent gaps in hand hygiene, appropriate use of personal protective equipment, airborne transmission precautions, timely removal of invasive devices once no longer required, and consistent monitoring of compliance. Conclusion: HAIs, AMR, and AMU are interconnected challenges in Thai hospitals. These findings provide a national evidence base for strengthening surveillance, formulating IPC and AMS measures, and prioritizing resource allocation to enhance patient safety and AMR containment in Thailand.
Copyright ผลงานวิชาการเหล่านี้เป็นลิขสิทธิ์ของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข หากมีการนำไปใช้อ้างอิง โปรดอ้างถึงสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติสงวนลิขสิทธิ์สำหรับการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
ฉบับเต็ม
Thumbnail
ชื่อ: hs3413.pdf
ขนาด: 9.996Mb
รูปแบบ: PDF
ดาวน์โหลด

คู่มือการใช้งาน
(* หากไม่สามารถดาวน์โหลดได้)

จำนวนดาวน์โหลด:
วันนี้: 1
เดือนนี้: 1
ปีงบประมาณนี้: 1
ปีพุทธศักราชนี้: 1
รวมทั้งหมด: 1
 

 
 


 
 
แสดงรายการชิ้นงานแบบเต็ม
คอลเล็คชั่น
  • Research Reports [2602]

    งานวิจัย

ชิ้นงานที่เกี่ยวข้อง

แสดงชิ้นที่เกี่ยวข้องโดย ชื่อเรื่อง ผู้แต่ง ผู้สร้าง และหัวเรื่อง

  • สถานการณ์การใช้ยาต้านจุลชีพและความรู้เรื่องยาต้านจุลชีพ: ข้อมูลจากการสำรวจอนามัยและสวัสดิการ พ.ศ. 2560 

    สุณิชา ชานวาทิก; Sunicha Chanvatik; อังคณา เลขะกุล; Angkana Lekagul; วุฒิพันธุ์ วงษ์มงคล; Vuthiphan Vongmongkol; วลัยพร พัชรนฤมล; Walaiporn Patcharanarumol; อภิชาติ ธัญญาหาร; Apichart Thunyahan; วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร; Viroj Tangcharoensathien (สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข, 2561-09)
    ในปัจจุบัน ปัญหาการดื้อยาของเชื้อจุลชีพมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุสำคัญมาจากการใช้ยาต้านจุลชีพที่ไม่เหมาะสม ทั้งการใช้โดยไม่จำเป็นและมากเกินความจำเป็น รวมทั้งใช้ยาต้านจุลชีพอย่างไม่ถูกต้อง ดังนั้น เพื่อเป็นการส ...
  • การดำเนินงานชุดโครงการควบคุมและป้องกันการดื้อยาต้านจุลชีพในประเทศไทยตามแผนปฏิบัติการการดื้อยาต้านจุลชีพขององค์การอนามัยโลก 

    วิษณุ ธรรมลิขิตกุล; Visanu Thamlikitkul; ภิญโญ รัตนาอัมพวัลย์; Pinyo Rattanaumpawan; อธิรัฐ บุญญาศิริ; Adhiratha Boonyasiri; รุจิภาส สิริจตุภัทร; Rujipas Sirijatuphat; ศศิ เจริญพจน์; Sasi Jaroenpoj (สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข, 2560-12)
    โครงการควบคุมและป้องกันการดื้อยาต้านจุลชีพในประเทศไทยได้ดำเนินการ 10 กิจกรรม ในการควบคุมและป้องกันการดื้อยาต้านจุลชีพตามแผนปฏิบัติการการดื้อยาต้านจุลชีพขององค์การอนามัยโลก ได้แก่ 1) ประมาณการขนาดปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพในประเทศไทย ...
  • การเฝ้าระวังการบริโภคยาต้านจุลชีพของประเทศไทย: รากฐานเพื่อการควบคุมเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ 

    คณะวิจัยและพัฒนาระบบติดตามการบริโภคยาต้านจุลชีพของประเทศไทย; Development on Surveillance of Antimicrobial Consumption (SAC) in Human and Animal Project Researcher Team; สุณิชา ชานวาทิก; Sunicha Chanvatik (สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข, 2560-12)
    การดื้อยาต้านจุลชีพ (antimicrobial resistance: AMR) เป็นภัยคุกคามที่สำคัญทางสาธารณสุขในปัจจุบันและนับวันจะยิ่งส่งผลทวีความรุนแรงมากขึ้น แม้ว่าการดื้อยาต้านจุลชีพจะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ แต่การใช้ยาต้านจุ ...

DSpace software copyright © 2002-2016  DuraSpace
นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเรา | ส่งความคิดเห็น
Theme by 
Atmire NV
 

 

เลือกตามประเภท (Browse)

ทั้งหมดในคลังข้อมูลDashboardหน่วยงานและประเภทผลงานปีพิมพ์ผู้แต่งชื่อเรื่องคำสำคัญ (หัวเรื่อง)ประเภททรัพยากรนี้ปีพิมพ์ผู้แต่งชื่อเรื่องคำสำคัญ (หัวเรื่อง)หมวดหมู่การบริการสุขภาพ (Health Service Delivery) [657]กำลังคนด้านสุขภาพ (Health Workforce) [104]ระบบสารสนเทศด้านสุขภาพ (Health Information Systems) [293]ผลิตภัณฑ์ วัคซีน และเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Medical Products, Vaccines and Technologies) [133]ระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพ (Health Systems Financing) [166]ภาวะผู้นำและการอภิบาล (Leadership and Governance) [1375]ปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพ (Social Determinants of Health: SDH) [236]วิจัยระบบสุขภาพ (Health System Research) [28]ระบบวิจัยสุขภาพ (Health Research System) [23]

DSpace software copyright © 2002-2016  DuraSpace
นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเรา | ส่งความคิดเห็น
Theme by 
Atmire NV